Chapter 89/3: From Walpa Gorge to the Field of Light
Blog นี้จะพาไปเดินเทรลที่ Walpa Gorge หนึ่งในเส้นทางเทรลที่โด่งดังของ Kata Tjuta ก่อนปิดวันแบบสวยๆ กับแสงไฟนับหมื่นดวงของ Field of Light กลางทะเลทรายที่ทำให้คนที่ได้มาเห็นติดตาตราตรึงใจไม่รู้ลืม
วันนี้เป็นวันเดียวในทริปเลยที่เราได้ตื่นสาย เพราะทัวร์ SEIT Kata Tjuta Domes (Mid Afternoon) ที่เราซื้อไว้จะเริ่มช่วงเวลา 14:45–17:45 ที่เค้าจัดเวลาไว้เป็นตอนบ่ายเพราะเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ตกกระทบ Kata Tjuta และทำให้หินมีสีออกโทนแดงชัดกว่าตอนเช้า เป็นช่วงที่สวยที่สุดนั่นเอง
กลุ่มหินนี้เกิดจากการกัดเซาะและการยกตัวของเปลือกโลกเมื่อกว่า 500 ล้านปีก่อน โดยส่วนที่สูงที่สุดของ Kata Tjuta จะอยู่ที่ 1,066 เมตรเลยทีเดียว
Kata Tjuta เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Uluru-Kata Tjuta ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดย UNESCO เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1987 และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1994
นอกจากนี้ Kata Tjuta ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า The Olgas เพราะในปี 1873 ได้มีนักสำรวจยุโรปชื่อ William Gosse เดินทางมาถึงบริเวณนี้และได้พบกลุ่มหินนี้ จึงได้ตั้งชื่อว่า The Olgas เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระราชินี Olga แห่ง Württemberg
นอกจากจะมีความสำคัญทางธรณีวิทยาแล้ว Kata Tjuta ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเสมือนร่องรอยบรรพบุรุษของชนเผ่าอะบอริจิน Anangu (อนังกู) ที่มีความเชื่อมโยงกับตำนาน Dreamtime ที่เกี่ยวกับการสร้างโลกและพิธีกรรมของผู้ชายอีกด้วย
ซึ่งเรื่องราวของตำนาน Dreamtime จะถือเป็นความลับศักดิ์สิทธิ์ที่จะถ่ายทอดกันเฉพาะในหมู่ผู้ชายที่ผ่านการฝึกฝนตามประเพณีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นักท่องเที่ยวจึงถูกขอความร่วมมือไม่ให้ถ่ายภาพในบางจุด เพื่อเป็นการเคารพต่อร่องรอยทางจิตวิญญาณที่ไม่ควรเผยแพร่สู่ภายนอก เราก็เลยไม่ค่อยได้เห็นภาพของ Kata Tjuta บน Internet มากนัก
Kata Tjuta มีจุดเดินเทรลที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามอยู่หลายเส้นทาง เช่น Valley of the Winds หรือ หุบเขาแห่งสายลม และ Walpa Gorge หรือ ช่องเขา Walpa ซึ่งก็คือจุดที่เราอยู่ตอนนี้ค่ะ
ป้ายนี้บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่า Anangu ที่เชื่อว่าดินแดนแห่งนี้เกิดขึ้นในยุคสร้างโลกที่เรียกว่า Tjukurpa ซึ่งตรงกับที่นักธรณีวิทยาได้ค้นพบว่า Kata Tjuta เกิดจากกระบวนการทางกายภาพแลพภูมิอากาศเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน
ด้านขวาพูดถึง "The living desert" หรือ "ทะเลทรายที่มีชีวิต" เพราะถึงแม้ว่าบริเวณนี้จะมีฝนตกน้อยและคุณภาพดินไม่ดี แต่ระบบนิเวศรอบๆ ก็ยังมีพืชและสัตว์ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับภูมิประเทศแบบนี้ได้