26 ก.พ. เวลา 12:30 • ท่องเที่ยว
Kata Tjuta / Mount Olga

จาก Walpa Gorge สู่ค่ำคืนแห่งแสงในทะเลทราย

Chapter 89/3: From Walpa Gorge to the Field of Light
Blog นี้จะพาไปเดินเทรลที่ Walpa Gorge หนึ่งในเส้นทางเทรลที่โด่งดังของ Kata Tjuta ก่อนปิดวันแบบสวยๆ กับแสงไฟนับหมื่นดวงของ Field of Light กลางทะเลทรายที่ทำให้คนที่ได้มาเห็นติดตาตราตรึงใจไม่รู้ลืม
วันนี้เป็นวันเดียวในทริปเลยที่เราได้ตื่นสาย เพราะทัวร์ SEIT Kata Tjuta Domes (Mid Afternoon) ที่เราซื้อไว้จะเริ่มช่วงเวลา 14:45–17:45 ที่เค้าจัดเวลาไว้เป็นตอนบ่ายเพราะเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ตกกระทบ Kata Tjuta และทำให้หินมีสีออกโทนแดงชัดกว่าตอนเช้า เป็นช่วงที่สวยที่สุดนั่นเอง
วันที่เราไปเดินโชคร้ายนิดหน่อย ไกด์บอกว่าวันนี้อากาศร้อนเกินเกณฑ์ความปลอดภัย ทางอุทยานเลยต้องปิดเส้นทางเดินเทรลบางส่วนเพื่อความปลอดภัย เราก็เลยเดินได้แป๊บเดียว (แต่จริงๆ แอบดีใจเพราะแดดบ่ายแรงสุดๆ ร้อนจนแสบตัวเลยทีเดียว)
เริ่มเข้าอุทยาน เราก็จะได้เห็น Kata Tjuta มาแต่ไกลเลย
ขณะรถเคลื่อนตัวเราก็จะเห็น Kata Tjuta ในมุมที่แตกต่างกัน
พอลงรถปุ๊บ นอกจากจะสัมผัสได้กับอากาศที่ร้อนแรงแล้ว ฝูง Bush Fly ก็เริ่มเข้ามาจู่โจมนักท่องเที่ยวทันที โชคดีเราเตรียมหมวกมาพร้อมก็เลยไม่ต้องปัด คนอื่นๆ นี่ปัดกันมือเป็นระวิงเลยทีเดียว
ในที่สุดก็ได้ใช้หมวกตาข่ายของเรา
จากนั้นไกด์ก็เริ่มเล่าประวัติของ Kata Tjuta ให้ฟัง
คำว่า "Kata Tjuta" เป็นภาษาพื้นเมืองของชนเผ่าอะบอริจิน มีความหมายว่า "หลายหัว" เพราะลักษณะของมันที่เป็นกลุ่มหินรูปร่างคล้ายโดมจำนวน 36 ลูก ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางธรณีที่เรียกว่า Amadeus Basin ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ในตอนกลางของออสเตรเลีย
กลุ่มหินนี้เกิดจากการกัดเซาะและการยกตัวของเปลือกโลกเมื่อกว่า 500 ล้านปีก่อน โดยส่วนที่สูงที่สุดของ Kata Tjuta จะอยู่ที่ 1,066 เมตรเลยทีเดียว
Kata Tjuta เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Uluru-Kata Tjuta ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดย UNESCO เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1987 และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1994
นอกจากนี้ Kata Tjuta ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า The Olgas เพราะในปี 1873 ได้มีนักสำรวจยุโรปชื่อ William Gosse เดินทางมาถึงบริเวณนี้และได้พบกลุ่มหินนี้ จึงได้ตั้งชื่อว่า The Olgas เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระราชินี Olga แห่ง Württemberg
นอกจากจะมีความสำคัญทางธรณีวิทยาแล้ว Kata Tjuta ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเสมือนร่องรอยบรรพบุรุษของชนเผ่าอะบอริจิน Anangu (อนังกู) ที่มีความเชื่อมโยงกับตำนาน Dreamtime ที่เกี่ยวกับการสร้างโลกและพิธีกรรมของผู้ชายอีกด้วย
ซึ่งเรื่องราวของตำนาน Dreamtime จะถือเป็นความลับศักดิ์สิทธิ์ที่จะถ่ายทอดกันเฉพาะในหมู่ผู้ชายที่ผ่านการฝึกฝนตามประเพณีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นักท่องเที่ยวจึงถูกขอความร่วมมือไม่ให้ถ่ายภาพในบางจุด เพื่อเป็นการเคารพต่อร่องรอยทางจิตวิญญาณที่ไม่ควรเผยแพร่สู่ภายนอก เราก็เลยไม่ค่อยได้เห็นภาพของ Kata Tjuta บน Internet มากนัก
Kata Tjuta มีจุดเดินเทรลที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามอยู่หลายเส้นทาง เช่น Valley of the Winds หรือ หุบเขาแห่งสายลม และ Walpa Gorge หรือ ช่องเขา Walpa ซึ่งก็คือจุดที่เราอยู่ตอนนี้ค่ะ
หินที่นี่จะมีลักษณะหยาบและประกอบด้วยหินตะกอนหลายชนิดที่ถูกเชื่อมติดกันด้วยทรายและโคลนแข็งตัว
บางก้อนรูปร่างหน้าตาหยั่งกับเม็ดลูกหยีเลย
เก้าอี้ที่ตอนนี้ไม่มีใครกล้านั่ง 🤣
แดดแรงจัดๆ
ช่องระหว่างเขาอันนี้ดูคล้ายปีกนางฟ้าเลย
หลังจากเดินกันได้พักนึงเราก็ต้องกลับขึ้นรถกันเพราะตรงข้างหน้ามันปิดไม่ให้เข้าแล้ว
และเพื่อชดเชยความผิดหวัง คุณไกด์ก็เลยพาพวกเราไปที่จุดชมวิวที่ชื่อ Kata Tjuta Dune Viewing ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณครึ่งชั่วโมงแทน
Kata Tjuta Dune Viewing
เราต้องจอดรถที่ด้านล่างแล้วเดินตามทางนี้ขึ้นไปประมาณ 10 นาที ไม่ไกลหรอกแต่แดดกำลังร้อนเจี๊ยก เพื่อนร่วมทัวร์หลายคนเลยขอนั่งรอตากแอร์อยู่บนรถแทน
ทางเดินขึ้นจุดชมวิวดีมาก
ท่ามกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้างก็ยังมีความงดงามในแบบของมัน
พอขึ้นมาถึงก็จะเจอกับลานกว้างที่เป็นจุดชมวิว
ป้ายนี้บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่า Anangu ที่เชื่อว่าดินแดนแห่งนี้เกิดขึ้นในยุคสร้างโลกที่เรียกว่า Tjukurpa ซึ่งตรงกับที่นักธรณีวิทยาได้ค้นพบว่า Kata Tjuta เกิดจากกระบวนการทางกายภาพแลพภูมิอากาศเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน
ด้านขวาพูดถึง "The living desert" หรือ "ทะเลทรายที่มีชีวิต" เพราะถึงแม้ว่าบริเวณนี้จะมีฝนตกน้อยและคุณภาพดินไม่ดี แต่ระบบนิเวศรอบๆ ก็ยังมีพืชและสัตว์ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับภูมิประเทศแบบนี้ได้
ระหว่างทางกลับเราจะเห็นต้นไม้ที่ถูกเผาเยอะมาก ไกด์บอกว่านี่คือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่นี่
เพราะอากาศในทะเลทรายร้อน แห้ง ลมแรง และมีหญ้าแห้งซึ่งติดไฟง่ายเป็นจำนวนมาก การเกิดฟ้าผ่าเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดไฟป่าลุกลามเป็นวงกว้างได้ จนท. อุทยานจึงต้องจุดไฟเผาต้นไม้และหญ้าแห้งเหล่านี้เพื่อลดเชื้อเพลิงสะสมไม่ให้เกิดไฟป่ารุนแรงนั่นเอง
นอกจากนั้นการเผายังเป็นการทำเพื่อกระตุ้นการงอกใหม่ของต้นไม้บางชนิดอีกด้วย เช่นต้น Mulga หรือ Desert Oak ที่ถึงแม้จะถูกเผาจนลำต้นไหม้เกรียม แต่ระบบรากยังมีชีวิตอยู่ พอฝนตกครั้งใหม่ต้นไม้ก็จะแตกใบและฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ก็จบการทัวร์ Kata Tjuta กันประมาณนี้ค่ะ ได้ความรู้เกี่ยวกับทะเลทรายไปเยอะเลย
มื้อเย็นวันนี้เรามาที่ห้องอาหาร Ilkari Restaurant ที่อยู่ในรีสอร์ต Sails in the Desert ค่ะ
ห้องอาหารนี้เป็นแบบบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ ราคามื้อเย็นต่อหัวอยู่ที่ 99 AUD หรือประมาณ 2,200 บาท
ไลน์อาหารเยอะ อาหารอร่อยใช้ได้ค่ะ 👍
เสร็จจากมื้อเย็นเราก็เตรียมตัวสำหรับทัวร์สุดท้ายของวันนี้ Field of Light ซึ่งจะออกเดินทางกันเวลา 20:25 ค่ะ
Field of Light หรือชื่อในภาษาพื้นเมืองว่า "Tili Wiru Tjuta Nyakutjaku" ซึ่งแปลว่า "มองดูแสงไฟที่สวยงามมากมาย" คืองานนิทรรศการศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ระดับโลกโดยศิลปินชาวอังกฤษ Bruce Munro ที่จัดแสดงอยู่กลางทะเลทรายหน้าหิน Uluru ที่ผู้ชมจะต้องเดินชมแสงไฟเหล่านี้ท่ามกลางความมืด
ความมืดที่ทำให้มองเห็นดาวชัดมาก
เป็นการจัดวางก้านไฟเบอร์ออพติกจำนวนกว่า 50,000 ก้านบนพื้นที่จัดแสดงที่กว้างใหญ่ถึง 7 สนามฟุตบอล
ซึ่งก้านเหล่านี้จะมียอดเป็นแก้วทรงกลมที่ส่องแสงเป็นสีต่างๆ เช่น สีม่วง สีฟ้า สีเหลือง สีขาว และสีแดงอมส้ม และมันสามารถเรืองแสงและเปลี่ยนสีตลอดเวลา สวยงามมาก
เรามีเวลาเดินชมที่นี่หนึ่งชั่วโมงแต่ก็แทบไม่พอ เพราะมันสวยเกินคาดจริงๆ แม้ดวงไฟจะดูคล้ายกันทั้งทุ่ง แต่ด้วยพื้นที่และมุมที่จัดวางทำให้แสงในแต่ละจุดสะท้อนออกมาต่างกันอย่างน่าทึ่ง เดินไปเรื่อยๆ ก็เหมือนได้เห็นภาพที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
เป็นงานแสดงที่สวยงามและดูอัศจรรย์มาก
Field of Light เริ่มจัดแสดงครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2016 และถูกกำหนดให้จัดแสดงชั่วคราวเป็นเวลาแค่ 1 ปีเท่านั้น แต่ด้วยความนิยมอย่างล้นหลาม จึงได้มีการขยายเวลาจัดแสดงออกไปหลายครั้งจนถึงตอนนี้ก็ครบ 10 ปีแล้ว และก็ยังขยายเวลาจัดแสดงออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ใครมีโอกาสไปเที่ยว Uluru แนะนำให้ไปชม Field of Light ด้วยตัวเองสักครั้ง ความงดงามของแสงไฟที่เห็นตรงหน้าจะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืมเลยค่ะ
สำหรับ Blog นี้ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ แล้วเจอกันในตอนหน้าที่ยังมีที่เที่ยวสวยๆ ที่ Uluru ให้ดูกันอีกค่ะ 😊
โฆษณา