Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
21 ก.พ. เวลา 15:14 • ปรัชญา
“ข่าวพระฉาว” กับ “ศรัทธาในศาสนา”
เรากำลังหมดศรัทธาในศาสนา หรือกำลังสับสนระหว่างคำสอนกับคนที่อาศัยศาสนา?
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกลับมาอยู่บนหน้าสื่ออีกครั้ง และแทบทุกครั้งที่ข่าวลักษณะนี้เกิดขึ้น เราจะเห็นวงจรซ้ำเดิม คือ ความโกรธ ความผิดหวัง การถกเถียงอย่างรุนแรง และคำประกาศ “หมดศรัทธา” จากผู้คนจำนวนไม่น้อย
คำถามคือ เรากำลังหมดศรัทธาใน “ศาสนา” จริงๆ? หรือเรากำลังสับสนระหว่าง “หลักคำสอน” กับ “มนุษย์” ที่เข้ามาอยู่ในโครงสร้างศาสนา?
บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อปกป้องบุคคลใด และไม่ได้มีเจตนาจะลดทอนความร้ายแรงของการกระทำที่ผิด หากผู้ใดทำผิดศีลธรรม หรือผิดกฎหมาย ย่อมต้องรับผิดตามกฎหมายและตามเหตุปัจจัยแห่งการกระทำนั้นอย่างเหมาะสม นี่คือหลักพื้นฐานของสังคมที่ยุติธรรม แต่ในอีกมิติหนึ่ง เราอาจต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า การเหมารวมทั้งระบบเพราะความผิดของบางบุคคล กำลังทำให้เราพลาดการมองเห็นความจริงที่ลึกกว่านั้นหรือไม่?
====
แยกให้ออกระหว่าง “คำสอน” กับ “ผู้ใช้คำสอน” เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
ศาสนาพุทธในฐานะหลักคำสอนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามข่าวรายวัน พระธรรมยังคงอธิบายอริยสัจ 4 คือ ความจริงเรื่องทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางดับทุกข์ เช่นเดิม ความไม่เที่ยงยังคงเป็นกฎของธรรมชาติ
ไม่ว่าเราจะพอใจหรือไม่พอใจต่อข่าวใดๆ หลักกรรมยังคงทำงานตามเหตุและผลของการกระทำ ไม่ได้หยุดทำงานเพราะข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ หรือเพราะความรู้สึกสะเทือนใจของสังคม?
ความบริสุทธิ์ของพระรัตนตรัย คือ “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์” จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการปฏิบัติของแต่ละคน
ยกตัวอย่างง่ายๆ หากครูคนหนึ่งทำผิดจริยธรรม เราอาจตำหนิครูคนนั้น แต่เราไม่ได้สรุปว่าความรู้ทั้งโลกเป็นสิ่งไร้ค่า หรือระบบการศึกษาไม่มีประโยชน์โดยสิ้นเชิง?
หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น ศาสนาเปรียบเสมือน “ระบบความรู้และการฝึกจิต” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าใจทุกข์และหาทางออกจากทุกข์ ส่วนพระภิกษุคือ “ผู้ใช้งานระบบ” หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการฝึกฝนตนเอง ผู้ใช้งานเหล่านี้ยังเป็นมนุษย์ที่ต้องเรียนรู้ ต้องขัดเกลา และอาจผิดพลาดได้ เพราะยังอยู่ในกระบวนการพัฒนา ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
เมื่อผู้ใช้ทำผิด ระบบไม่ได้เสื่อมโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับเมื่อแพทย์บางคนทำผิดจรรยาบรรณ เราไม่อาจสรุปว่าองค์ความรู้ทางการแพทย์ทั้งหมดไร้ค่า สิ่งที่เสื่อมคือพฤติกรรมของบุคคล ไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องในตัวมันเอง ผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ทั้งในทางกฎหมายและในทางกรรม
การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน คือก้าวแรกของการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะหากเราไม่แยก เราอาจเผลอทำลายความเข้าใจที่ถูกต้องของตนเอง เพียงเพราะความผิดของผู้อื่น และนั่นอาจเป็นการตัดสินใจที่เกิดจากอารมณ์ มากกว่าปัญญา
====
วิกฤตศรัทธา หรือวิกฤตการจัดการอารมณ์ของสังคม?
