Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
4 มี.ค. เวลา 12:19 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
เครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง G-222 แห่งกองทัพอากาศไทย
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้มีสงครามอิหร่านเกิดขึ้น จึงมีกระแสข่าวเรื่องการอพยพคนไทยออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางโดยการช่วยเหลือจากอากาศยานของกองทัพอากาศไทยซึ่งในปัจจุบันทุกท่านจะได้ยินชื่อ C-130 จนชินหูไปแล้ว จึงอาจมีท่านผู้อ่านบางท่านลืมไปว่ากองทัพอากาศไทยยังมีอากาศยานแบบหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางแบบแรกที่เคยมีใช้งานอยู่ในกองทัพอากาศไทยและมีการพัฒนารุ่นใหม่ขึ้นมาสำหรับนำมาใช้งานแก่กองทัพอากาศรายใหม่ในอนาคต
วันนี้เราจะย้อนความหลังตามหาที่มาของจี-222 ซึ่งเครื่องบินลำเลียงแบบนี้เคยมีประจำการในกองทัพอากาศไทย สังกัด ฝูงบิน 603 ที่ดอนเมือง จำนวน 6 เครื่อง เรื่องราวของเครื่องบินแบบนี้จะน่าสนใจอย่างไร ไปติดตามกันครับ
G-222 หรือชื่อที่ใช้ทางราชการของกองทัพอากาศไทย
คือบ.ล.14 (เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 14) นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเป็นซี-27เอ คือ จี-222 ของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้จัดหาไปใช้งานในภูมิภาคอเมริกาใต้ และ ซี-27เจ เป็น จี-222 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากกองทัพอากาศหลายประเทศ มีทั้งความทันสมัยและมีขีดความสามารถทางการบินสูงกว่า จี-222 รุ่นเก่า
จี-222 ถือกำเนิดขึ้นจากความต้องการของกองทัพอากาศอิตาลีโดยในปี พ.ศ.2506 ได้ สัญญาว่าจ้างให้บริษัท เฟียต (ต่อมาคือบริษัท แอริตาเลีย ต่อมาใช้ชื่อบริษัทคือ อลีเนีย ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นลีโอนาร์โดในปัจจุบัน ) ให้ทำการวิจัยเครื่องบินลำเลียงทางทหารขึ้น/ลงทางดิ่งใช้ระยะทางวิ่งขึ้นสั้น (Vertical/Short Take-Off and landing : V/TOL) มีชื่อว่า จี-222 เซอร์วิโน (Cervino )
โดยแผนแบบของ จี-222 จะใช้เครื่องยนต์เทอร์โบพรอพ 2 เครื่อง สำหรับทำการบิน และติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น 3 เครื่อง สำหรับการบินขึ้นในแนวดิ่งเหมือนจรวด
จี-222 กองทัพอากาศไทย
จี-222 สามารถลำเลียงทหาร 40 นายหรือพลร่ม 32 นาย หรือบรรทุกเครื่องยนต์ไอพ่นโรลซ์รอยซ์ Orpheus ของเครื่องบินขับไล่ จี-91 จำนวน 6 เครื่อง พิสัยบิน 300 กิโลเมตร ที่ระดับเพดานบิน 4,000 เมตร ต่อจากนั้นจะลดเพดานบินมาที่ระดับต่ำและบินต่อไปอีก 200 กิโลเมตร และลงจอดในแนวดิ่งยังฐานบินส่วนหน้าเมื่อขนถ่ายสัมภาระเสร็จสิ้นจะบินขึ้นในแนวดิ่งเช่นเดียวกับจรวดและบินกลับฐาน
บริษัทเฟียตวางแผนจะทำการพัฒนา จี-222 ขึ้นมาใช้งานจำนวน 5 รุ่น ประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง ขึ้น/ลงแนวดิ่ง เครื่องบินลำเลียงรุ่นธรรมดาไม่มีเครื่องยนต์ไอพ่น เครื่องบินลำเลียงใช้ระยะทางวิ่งขึ้นและร่อนลงสั้นไม่มีเครื่องยนต์ไอพ่น เครื่องบินโดยสาร และ เครื่องบินต่อต้านเรือดำน้ำ แต่อย่างไรก็ตามจี-222 ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใช้งานแท้จริงเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น คือ รุ่นเครื่องบินลำเลียงใช้ระยะทางวิ่งขึ้นและร่อนลงสั้น
ลักษณะแผนแบบของ จี-222 เป็นเครื่องบินลำเลียงปีกสูงขนาดกลาง 2 เครื่องยนต์ ลำตัวยาว 22.7 เมตร ปีกกาง 28.7 เมตร สูง 9.8 เมตร น้ำหนักตัวเปล่า 15,700 กิโลกรัม น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 28,000 กิโลกรัม ขีดความสามารถในการบรรทุกสูงสุด 9 ตัน (9,000 กิโลกรัม) หรือทหารจำนวน 46 นาย ขนาดของห้องบรรทุกสัมภาระ ยาว 8.58 เมตร กว้าง 2.45 เมตร สูง 2.25 เมตร
มีประตูท้ายเครื่องสำหรับขนถ่ายสัมภาระขนาดใหญ่ พลังขับเคลื่อนได้จากเครื่องยนต์เทอร์โบพรอพ พี 64 พี 4 ดี ขนาดแรงขับ 3,400 แรงม้า 2 เครื่อง เครื่องยนต์ แต่ละเครื่องส่งกำลังไปหมุนใบพัด 3 กลีบซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหน้า
สมรรถนะทางการบินของเครื่องบินลำเลียงแบบนี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 291 นอต ที่ระดับเพดานบิน 15,000 ฟุต ความเร็วในการบินเดินทาง 237 นอตที่เพดานบิน 19,700 ฟุต พิสัยบินไกลสุด 1,371 กิโลเมตร เมื่อบรรทุกสัมภาระเต็มที่ จี-222 เป็นเครื่องบิน ที่สามารถปฏิบัติการวิ่งขึ้นและลง จอดได้ทั้งทางวิ่งมาตรฐาน หรือทางวิ่งขรุขระใช้ระยะทางในการวิ่งขึ้นสั้นเพียง 662 เมตร และ 545 เมตร ในการลงจอด
C-27J MPA
ขนาดของห้องบรรทุกสัมภาระของ จี-222 สามารถรองรับ แผ่น pallet มาตรฐานของเครื่องบินลำเลียง ซี-130 ได้ ดังนั้น จึงสามารถบรรทุกสินค้าที่มีขนาดใหญ่ได้เช่นเดียวกับเครื่องบินลำเลียง ซี-130 แต่มีความประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าเพราะมีเพียงสองเครื่องยนต์
แต่ อย่างไรก็ตามจำนวนสินค้าที่ลำเลียงไปได้นั้นน้อยกว่าซี-130 ซึ่งมีลำตัวยาวกว่าสินค้าที่สามารถขนส่งทางอากาศ โดยจี-222 มีทั้งสัมภาระ ยุทโธปกรณ์ทางทหาร ทหาร และรถยนต์
บริษัทอลีเนียได้ทำการผลิต จี-222 ขึ้นใช้งานมากกว่า 100 เครื่อง มีประจำการอยู่ในกองทัพอากาศ หลายประเทศ ได้แก่ อาร์เจนติน่า 3 เครื่อง,ดูไบ 1 เครื่อง, ลิเบีย 20 เครื่อง,อิตาลี 62 เครื่อง,โซมาเลีย 4 เครื่อง, เวเนซูเอล่า 8 เครื่อง และ กองทัพอากาศไทย 6 เครื่อง นอกจากจะใช้ในภารกิจลำเลียง กองทัพอากาศอิตาลีได้พัฒนาเป็นฐานติดตั้งอุปกรณ์สำหรับใช้เป็นเครื่องบินรวบรวมข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ และ เครื่องบินปฏิบัติภารกิจพิเศษอื่นๆ
ส่วนอีกรุ่นที่เป็นฝาแฝดของจี-222 คือ ซี-27เอ รุ่นนี้มีที่มาจากบริษัทอลิเนียได้ปิดสายการผลิต จี-222 ในต้นปี.ศ.2532 แต่ในปีถัดมาได้เปิดสายการผลิตอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้รับเลือกตามโครงการเครื่องบินลำเลียง ซี-27เอ สปาร์ตาน (C-27A Spartan) จากกองทัพอากาศสหรัฐ ฯ ซึ่งได้นำไปใช้งาน จำนวน 10 เครื่อง เพื่อนำไปใช้งานในฐานบินนอกประเทศ คือในภูมิภาคอเมริกาใต้สำหรับการขนส่งสัมภาระและยุทธปัจจัย เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วน
ซี-27 เอจะนำไปใช้งานเพื่ออุดช่องว่างระหว่างเครื่องบินลำเลียงซี-130 และเฮลิคอปเตอร์ซีเอช-47 ชินุค เนื่องจาก ซี-130 เป็นเครื่องบินลำเลียงขนาดหนัก ไม่สามารถปฏิบัติการวิ่งขึ้น และร่อนลงในทางวิ่งบางแห่ง
เอชซี-27เจ หน่วยบินยามฝั่งสหรัฐฯ
ส่วนเฮลิคอปเตอร์ซีเอช-47 ชินุค แม้จะสามารถทำการบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง แต่มีพิสัยบินสั้น
ดังนั้นซี-27เอ จึงสามารถนำมาปฏิบัติการเพื่ออุดช่องว่างการปฏิบัติการของอากาศยานทั้งสองแบบ โดยเฉพาะขีดความสามารถในการปฏิบัติการวิ่งขึ้นและลงจอดโดยใช้
ทางวิ่งสั้น และสามารถปฏิบัติการได้จากทางวิ่งขรุขระ รวมทั้งต้องการอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดินน้อยจึงสามารถปฏิบัติการจากสนามบินที่อยู่ห่างไกล และมีอุปกรณ์ภาคพื้นดินจำกัด
หลังจาก ซี-27เอ ได้รับการประกอบจากบริษัทอลีเนียที่เมืองเมเปิ้ล ประเทศอิตาลี ได้บินไปยังโรงงานของบริษัท ไครส์เลอร์ ที่วาโก เพื่อทำการติดตั้งระบบสื่อสารเครื่องช่วยเดินอากาศ และระบบปฏิบัติภารกิจ ให้ตรงตามความต้องการของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซี-27เอ มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่ฐานทัพอากาศโฮวาร์ด ประเทศปานามา
อีกไม่นานต่อมาภาคต่อของ G-222 ยังมีอีก เมื่อบริษัท ลอคฮีด มาร์ติน ของสหรัฐ ฯ ได้ร่วมมือกับบริษัทอลิเนีย ทำการพัฒนาซี-27เจ ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ของเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางตระกูล จี-222 เข้าแข่งขันกับเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางแบบอื่นๆ ใน ตลาดกองทัพทั่วโลก ซึ่งมีกองทัพ อากาศหลายประเทศสนใจจัดหา เครื่องบินลำเลียงขนาดกลางไปใช้งาน โดยทั้งสองบริษัทได้เริ่มโครงการเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีพ.ศ.2540
ซี-27 เจ เป็นการผสมผสาน ทางเทคโนโลยีระหว่างลำตัวเครื่องบินจี-222 กับเทคโนโลยีของเครื่องบินลำเลียง ซี-130เจของบริษัท ลอคฮีด มาร์ติน สิ่งที่นำมาจากซี-130เจ ประกอบด้วยเครื่องยนต์และใบพัด และ อวิโอนิกส์อันทันสมัย แหล่งกำเนิดพลังของ ซี-27 เจ จะเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบพรอพ อัลลิสัน เออี2100ดี3 ขนาดแรงขับ 4,154 แรงม้า ควบคุมการทำงานด้วยระบบดิจิตอลกำลังจากเครื่องยนต์ จะส่งไปหมุนใบพัด 6 กลีบ ที่ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงลดแรงด้าน ขณะทำการบิน
ภาพจำลอง F-16 บินคุ้มกันจี-222 ในปฏิบัติการณ์โปเชนตง 1 พ.ศ.2546
สมรรถนะทางการบินของซี-27เจ จะสูงกว่า จี-222 และ ซี-27เอ โดยสามารถทำความเร็วเดินทางเป็น 300 นอต และพิสัยบินไกลมากกว่า 2,000 กิโลเมตร และ เพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกเป็น 92,000 กิโลเมตร น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดเพิ่มเป็น 30,000 กิโลกรัม ใช้ระยะทางในการวิ่งขึ้นและร่อนลง 610 เมตร และ 540 เมตร ตามลำดับ
ห้องนักบิน ซี-27เจ เป็นห้องนักบินอันทันสมัยเช่นเดียว กับห้องนักบินของเครื่องบินลำเลียง ซี-130เจติดตั้งระบบอวิโอนิกส์ดิจิตอล และแสดงข้อมูลการบินและสถานภาพ การทำงานระบบต่างๆ ผ่านจอภาพ ให้นักบินได้รับทราบข้อมูล
ลอคฮีด มาร์ติน มุ่งหวังที่จะขยายตลาดของซี-27เจ ควบคู่ไป กับซี-130เจ เครื่องบินลำเลียงทั้งสองแบบจะมีเทคโนโลยีหลายส่วน ที่เป็นระบบเดียวกัน ทำให้ลดค่า ใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง อันเกิดจากความแตกต่างของระบบและอุปกรณ์ที่ติดตั้งใช้งานกับเครื่องบินทั้งสองแบบ และเกิดความประหยัดในการปฏิบัติภารกิจ เนื่องจากการบรรทุกสัมภาระทางทหารที่มีน้ำหนักไม่มากนัก เพราะฉะนั้นการใช้งานซี-27เจ จะประหยัดและคุ้มค่ากว่า ซี-130เจ
แบบต่อมาเป็นเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล C-27J MPA ซึ่งผลิตโดยบริษัท Leonardo ประเทศอิตาลี มีบทบาทเป็นเครื่องบินลาดตระเวนและโจมตีขนาดหนักทางทะเล โดยการจัดซื้อไปใช้งานจริงกองทัพเรือซาอุดีอาระเบียเป็นกองทัพเรือประเทศแรกที่ใช้เครื่องบิน C-27J รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งได้รับการยืนยันชัดเจน 100% โดยบริษัท Leonardo
บริษัทลีโอนาร์โดกล่าวว่าเครื่องบินลาดตระเวนและโจมตีขนาดหนักทางทะเลรุ่นนี้มีรูปแบบที่ยืดหยุ่นได้ หากไม่ได้ใช้ในภารกิจเกี่ยวกับบินลาดตระเวนหรือทำสงครามทางทะเล ภายในเครื่องบินแบบดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนที่ให้กลายเป็นเครื่องบินลำเลียงสำหรับบรรทุกทั้งทหารและยุทธภัณฑ์ต่างๆได้
ลายพรางแรกของจี-222 ในกองทัพอากาศไทยจะใช้สีพรางเขียวน้ำตาลเหมือนซี-130
อาวุธที่อาจติดตั้งบนเครื่องบินลาดตระเวนและโจมตีทางทะเลขนาดหนัก C-27J ของกองทัพเรือซาอุดีอาระเบียรวมถึงกองทัพอากาศและกองทัพเรือชาติอื่นๆที่สนใจ ได้แก่ ขีปนาวุธต่อต้านเรือ MBDA Marte-ER และตอร์ปิโดน้ำหนักเบา MU-90 ที่ผลิตโดยบริษัท WASS ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Leonardo
บริษัท Leonardo ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล (Maritime Patrol Aircraft : MPA) C-27J รุ่นใหม่จะใช้พื้นฐานจากเครื่องบิน C-27J Spartan Next Generation (NG) นี่เป็นการพัฒนาต่อยอดสายการผลิตจาก C-27J รุ่นดั้งเดิม โดยเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะทางการบิน พร้อมด้วยระบบควบคุมการบิน ระบบนำทาง ระบบสื่อสาร ระบบพิสูจน์ฝ่าย และระบบป้องกันตนเองที่ทันสมัยยิ่งขึ้น
เครื่องบินลาดตระเวนและโจมตีทางทะเลขนาดหนัก C-27J MPA นี้มาพร้อมกับระบบที่ใช้ในภารกิจเฉพาะทาง ซึ่งรวมถึงเซ็นเซอร์ที่ได้รับการปรับแต่งมาเพื่อการตรวจจับ การพิสูจน์ฝ่าย และการติดตามเป้าหมายบนผิวน้ำและใต้น้ำ โดยจัดการผ่านระบบจัดการภารกิจ Leonardo ATOS (Airborne Tactical Observation and Surveillance system) ที่มีขีดความสามารถในการรวบรวมข้อมูล
The Aviationist ได้อ้างอิงข้อมูลจากทางบริษัท Leonardo ว่าเซ็นเซอร์เหล่านี้ประกอบด้วยเรดาร์ค้นหาแบบคลื่นอิเล็คทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำ (Active Electronically Scanned Array : AESA) , ระบบ Electro-Optical/Infra-Red (EO/IR), ระบบพิสูจน์ฝ่ายอัตโนมัติ (Automatic Identification System : AIS), ระบบสนับสนุนการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Support Measures : ESM)
จี-222 กองทัพอากาศเปรู
ระบบสนับสนุนสำหรับภารกิจข่าวกรอง การตรวจการณ์ และการลาดตระเวน (Intelligence, Surveillance and Reconnaissance : ISR) และการบินหาข่าว/ลาดตระเวนด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Signal/Electronic Intelligence : SIGINT/ELINT), เครื่องตรวจจับความผิดปกติทางแม่เหล็ก (Magnetic Anomaly Detector : MAD) และระบบลดเสียงขณะทำการบิน
เพื่อเสริมศักยภาพด้านอุปกรณ์สำหรับการทำภารกิจทางทะเล เครื่องบินลาดตระเวนและโจมตีทางทะเลขนาดหนัก C-27J MPA ยังมีการติดตั้งหน้าต่างสังเกตการณ์สองบาน เครื่องปล่อยโซนาร์แบบหมุนได้ 10 ลำกล้องจำนวนสองชุด และจุดติดอาวุธแบบติดตั้งถาวรลำกล้องเดียวสองชุดสำหรับปลอยสัญญาณเสียงใต้น้ำ พลุไฟ (flare) และสัญญลักษณ์ควัน รวมถึงระบบภารกิจที่มีสถานีปฏิบัติการได้สูงสุด 5 สถานี นอกจากนี้ยังเพิ่มขีดความสามารถด้วยชุดอุปกรณ์ค้นหาและช่วยชีวิต (Search and Rescue : SAR) และระบบป้องกันตนเอง
ระบบสื่อสารที่สมบูรณ์แบบช่วยให้สามารถส่งต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์กับเหล่าทัพอื่นๆ ได้ แม้อยู่ในการตรวจจับที่อยู่นอกระยะสายตา (Beyond Line Of Sight : BLOS) เพราะยังต้องพึ่งพาด้วยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM) เครื่องบินลาดตระเวนและโจมตีทางทะเลขนาดหนัก C-27J MPA สามารถบรรทุกอาวุธได้ 7,495 ปอนด์/3,600 กิโลกรัม บนจุดติดอาวุธที่ปีก 6 จุด เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงสามารถตอร์ปิโดน้ำหนักเบาขีปนาวุธต่อต้านเรือ และระเบิดโจมตีเรือดำน้ำ ตามความต้องการของภารกิจที่นำไปใช้
ในการกำหนดค่าติดอาวุธนี้ C-27J MPA สามารถบินได้นานกว่าเก้าชั่วโมง ซึ่งสามารถขยายเวลาได้ด้วยการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ สำหรับภารกิจที่มีระยะเวลานานขึ้น ไม่เพียงเท่านี้เครื่องบินลาดตระเวนและโจมตีทางทะเลขนาดหนัก C-27J MPA ยังติดตั้งพื้นที่พักผ่อนสำหรับลูกเรืออีกด้วย
จี-222 ได้ออกปฏิบัติการณ์ครั้งแรกและครั้งเดียวในปีพ.ศ.2546
สำหรับวีรกรรมสำคัญของจี-222 ในกองทัพอากาศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคมพ.ศ.2546 เมื่อมีเหตุจลาจลในกรุงพนมเปญ ของกัมพูชา กองทัพอากาศไทยได้สั่งการให้เครื่องบินขับไล่ F-16ADF และ F-16A/B จากฝูงบิน 102 และ 103 เตรียมพร้อม ณ กองบิน 1 โคราชเพื่อให้สามารถขึ้นบินได้ภายใน 5 นาทีหลังได้รับคำสั่ง
โดยกำลังทางอากาศทั้งหมดจะทำหน้าที่คุ้มกันหมู่บินเฉพาะกิจที่ประกอบไปด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130H จำนวน 5 เครื่อง และเครื่องบินลำเลียง G-222 จำนวน 1 เครื่องโดยมีพลอากาศเอกระเด่น พึ่งพักตร์ ผู้บัญชาการยุทธทางอากาศ (หน่วยในขณะนั้น ปัจจุบันไม่มีแล้ว) เดินทางไปพร้อมกับ G-222 ทำหน้าที่เป็นเครื่องบินบัญชาการซึ่งจะไม่ลงจอด
วันที่ 30 มกราคมปีเดียวกันหลังจากได้รับคำสั่งเริ่มปฏิบัติการ เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130H ทั้ง 5 เครื่องเหินฟ้าจากกองบิน 6 ดอนเมืองพร้อมกับ G-222 อีก 1 เครื่องพร้อมหน่วยรบพิเศษมุ่งหน้าสู่สนามบินโปเชนตงของกัมพูชาเพื่อรับประชาชนชาวไทยกว่า 700 คนกลับบ้าน
ปฏิบัติการโปเซนตง 1 กำหนดให้หมู่เรือเฉพาะกิจของกองทัพเรือเตรียมพร้อมนอกชายฝั่งของกัมพูชาเพื่อเตรียมตัวหากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต ในวันเดียวกันบนท้องฟ้าได้มีการส่ง F-16 จากกองบิน 1 ที่โคราชซึ่งติดอาวุธมาเต็มปีกทำการบินคุ้มกันจนกว่าหมู่บินของกองทัพอากาศจะสามารถนำคนไทยกลับมาได้อย่างปลอดภัย และให้กำลังทั้งหมดคุ้มกันหมู่บินเฉพาะกิจทั้ง 6 เครื่องในฐานะ Hihg-value Asset ที่เดินทางไปยังกัมพูชา
จี-222 ฝูงบิน 603 กองบิน 6 ดอนเมือง
หลังจากเครื่องบินลำเลียงทั้ง 6 เครื่องบินขึ้นเหนือน่านฟ้าไทย และจัดตำแหน่งหมู่บินพร้อมแล้ว ทั้งหมดก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานโปเชงตงในกัมพูชา C-130 เครื่องแรกลงจอดที่สนามบินโปเชนตงราว 8 โมงกว่า ทหารจากกรมทหารราบที่ 31 ซึ่งเป็นหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็วของกองทัพบก
และหน่วยคอมมานโดของกองทัพอากาศที่ถูกฝึกมารับมือกับการก่อการร้ายในท่าอากาศยานและเครื่องบินก็กระจายกำลังจัดตั้งแนวป้องกันรอบ ๆ อากาศยานทั้งหมด
จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการพาคนไทยขึ้นเครื่อง C-130 ทั้ง 5 เครื่องที่ลงจอดโดยไม่มีการดับเครื่อง เครื่องไหนเต็มก็ออกเดินทางก่อน ในที่สุดจึงสามารถนำคนไทยขึ้นเครื่องได้ทั้งหมด 511 คน ส่วน F-16 ก็ไม่ได้ใช้อาวุธเพราะทั้ง 2 ฝ่ายคุยกันรู้เรื่อง เลยไม่มีอะไรบานปลายไปมากกว่านี้
HC-27J
ข้อมูลจำเพาะเครื่องบินลำเลียงจี-222 (บ.ล.14)
ประเภท : เครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง
ผู้สร้าง : บ.ALENIA ประเทศอิตาลี (ปัจจุบันคือ บ.Leonardo)
เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เทอร์โบใบพัด เจเนอรัลอิเล็กทริก ที64-จีอี-พี4ดี ให้กำลัง 3,399 แรงม้า จำนวน 2 เครื่อง
กางปีก : 28.8 เมตร 94 ฟุต 6 นิ้ว
ความยาว : 22.7 เมตร 74 ฟุต 1/2 นิ้ว
สูง : 9.8 เมตร 32 ฟุต
น้ำหนักตัวเปล่า : 14,590 กิโลกรัม (32,165 ปอนด์)
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 28,000 กิโลกรัม (61,729 ปอนด์)
ภารกรรมบรรทุกสูงสุด : 9,000 กิโลกรัม
ความเร็วขั้นสูง : 540 กิโลเมตร/ชั่วโมง (336 ไมล์/ชั่วโมง) ที่น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด
อัตราเร็วเดินทาง : 439 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด
อัตราไต่สูงสุด : 8.667 เมตร/วินาที
อัตราไต่เมื่อใช้เครื่องยนต์เดียว : ประมาณ 2 เมตร/วินาที
เพดานบินใช้งาน : 7,620 เมตร (25,000 ฟุต)
เพดานบินเมื่อใช้เครื่องยนต์เดียว : 5,000 เมตร (16,000 ฟุต)
ระยะทางวิ่งขึ้น : 662 เมตร
พิสัยบิน : 2,950 กิโลเมตร เมื่อมีภารกรรมบรรทุก 5,000 กิโลกรัม
พิสัยบินไกลสุด : 4,633 กิโลเมตร เมื่อบรรทุกเชื้อเพลิงเต็มที่
ประจำการเมื่อ : พ.ศ. 2538
สังกัด : ฝูงบิน 603 กองบิน 6 ดอนเมือง
สถานะ : ปลดประจำการ
จี-222 กองทัพอากาศเวเนซุเอลา
เครื่องบินลำเลียง G-222 ทุกเครื่องได้ปลดประจำการเพราะขาดแคลนจากบริษัทผู้ผลิต จึงทำให้มันกลายเป็นเพียงชื่อที่ถูกพูดถึงเท่านั้น แต่วีรกรรมที่ได้เคยขึ้นบินจากการเป็นเครื่องบินควบคุมและบัญชาการในปฏิบัติการโปเซนตง 1 จะถูกจารึกไว้ว่า นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่กองทัพอากาศไทยส่งเรื่องบินแบบนี้เข้าร่วมภารกิจจริง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Bindah Nongghuhao
Phakphum Tangkijjarak
Virolli Elio
วิกิพีเดีย
Thaiarmedforce
นิตยสารแทงโก้
Manuel J. Armas S.
Google AI Studio
Barry Roop
Zona Militar
The Aviationist
Leonardo
Naval Technology
Ben Suskind
Paul van der Linden
เรียบเรียงโดย : ป๋ามิ่ง พิทักษ์ไทย
ประวัติศาสตร์
ทหาร
สงคราม
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย