เมื่อวาน เวลา 04:24 • ความคิดเห็น
พ่อแม่ ไม่อยากเห็นลูกมีทุกข์ อยากให้ลูกมีความสุขสบาย .
เรื่องราว ที่บางครั้ง ก็ไม่อยากจะเขียน ก็เรื่องราวของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ มีลูก เรื่องราวที่แต่ละคน ก็มีกรรม ต่างก็มีกรรม เป็นของตัวเอง ที่จะต้องมีชีวิตเป็นไป แบบไหน จะเจอะเจอสถานการณ์ อย่าง บ้าง . ชีวิตที่จาก .จากบ้าน ไปทำงาน เย็นกลับบ้าน บางคนกลับไม่ถึงบ้าน .ไปหมดลมหายใจ . มันมีเรื่องราวหนึ่ง . เรื่องลูกออกจากบ้าน แล้วก็ไปเกิดอุบัติเหตุ เสียชีวิต ไปหลายปีแล้ว
เราก็เห็นความผูกพัน เรื่องแม่กับพี่สาว เค้าทำบุญ ถวายผ้าไตรจีวร กองสังฆทาน ก็หมั่นทำบุญ ต่อเนื่องมาเรื่อย หลายปี คนเป็นก็ชอบทำบุญปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมสวดมนต์นั่งสมาธิ อายุก็เกือบร้อย แข็งแรง . ก่อนปีใหม่..พระท่านบอกว่า จิตของลูกชาย จะได้ไปเกิด ด้้วยอานิสงส์ ที่แม่ทำบุญทำทาน ส่งให้มาตลอด .ที่ว่า . จิตจะไปที่ลำบาก .ทุกข์ทรมาน ก็ข้านพ้นมาได้ .เหมือนแม่ ที่มีเคย มีกรรม ผูกพัน อุปถัมภ์ ช่วยเหลือ เป็นกัลยาณมิตร มายาวนาน ก็ช่วยให้จิตของลูก
ที่จริงแล้ว เรื่องราวอุบัติเหตุ ตายโหงนั้น ยากที่จะช่วยเหลือกันได้ .ไม่มีอะไรจะดูจติออกจากสถานที่นั้น ต้องอาศัย แสงสีของธรรม แสงสีของรัตนะ ช่วยเหลือ .นั้นก็เค้าก็ใช้ เรื่องราวของเครื่องหมายธรรม เรื่องราวผ้ากาสาวพัสตร์ .แต่ผู้ที่ทำส่งบุญกุศล ต้องทำให้ถูกวิธี .แต่อาศัยที่แม่ กมั่นสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม สร้างบุญกุศล อุทิศให้จิตของลูก .จิตของลูกชาย ก็ได้รับบุญกุศลมาต่อเนื่อง .ก็ค่อยๆคลาย ทุกข์นั้น ค่อยมีบุญกุศลมาหนุนนำจิตขึ้นมา .นื่แหละ ที่ว่ากว่า จะได้กายพ่อแม่เป็นมนุษย์ .ไม่ใช่ของง่าย.
เมื่อได้กายพ่อแม่เป็นมนุษย์ รู้จักพระคุณของกายนี้มั้ย .กตัญญูคุณมั่ย ใช้กายนี้เป็นมั้ย ใช้ไปทำเรื่องราวอะไรบ้าง
ครั้งล่าสุด . พระท่านก็บอกว่า กล่าว ว่า จิตของลูกชาย ที่จะต้องไปเกิด . ไปได้พ่อแม่ ที่ไม่ค่่อย .เรียกว่า มีมิจฉาทิฐิ .ไม่ค่อยสนใจเรื่องสร้างบุญกุศลบารมี ท่านก็บอกจิตที่จะไปจุติว่า เมื่อเกิดได้กายเป็นมนุษย์ .ก็ให้สร้างบุญกุศลบารมี หนีเวรกรรม .สะสมไว้กับธาตุุทั้งสี่ของตนเอง. เพราะเวลาที่มีชีวิตอาศัยกายมนุษย์นั้นไม่ยาวนาน แค่สี่สิบกว่าปี ก็หมดเวลา
ตอนที่มีลูกเด็ก ยังไม่เข้าโรงเรียน เราก็ถามเล่นๆว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ..เค้าจ้องมองหน้า .แล้วก็พูดว่า . ก็เป็นคนซิ.พ่อ. แหม . เรานี้โง่ จริง. ไม่น่าถามเลย ยิ่งตอนเค้าเค้าเด็กๆ เค้าก็ .ถือขวดนม .ชวนไปสวดมนต์ .สวดเสียงค่อยก็ไม่ได้ ต้องสวดให้ดังๆ เค้าบอกเอง ดังอีกๆ
เรื่องราวความห่วง ความผูกพัน . ก็มีพระที่เรานับถือ .ที่ท่านก็มองเราเหมือนลูกหลาน ท่านก็พูดว่า . ที่บอกให้สร้างบุญกุศล บารมี ลดละอารมณ์กรรม หนีอารมณ์กรรม .อะไรต่างๆ แล้วเราก็ไม่ใส่ใจ สร้างบุญกุศลช่วยเหลือจิตของตัวเอง ที่เกิดมาผจญภัย มาผจญวิบากกรรม ที่จะเกิดขึ้น ที่กายที่จิตอาศัย ตัวเราทำเอง . ตามอารมณ์นึกคิด .มีความยึดถืออะไรต่างๆมากมายก่ายกอง
ท่านบอกว่า ไม่สงสารจิตฉันบ้างหรือ .เมื่อฉันละสังขาร มองลงมา เห็นลูกหลาน ไม่แก้ไข .ปล่อยปะละเย สร้างบุญกุศล ชีวิตทำมาหากินกับ กินกับนอน ด้วยอารมณ์ต่างที่เกิดขึ้น ที่สุด .เมื่อหมดกาย หมดลมหายใจ . สีดำก็มาอุ้มจิตไปที่ทุกคนทรมานยาวนาน . คิดดูน่ะ ว่า ..ฉันเห็นลูกหลานเป็นเช่นนั้น จิตฉันจะเป็นอย่างไร
เรื่องราวของกรรม .ที่แต่ละคน .ก็มีกรรมกันมา มาคอยขัดขวาง ให้มองไม่เห็นว่า การสร้างบุญ การเดินตามรอยคำสอนของพระ นั้นช่วยเหลือจิตของตน .ที่ต้องเดินทางออกจากกาย .จึงเป็นเรื่องที่ยาก เราเองก็บอกเด็กๆ ว่า เรื่องราวชีวิตมันมีสองส่วน เรื่องขอบกายที่ใช้ทำมาหากิน ต้องดูแลกายตนเอง
อีกทั้งเรื่องราวของการสร้างบุญกุศลบารมี หนีกรรม ก็ต้องศึกษาเรียนรู้ทั้งสองอย่าง เพราะเรามาอาศัยอยู่ในโลกชั่วขณะหนึ่ง .ส่วนเรื่องจิตวิญญาณ เราก็ควรเรียนรู้จัก จิตของตนเอง .ที่มีกรรม ถือกรรมมา .เราก็ต้องแก้ไข กรรมนั้น ด้วยคำว่า บุญกุศลบารมี
แต่นั้นแหละ .ถึงแม้จะบอกอย่างไร เค้าก็ไม่ค่อยสนใจ เค้าสนใจ หมกมุ่น อยู่กับอารมณ์ที่โลกปรนเปรอให้ .ก็ได้แต่บอก ว่า ที่เรื่องราวทีเค้ามีชีวิตอยู่ เราไม่ค่อยห่วงหรอก .ห่วงเค้าว่า เมื่อจิตออกจากกาย .ห่วงที่จิตเค้าต้องเดินทางเกิดตายๆ ไม่รู้ว่า จะไปอยู่กับสังขารกรรม รูปแบบไหนบ้าง .
เราเองนั่น ก็มีกรรม ถึงคราวกายมัน แสดงกรรม กายกรรม .เราก็ไม่ไปหาหมอ ลูกๆก็ ว่า .ดื้อรั้น ไม่ยอมไป แต่เค้าก็ไม่รู้หรอกว่า เรานั้นกำลัง ชดใช้กรรม กำลังเรียนรู้จัก เรื่องกรรมที่ทำมาแต่อดีตชาติ บอกไป เค้าก็ว่าเพ้อเจ้อ .เราก็เงียบ ไม่ยอกกล่าว สิ่งที่เราผจญ . ไม่บ่น ไม่ทำตัวให้เป็นภาระใคร ทั้งนั้น (หมอก็ไม่ต้องมีภาระ) ก็ทำตัวเป็นปกติ . ก็ผ่านพ้นมาได้ ในคำว่า หมั่นสร้างบุญกุศลบารมี
ที่พระท่านชี้ทางให้ ยิ่งเรื่องราว รอยทั้งสี่ ที่หลวงปู่ชีวก บอกเรา เรื่องราวยาวิเศษ ยาเม็ดสี่ขนานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ฟังท่านพูดบอกมา . เอ.ช่วยเราได้จริงหรือ .คราวร่างกายเค้าแสดงกรรมทุกข์ทรมาน เราก็ฝืน นำกายกรรม มาเดินจงกรม ทำกายกรรม ให้มาเดืนในกายในกิริยาของผู้ที่มีบุญกุศล เรื่องราวเหล่านี้ มันล้วนเป็นเรื่องราวเหมือนปัจจัตตัง ต้องเรียนรู้จัก ด้วยกายที่ตนเองอาศัย .
พอเรื่องราว เจ็บป่วยนั้นหายไป คราวนี้ ก็มาเรื่องราว น้ำเลือดน้ำหนอง ที่กินเค้าเอร็ดอร่อย ก็มีตัวกินเลือดกินเนื้อมากินเราเอร็ดอร่อยบ้าง .เค้าก็ขับออกมา สู่ผิวกายภายนอกเหมือนเปลือกไม้แก่ๆ ยืนต้นมานานๆ มีมเมีแมลงมาชอนไช ขับออกมาเป็นเหมือดินสอพลอง .นั่นก็ได้เรียนรู้ เรืองราว ที่ว่า ชีวิตนี้ เอ. มันมีกรรมเกิดมาได้อย่างไร กับการกินการนอน .ลึกลงไป ธาตุทั้งสี่ ทำไมมีกรรม มีแต่ส่ีดำสีม่วง นี่ก็เรื่องราวของการเรียนรู้ เรื่องกาย.กายนั่น มีแต่กรรม. ยิ่งไปสัมผัสเรื่องราว ไสยศาสตร์ .ทำไม่ธาตุนั้นเกิดมีกรรม.
บางทีก็ .คิดๆ เรื่องเวรกรรม นิสัยเวรกรรม แก้ไขมาเป็นนิสัยสร้างบุญกุศลบารมี สะสม .ไปกับจิตนั้นยากเย็นแสนเข็น ก็ได้แต่บอกว่า สวดมนต์ สร้างบุญกุศล ปฏิบัติธรรมขึ้นมา เรียนรู้จัก ในเรื่องธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องราวรอยทั้งสี่ .เส้นทางนี้ จะช่วยบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือจิตของลูกได้ฝึกหัดทำไป . แล้วก็จะค่อยรู้จัก เรื่องบุญ เรื่องกรรม เรื่องราวของสติปัญญา หนีเวรกรรม .ไม่ให้จิตตัวเอง พลัดตกลงที่ต่ำๆ
. เรื่องตอนที่มีกาย.มีลมอยู่ เจ็บป่วย อดอยาก ก็ยังพอช่วยเหลือกันไปได้ แต่เรื่องราวเมื่อหมดกายมนุษย์ มันช่วยเหลือกันไม้ได้ เพราะจิตที่ออกจากกายไปก็ มีหิว มีกระหายเหมือนตอนที่มีกาย ไม่มีบุญหล่อเลี้ยงจิตที่ออกจากกาย มันทุกข์ทรมาน ยิ่งกว่าตอนที่มีสังขารเป็นมนุษย์
..พระที่เรานับถือ พอท่านบวช ท่านก็ตัดญาติสนิทมิตรสหาย .ก็คืออารมณ์กรรม ที่สนิทชิดเชื่นมาทุกภพทุกชาติ ไอ้นี่..เอง ที่ทำให้เกิดตายๆ ไม่รู้จักหยุด เกิดตายๆ ท่านบอกว่า ฉันเบื่อการเกิด . เกิดทีไร ก็ทุกข์ ด้วยเรื่องราว อารมณ์ ที่เกิดขึ้นที่กาย .ท่านก็มา เดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ..นี่ท่านก็บอกว่า ฉันขึ้นไปดาวดึงส์ ตัองไปเรียนรู้จักธรรม . ที่ละเอียดมากขึ้น คงไม่ได้ลงมาพูดคุยกับโยม . เพราะเหมือนเข้าโรงเรียน . หากว่า โรงเรียเค้า ปิดเทอม ก็จะมาสนทนาพูดคุยให้ฟัง ..
..พระอานนท์ ท่านบอกว่า จะไปเรียนรู้จักธรรมจริงๆ ต้องขึ้นไปเรียนรู้จัก ที่ขั้นดาวดึงส์ ตอนนี้ก็เรียนรู้จัก เป็นเงาๆไปก่อน . ที่ว่ารู้จัก นิดๆหน่อยๆไปก่อน..
เรื่องที่เขียน ก็จำตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย มาปะติดปะต่อ . อย่าเขื่อในสิ่งที่เราเขียน .เพราะก็จำมา ไม่รู้ว่า อารมณ์นึกคิด เค้าอุปโลกน์มามั้ยนี่ .
โฆษณา