สิ่งที่น่าพิจารณาไม่แพ้เนื้อหาของข่าว คือปฏิกิริยาของสังคม หลายคนโกรธ ด่าทอ แชร์ต่อด้วยถ้อยคำรุนแรง บางคนประกาศเลิกศรัทธาทั้งระบบ และบางคนเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าของศาสนาโดยรวม บรรยากาศเช่นนี้มักเกิดขึ้นรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคสื่อสังคมออนไลน์ที่ข่าวแพร่กระจายภายในไม่กี่นาที ความเห็นหนึ่งถูกแชร์ต่ออีกหลายพันครั้ง และอารมณ์ของคนจำนวนมากถูกขยายให้รุนแรงขึ้นตามกันไป
เราจะเห็นภาพที่คุ้นเคย เช่น การแคปหน้าจอ การตั้งคำถามเชิงประชดประชัน การเหมารวมว่า “ศาสนาเสื่อมแล้ว” ทั้งที่เหตุการณ์อาจเกิดจากการกระทำของบุคคลเพียงบางราย ความเร็วของข้อมูลทำให้เราแทบไม่มีเวลาไตร่ตรอง และความรู้สึกผิดหวังส่วนบุคคลถูกผสมกับความโกรธเชิงศีลธรรม จนกลายเป็นพลังอารมณ์ร่วมของสังคม
ในเชิงจิตวิทยา การเสพข่าวเชิงลบอย่างต่อเนื่องสามารถกระตุ้นวงจรอารมณ์เชิงลบซ้ำๆ จนกลายเป็นความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (emotional fatigue) สมองของเราถูกกระตุ้นด้วยความตกใจ ความโกรธ และความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกิดภาวะเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเราวิพากษ์ด้วยโทสะ แม้ผู้ถูกวิจารณ์จะทำผิดจริง แต่ความขุ่นมัว ความเครียด และพลังงานเชิงลบได้เกิดขึ้นในใจของเราเรียบร้อยแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราอาจกำลังลงโทษตนเองทางอารมณ์ซ้ำไปพร้อมกับการลงโทษผู้อื่นทางคำพูด
เราจึงควรถามตนเองอย่างตรงไปตรงมาว่า เรากำลังแสวงหาความยุติธรรมด้วยเหตุผล หรือกำลังปล่อยให้อารมณ์ชั่วขณะครอบงำการตัดสินใจของเรา? เรากำลังตรวจสอบด้วยสติ หรือกำลังตอบสนองด้วยความสะใจทางศีลธรรม?
การปกป้องศรัทธาไม่ใช่การปกป้องบุคคล และการวิพากษ์ก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นการทำลายตนเอง การรักษาคุณภาพจิตใจของตนเองไม่ให้ถูกดูดเข้าไปในกระแสความโกรธที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์ อาจเป็นการกระทำที่ยากกว่า แต่ลึกซึ้งกว่า เพราะมันคือการดูแล “รากฐานภายใน” ของเราเองท่ามกลางเสียงอื้ออึงของโลกภายนอก
====
“ขอพร” สู่การ “ขอขมา”?
ผู้คนจำนวนมากเข้าวัดเพื่อขอพร ขอให้สำเร็จ ขอให้ร่ำรวย ขอให้พ้นเคราะห์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมนุษย์ย่อมมีความหวังและความปรารถนาเป็นธรรมดา ในเชิงจิตวิทยา การขอพรคือการยืนยันความหวังของตนเอง เป็นการส่งสัญญาณว่าเรายังเชื่อว่าสิ่งดีงามสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิต
แต่หากมองลึกลงไป เราอาจต้องถามตนเองว่า ก่อนจะขอสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เราเคยหันกลับมาจัดการสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจหรือไม่ เราเคยสำรวจหรือไม่ว่า ความโกรธ ความน้อยใจ ความรู้สึกผิด หรือความดื้อดึงบางอย่างกำลังสะสมอยู่ภายใน และกลายเป็นอุปสรรคที่มองไม่เห็น
การขอขมาไม่ใช่พิธีกรรมเพื่อให้ความผิดหายไปอย่างอัศจรรย์ หากเป็นกระบวนการยอมรับความบกพร่องของตนเองอย่างซื่อสัตย์ เป็นการกล้ายอมรับว่า “เราเองก็เคยพลาด” และเป็นการลดอัตตาที่ทำให้เรายึดมั่นว่าตนถูกเสมอ การยอมรับเช่นนี้คือการจัดระเบียบจิตใจใหม่ ให้กลับมาอยู่ในสภาวะที่อ่อนโยนและเปิดรับความจริงมากขึ้น
เมื่อเรากล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจต่อสิ่งที่เคยล่วงเกิน ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เรากำลังฝึกความอ่อนน้อม และกำลังปลดแรงต้านภายในที่มองไม่เห็น แรงต้านนั้นอาจเป็นความรู้สึกต่อต้านศาสนา ความคับข้องใจจากเหตุการณ์บางอย่าง หรือแม้แต่ความรู้สึกผิดเล็กๆ ที่เรากดทับไว้โดยไม่รู้ตัว
ในทางปฏิบัติ หลายคนพบว่า เมื่อความรู้สึกต่อต้านหรือความค้างคาในใจถูกยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ความตึงเครียดภายในจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด จิตใจเบาสบายขึ้น สมาธิเกิดได้ง่ายขึ้น และการปฏิบัติธรรมมีความลื่นไหลมากขึ้น เพราะไม่มีแรงเสียดทานภายในมาคอยรบกวน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การขอพรคือการเพิ่มสิ่งใหม่เข้าไปในชีวิต เช่น ขอให้มีความสำเร็จ ความมั่นคง หรือความสุข ขณะที่การขอขมาคือการเคลียร์พื้นที่เดิมภายในใจ หากพื้นที่นั้นยังเต็มไปด้วยความคับข้อง ความดื้อดึง หรือความรู้สึกผิดที่ไม่ได้รับการยอมรับ การเติมสิ่งดีงามเข้าไปก็ยากที่จะหยั่งรากลึก
การขอขมาจึงไม่ใช่เรื่องของถ้อยคำเท่านั้น แต่เป็นท่าทีภายใน เป็นการกลับมารับผิดชอบต่อคุณภาพจิตใจของตนเอง ก่อนจะคาดหวังให้ชีวิตภายนอกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
====
ความเสื่อมตามกาลเวลา กับสัจธรรมที่ยังมั่นคง?
มีการกล่าวถึงความเสื่อมตามกาลเวลา แนวคิดเรื่อง “ยุคเสื่อม” มิได้หมายความว่าศาสนาจะสูญสิ้นหรือหมดความหมาย หากหมายถึงคุณภาพของผู้ปฏิบัติอาจลดลงตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ “คำสอนยังคงอยู่ แต่ระดับความเข้าใจ ความเคร่งครัด และความตั้งใจของมนุษย์อาจไม่เท่าเดิม?”
หากมองให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เราจะเห็นว่า ทุกสถาบันในโลก “ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การศึกษา หรือเศรษฐกิจ” ล้วนได้รับผลกระทบจากบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ศาสนาก็เช่นเดียวกัน เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ความเร่งรีบเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีทำให้ความสนใจสั้นลง ความอดทนต่อการฝึกฝนยาวนานก็ลดลงตามไปด้วย
สังคมสมัยใหม่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขัน และความคาดหวังด้านความสำเร็จ คนจำนวนมากต้องทำงานหนัก เดินทางไกล ใช้ชีวิตท่ามกลางความเร่งรีบ สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อคุณภาพของการฝึกจิต เพราะการปฏิบัติธรรมต้องอาศัยเวลา ความสงบ และความสม่ำเสมอ การตั้งความคาดหวังว่ามนุษย์ทุกคนในระบบศาสนาจะสมบูรณ์แบบ จึงอาจเป็นความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความจริงของยุคสมัย
อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมของบุคคลหรือสถาบันย่อย ไม่ใช่เหตุผลให้เราปฏิเสธแก่นแท้ของคำสอน อริยสัจยังคงอธิบายความทุกข์ได้เหมือนเดิม ไม่ว่าโลกจะทันสมัยเพียงใด มนุษย์ก็ยังเผชิญความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความผิดหวัง และความพลัดพรากเหมือนเดิม หลักกรรมยังทำงานตามเหตุปัจจัย ไม่ได้ถูกยกเลิกเพราะสภาพสังคมเปลี่ยนไป และการปฏิบัติยังคงเป็นหนทางที่พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงหรือข่าวของใคร
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้จริงๆ คือทัศนคติของเรา ว่าเราจะปล่อยให้เหตุการณ์ภายนอก “ข่าว ความผิดพลาดของบุคคล หรือกระแสสังคม” มากำหนดความมั่นคงภายในของเรา หรือเราจะใช้เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นกระจกสะท้อนตนเอง ว่าศรัทธาของเราตั้งอยู่บนความเข้าใจ หรือยึดโยงอยู่กับภาพลักษณ์ของบุคคล
ในวันที่โลกดูเหมือนเสื่อมถอย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ศาสนาจะอยู่รอดหรือไม่?” แต่คือ “เราจะรักษาความเข้าใจที่ถูกต้องไว้ในใจของเราได้อย่างไร” เพราะท้ายที่สุดแล้ว สัจธรรมไม่ได้สั่นคลอนง่ายๆ สิ่งที่สั่นคลอนคือใจของมนุษย์ต่างหาก
====
ดังนั้น ในวันที่ศรัทธาสั่นคลอน เราจะยืนอยู่ตรงไหน?
การตรวจสอบความผิดเป็นสิ่งจำเป็น การวิพากษ์ควรทำด้วยเหตุผล แต่การเหมารวมและปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ อาจทำร้ายจิตใจของเราเองมากกว่าที่คิด
แทนที่จะปล่อยให้ข่าวร้ายของคนอื่นกำหนดคุณภาพจิตใจของเรา บางทีการเริ่มต้นจากการสำรวจตนเอง การยอมรับความบกพร่อง การขอขมาอย่างจริงใจ และการปฏิบัติตามหลักธรรมด้วยตนเอง อาจเป็นคำตอบที่มั่นคงและยั่งยืนกว่า
ศาสนาไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกป้องด้วยอารมณ์ หากคือสิ่งที่ต้องเข้าใจด้วยปัญญา และปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบต่อใจตนเอง
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “พระรูปนั้นทำอะไร?” แต่คือ “เราจะใช้เหตุการณ์นี้ยกระดับความเข้าใจและคุณภาพจิตใจของตนเองได้อย่างไร?”
ศาสนา
พุทธศาสนา
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย