25 ก.พ. เวลา 06:05 • หุ้น & เศรษฐกิจ

คำพิพากษาศาลสูงสหรัฐฯ หยุดภาษีทรัมป์ไม่ได้ - Blockdit Originals โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

คำตัดสินล่าสุดของศาลสูงสหรัฐฯ เกี่ยวกับนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของทรัมป์ แต่หากมองลึกลงไป คำพิพากษานี้กลับไม่ได้เป็นจุดจบของสงครามภาษี หากแต่เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของสงคราม จาก “ยิงปืนใหญ่แบบหว่าน” ไปสู่ “ยิงปืนตรงเป้า” ที่อาจรุนแรงและแม่นยำยิ่งกว่าเดิม
2
ที่สำคัญ ประเทศไทยไม่ควรโล่งใจหลังคำพิพากษานี้ หากแต่ต้องเตรียมรับแรงกดดันทางการค้าต่อไทยที่จะเพิ่มสูงมากขึ้นกว่าเดิมอีก
1
ประเด็นหลักของคำพิพากษาศาลสูงสหรัฐฯ คือการตีความกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ซึ่งฝ่ายทรัมป์ใช้เป็นฐานทางกฎหมายในการประกาศกำแพงภาษีทั่วโลก ศาลสูงวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า ตัวบทกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจการขึ้นภาษีแก่ประธานาธิบดีอย่างชัดแจ้ง ภาษี Reciprocal Tariff ที่ผ่านมาของทรัมป์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นสำคัญที่ศาลสูงไม่ได้วินิจฉัย คือคำถามว่า ผู้นำเข้าจะได้เงินภาษีที่จ่ายไปแล้วคืนหรือไม่ ศาลไม่ได้กำหนดแนวทางในการคืนเงิน ทำให้ผู้ที่ต้องการเงินคืนต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีแยกต่างหาก ทรัมป์จึงออกมาประกาศว่าจะเป็นคดีความกันไปอีก 5 ปี ดังนั้นอย่าคิดว่าผู้นำเข้าจะได้เงินคืนง่ายๆ หรือในเร็วๆ นี้
2
ในทางปฏิบัติ การฟ้องร้องกับรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องใช้เวลา ค่าใช้จ่าย และความไม่แน่นอนสูง หลายบริษัทอาจตัดสินใจว่า ไม่คุ้มที่จะฟ้อง และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็อาจยื้อคดีไปได้อีกหลายปี
1
แม้ศาลสูงจะจำกัดการใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉิน แต่ทรัมป์ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอีกจำนวนมากที่เอาออกมาใช้ขึ้นภาษีได้ เพียงแต่กฎหมายเหล่านี้มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาที่จำกัด หรือบางฉบับต้องมีกระบวนการไต่สวนก่อน
เครื่องมือแรกคือ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นกำแพงภาษีได้สูงสุด 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหา balance of payment ทรัมป์ได้ใช้อำนาจนี้ขึ้นกำแพงภาษีทั่วโลกที่ระดับ 10% เรียบร้อยโรงเรียนทรัมป์ทันทีภายหลังคำพิพากษา และผ่านไปเพียง 1 วัน ก็ประกาศปรับขึ้นเป็น 15% เต็มเพดาน
ส่วนเครื่องมือที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 มาตรานี้ให้อำนาจสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีต่อประเทศที่มีพฤติกรรมการค้าไม่เป็นธรรม แต่ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนก่อน มาตรา 301 เป็นอาวุธหลักที่ทรัมป์เคยใช้ในสงครามการค้ากับจีน ความแตกต่างกับเครื่องมืออื่นคือ ภาษีจะไม่เท่ากันทุกประเทศ ต้องมีการไต่สวน ต้องมีเหตุผลเฉพาะรายประเทศ
4
นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงเปรียบเทียบว่า จากเดิมที่ทรัมป์ยิงปืนใหญ่หว่านทั่วโลก ต่อไปอาจกลายเป็นการยิงปืนตรงเป้า แต่ปืนตรงเป้าอาจรุนแรงกว่า และประเทศที่ตกเป็นเป้าอาจถูกโจมตีหนักกว่าค่าเฉลี่ยมาก นี่จึงเป็นข่าวร้ายสำหรับประเทศไทย เพราะแรงกดดันทางการค้าต่อไทยอาจเพิ่มสูงขึ้น ไม่ได้ลดลง
แม้ภายหลังคำตัดสินของศาลสูง อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยใหม่ของไทยจะลดลงจาก 19.4% เหลือ 9.7% แต่อัตราภาษีเฉลี่ยของประเทศคู่ค้าทั่วโลกลงมาอยู่ที่เพียง 8.3% นั่นหมายความว่า สินค้าไทยยังต้องเผชิญภาระภาษีสูงกว่าคู่แข่งในปัจจุบัน
แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าคือมาตรา 301 เพราะสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ ในมุมมองของทรัมป์ ตัวเลขนี้เป็นหลักฐานของความไม่
1
ยุติธรรมทางการค้า การพิจารณาว่าประเทศใดมีพฤติกรรมการค้าไม่เป็นธรรมของสหรัฐฯ มักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ “เราขาดดุลกับประเทศนี้เท่าไร” ประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลมากและขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มสูงที่จะตกเป็นเป้าของมาตรา 301
ดังนั้น อัตราภาษีไทยภายใต้การไต่สวนมาตรา 301 จึงอาจปรับเพิ่มขึ้นกว่าอัตราภาษีเดิมที่เราได้รับ จึงเป็นแรงกดดันที่จะเพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่น้อยลงต่อไทย
2
ทรัมป์จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า เขายังคงมุ่งมั่นในการขึ้นกำแพงภาษีต่อไป และการถูกศาลขัดขวางกลับทำให้ทรัมป์มีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะใช้มาตรการที่แข็งกร้าวกว่าเดิม เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ถอย และจะยังคงใช้ภาษีเป็นอาวุธต่อรองระหว่างประเทศ ดังที่เขาบอกว่าเขาหยุดสงครามด้วยมาตรการภาษีมาแล้ว
น่าสนใจว่า คำพิพากษานี้แทนที่จะเป็นผลลบต่อทรัมป์ กลับอาจกลายเป็นแต้มต่อทางการเมืองของทรัมป์ด้วยซ้ำ เพราะทรัมป์สามารถปั่นกระแสว่า เขากำลังถูกศาลและชนชั้นนำกลั่นแกล้งเหมือนเดิม ทรัมป์ยังสามารถใช้ศาลเป็นแพะรับบาปสำหรับปัญหาเศรษฐกิจได้ด้วย หากเศรษฐกิจไม่ดี ก็สามารถบอกได้ว่า เป็นเพราะศาลขัดขวางนโยบายการค้าของเขา
สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือ อย่ามองว่าคำพิพากษาศาลสูงเป็นข่าวดี เพราะในความเป็นจริงสงครามภาษีกำลังเข้าสู่ระยะที่อันตรายกว่าเดิม ระยะที่ประเทศเล็กไม่ถูกยิงแบบหว่าน แต่ถูกเล็งเป้าอย่างแม่นยำ
2
เพราะในโลกที่ทรัมป์กำลังออกแบบใหม่ ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มาก ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนแต่เป็นคู่แข่งที่ต้องถูกจัดระเบียบใหม่ครับ
โฆษณา