1 มี.ค. เวลา 04:06 • สุขภาพ

คำถาม 1 ข้อที่อาจเตือนโรคสมองเสื่อมที่คุณคาดไม่ถึง

เคยไหมครับ... เวลาคุณกลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน แล้วพบว่าบ้านเต็มไปด้วยกองหนังสือพิมพ์เก่า ถุงพลาสติกใช้แล้ว ขวดน้ำ หรือแม้แต่ของที่พังไปแล้วแต่ท่านก็ยังเก็บไว้จนแทบไม่มีทางเดิน
1
หลายคนอาจจะคิดในใจว่า "ก็คนแก่เขาเสียดายของไง เป็นเรื่องปกติ"
แต่เดี๋ยวก่อนครับ ในฐานะเภสัชกรที่ดูแลผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังมามากมาย ผมอยากจะบอกว่า พฤติกรรมชอบสะสมของจนบ้านรกแบบนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความตระหนี่ถี่เหนียวหรือความเสียดายของเสมอไป แต่มันอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ซ่อนอยู่ของ "โรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม" ครับ
วันนี้ผมมีข้อมูลงานวิจัยที่น่าสนใจมากๆ จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด แอนชูตส์ (University of Colorado Anschutz) สหรัฐอเมริกา มาเล่าให้ฟังครับ เป็นงานวิจัยที่เปลี่ยนเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย ด้วยการใช้ "คำถามเพียงแค่ 1 ข้อ" ในการคัดกรองพฤติกรรมนี้ ซึ่งมันอาจจะช่วยชีวิตและคุณภาพชีวิตของคนที่คุณรักได้เลยครับ
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า อาการชอบเก็บสะสมของ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Hoarding Disorder นั้นเป็นอย่างไร?
พฤติกรรมนี้ถูกนิยามว่า เป็นความยากลำบากอย่างต่อเนื่องในการทิ้งสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะมีมูลค่าหรือไม่ก็ตาม (บางทีกล่องเปล่าๆ หรือใบเสร็จเก่าๆ ก็ยังเก็บ) ผลที่ตามมาคือ ข้าวของจะกองสุมกันจนรกไปหมด สภาพความเป็นอยู่เริ่มไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการหกล้ม เกิดความเครียดในครอบครัว และทำให้คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก
ในอดีต เรามักจะเชื่อมโยงพฤติกรรมนี้เข้ากับโรคทางจิตเวช เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) แต่คุณหมอ ปีเตอร์ เพรสแมน (Dr. Peter Pressman) และทีมวิจัยจาก CU Anschutz สังเกตเห็นเรื่องที่น่าตกใจในคลินิกความจำครับว่า... พฤติกรรมชอบเก็บสะสมของนั้น "พบได้บ่อยมาก" ในผู้ป่วยที่เป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) และภาวะสมองเสื่อมรูปแบบอื่นๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมชนิด Frontotemporal dementia แบบพฤติกรรมเปลี่ยน ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจและการควบคุมแรงกระตุ้นของสมองนั่นเองครับ
ปกติแล้ว เวลาจะประเมินว่าใครเป็นโรคชอบสะสมของหรือไม่ แพทย์จะต้องใช้แบบสอบถามที่ยาวเหยียดและต้องสัมภาษณ์กันอย่างละเอียด ซึ่งในชีวิตจริงของคลินิกผู้สูงอายุที่วุ่นวาย มันทำได้ยากมากครับ
เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาเครื่องมือคัดกรองที่เรียกว่า Single-Item Hoarding Screen (SIHS) ขึ้นมา ซึ่งมันง่ายจนน่าเหลือเชื่อ เพราะมันคือการถามผู้ดูแล (เช่น ลูกหลาน) ด้วยคำถามเพียงแค่ 1 ข้อเท่านั้น คือ
"คุณมีความกังวลใจเกี่ยวกับข้าวของที่รกในบ้าน หรือพฤติกรรมที่อาจเป็นการชอบเก็บสะสมของ(ของผู้ป่วย) หรือไม่?"
(Is there any concern regarding clutter in the home or possible hoarding behavior?)
ผู้ดูแลสามารถตอบได้แค่ 3 แบบครับ คือ "ไม่", "อาจจะ", หรือ "ใช่"
แล้วผลการศึกษาพบอะไร?
จากการทดสอบในผู้ป่วย 135 คน ที่มารับการรักษาในคลินิกประสาทวิทยาพฤติกรรม (ซึ่งมีทั้งผู้ป่วยอัลไซเมอร์, สมองเสื่อมชนิดลิววี่บอดี้ และอื่นๆ) ผลปรากฏว่า
23% ของผู้ดูแล รายงานว่ามีความกังวลเรื่องพฤติกรรมชอบสะสมของ (โดย 10% ตอบว่า "ใช่" และ 13% ตอบว่า "อาจจะ")
ที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยที่ผู้ดูแลตอบว่า "ใช่" เมื่อนำไปทดสอบด้วยแบบประเมินฉบับเต็มและซับซ้อน จะพบว่ามีคะแนนการสะสมของที่สูงปรี๊ด สอดคล้องกันอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบสถิติที่น่าสนใจมากว่า ความกังวลเรื่องการสะสมของนี้ มักจะเชื่อมโยงกับ
อาการซึมเศร้าของผู้ป่วยที่รุนแรงขึ้น อาการทางจิตประสาทที่มากขึ้น และความเครียดของผู้ดูแลที่พุ่งสูงปรี๊ด (แน่นอนล่ะครับ ใครเห็นบ้านรกจนไม่มีทางเดินก็ต้องเครียดเป็นธรรมดา)
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า "แล้วเรื่องบ้านรก มันเกี่ยวอะไรกับเภสัชกรล่ะ?"
เกี่ยวเต็มๆ เลยครับ ในฐานะเภสัชกร ผมขอบอกเลยว่าพฤติกรรม Hoarding ในผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม เป็น "ฝันร้ายของการใช้ยา" เลยครับ ลองนึกภาพตามนะครับ
✍️ ลืมกินยา หรือ กินซ้ำ เมื่อบ้านรก โต๊ะกินข้าวเต็มไปด้วยกองหนังสือพิมพ์ ยาของเดือนที่แล้ว ยาของเดือนนี้ และยาที่หมดอายุไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ถูกจับมากองรวมกันในถุงพลาสติกใบเดียว ผู้ป่วยสมองเสื่อมที่มีปัญหาความจำอยู่แล้ว จะหยิบยาผิดหยิบยาถูก โอกาสที่จะกินยาเกินขนาด (Overdose) หรือขาดยาที่จำเป็น (เช่น ยาลดความดัน ยาเบาหวาน) มีสูงมากครับ
✍️ ยาเสื่อมสภาพ ข้าวของที่สุมกันมักเป็นแหล่งสะสมความร้อนและความชื้น ยาที่ถูกเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น กินเข้าไปก็ไม่ได้ผล เผลอๆ ได้รับอันตรายจากสารที่เสื่อมสลายอีกต่างหาก
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุชัดเจนว่า การใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องในผู้สูงอายุเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ ดังนั้น การที่ผู้ดูแลสามารถระบุได้ว่าผู้ป่วยเริ่มมีพฤติกรรมชอบสะสมของและจัดบ้านให้เป็นระเบียบ จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ยาผิดพลาดได้อย่างมหาศาลครับ
ดร.เดวิด อาร์ซินีกัส (Dr. David Arciniegas) หนึ่งในทีมผู้วิจัยอาวุโส ย้ำว่า แม้เครื่องมือคำถาม 1 ข้อนี้จะยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นและต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันความแม่นยำ แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญมากๆ ครับ
การคัดกรองที่รวดเร็ว หมายถึงการที่เราสามารถ "รู้ทัน" และ "เข้าแทรกแซง" ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ มันไม่ใช่แค่การจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาด แต่มันคือการพิจารณารูปแบบการรักษา การจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย (ลดการหกล้ม) และที่สำคัญที่สุดคือ การช่วยลดความเครียดให้กับตัวคุณเองในฐานะผู้ดูแลครับ
เสาร์อาทิตย์นี้... หากคุณมีโอกาสกลับไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ ลองกวาดสายตามองรอบๆ บ้านดูนะครับ ถ้าคุณเริ่มรู้สึกกังวลกับกองของที่สูงเป็นภูเขา ลองเอาคำถาม 1 ข้อนี้มาถามตัวเองดู และถ้าคำตอบคือ "ใช่" อย่าเพิ่งไปหงุดหงิดหรือทะเลาะกับท่านนะครับ เพราะนั่นอาจไม่ใช่ความดื้อรั้น... แต่มันคือเสียงกระซิบเตือนจากสมองที่กำลังต้องการความช่วยเหลือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครับ
อ้างอิง (References):
- Pressman, P. S., Schaffer, J., Arciniegas, D. B., et al. (2026). A Single-Item Screening Tool for the Assessment of Hoarding: Preliminary Observations. The Journal of Neuropsychiatry and Clinical Neurosciences. DOI: 10.1176/appi.neuropsych.20250152
- World Health Organization (WHO). (2019). Medication Safety in Polypharmacy. Global Patient Safety Challenge: Medication Without Harm.
โฆษณา