5 มี.ค. เวลา 11:00 • ประวัติศาสตร์

ใครสั่งให้เราต้องทำงาน 5 วัน? ไขความลับที่มนุษย์ออฟฟิศอาจไม่เคยรู้

มีใครทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน หรือ เข้างาน 8 โมงเช้าเลิกงานตอน 5 โมงเย็นกันบ้างมั้ย? แล้วเคยสงสัยกันมั้ยว่า ทำไมเราต้องทำงาน 5 วัน ใครเป็นคนกำหนดวันทำงานนี้ขึ้นมา
วันนี้เราจะพาทุกคนย้อนไปในอดีตกัน เพื่อไปดูจุดเริ่มต้นของที่มาการทำงาน 5 วัน (จันทร์ - ศุกร์) และวันหยุดสุดสัปดาห์ 2 วัน รับรองเลยว่าสนุกและมีเบื้องหลังที่คาดไม่ถึงอย่างแน่นอน
ถ้าพร้อมกันแล้วก็ไปกันเลย
🏭ยุคเริ่มต้นที่คนงานไม่มีคำว่า “วันหยุด”
ลองจินตนาการถึงตัวคุณเองดูว่าเกิดในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ราว ๆ ศตวรรษที่ 18 ถึง 19 ดู คือยุคนั้นเครื่องจักรไอน้ำเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ ๆ นายทุนเจ้าของโรงงานกำลังตื่นเต้นกับมันเป็นอย่างมาก เพราะเครื่องจักรมันสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องหยุดพักเลย
แน่นอนว่าเมื่อเครื่องจักรทำงานได้ตลอดเวลา มนุษย์ที่เป็นคนคุมเครื่องจักรนั้นก็ต้องมาทำงานตลอดเวลาตามไปด้วย
ที่ร้ายไปกว่านั้นคือยุคนั้นไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เรียกว่าคนงานในโรงงาน (ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก) ต้องทำงานอย่างหนักถึง 10 - 16 ชั่วโมงต่อวัน และทำ 6 - 7 วันต่อสัปดาห์ โอ้ฟังแล้วสยองเลย แถมสภาพแวดล้อมก็ย่ำแย่ อากาศก็ถ่ายเทไม่สะดวก เรียกได้ว่านี่คือยุคของ “โรงงานนรก” อย่างแท้จริง
ชีวิตของคนในยุคนั้นมีแค่ ตื่นนอน ทำงาน กลับบ้าน สลบ และตื่นมาทำงานใหม่ วนลูปนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะล้มป่วยไป
จนกระทั่งในปี 1817 นักปฎิรูปสังคมชาวเวลส์ชื่อ Robert Owen ทนไม่ไหว จึงได้ออกมาเป็นคนแรก ๆ ที่รณรงค์แคมเปญแห่งประวัติศาสตร์ด้วยสโลแกนที่ว่า
“ทำงาน 8 ชั่วโมง, พักผ่อน 8 ชั่วโมง, และทำตามใจชอบอีก 8 ชั่วโมง”
แม้ว่าสโลแกนนี้จะฟังดูดีและจุดประกายความหวัง แต่มันก็ใช้เวลาอีกนับร้อยปีเลย แถมต้องแลกมาด้วยการประท้วง และการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานนับครั้งไม่ถ้วน กว่าที่นายทุนเจ้าของโรงงานจะเริ่มยอมรับ
🚗จุดเปลี่ยนสำคัญ ของนายทุนที่ชื่อว่า Henry Ford
หลายคนอาจจะคิดว่าคนที่ทำให้เกิดระบบทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ คือนักสิทธิมนุษยชนใช่ไหม? แต่ผิดเลย เพราะแท้จริงแล้วคนที่ทำให้ระบบนี้ฮิตจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกคือ Henry Ford
หรือที่หลายคนรู้จักคือ เจ้าของบริษัทรถยนต์ Ford Motor Company ที่ผลิตรถยนต์ Ford มาให้เราขับกันนั่นเอง
ในปี 1926 ฟอร์ดได้สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจ ด้วยการประกาศ ลดวันทำงานของพนักงานลงเหลือเพียงแค่ 5 วัน (40 ชั่วโมง) ต่อสัปดาห์โดยไม่มีการลดค่าจ้าง
ซึ่งฟอร์ดเป็นนักธุรกิจที่ฉลาดมาก เขาไม่ได้ทำแค่การออกแบบรถยนต์เก่งเพียงอย่างเดียว แต่เขาเข้าใจหลักจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์อย่างทะลุปรุโปร่ง เหตุผลหลัก ๆ ที่เขาลดวันทำงานคือ
ถ้าคนไม่มีเวลาว่างเลย แล้วเขาจะเอาเวลาที่ไหนไปใช้เงิน? ฟอร์ดเคยให้สัมภาษณ์ว่า เวลาว่างนั้นเป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้สำหรับตลาดผู้บริโภคที่กำลังเติบโต
ถ้าพนักงานต้องทำงานหนัก 6 วันต่อสัปดาห์ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ไม่ต้องออกไปเที่ยว และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาจะไม่รู้ว่าจะซื้อรถยนต์ไปทำไมกัน
1
ฟอร์ดมองว่าการให้พนักงานมีวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ จะทำให้คนอยากขับรถออกไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว และนั่นแหละครับ ยอดขายรถ Ford Model T ก็เลยพุ่งกระฉูด ขายดีเป็นอย่างมากเลย
นอกจากนี้ฟอร์ดเขายังพบว่าพนักงานที่ได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ พวกเขาก็จะกลับมาทำงานด้วยความสดชื่น ทำงานได้เร็วขึ้น และเกิดอุบัติเหตุได้น้อยลงอีกด้วย
การตัดสินใจของฟอร์ดจึงกลายเป็นมาตรฐานให้บริษัทอื่น ๆ เห็นว่าฟอร์ดทำแล้วกำไรเพิ่มขึ้น แถมได้ใจพนักงานอีก ก็เลยเริ่มหันมาทำตามกันเป็นแถว
🕍แล้วจุดเริ่มต้นของวันหยุด “เสาร์ - อาทิตย์” มีความเป็นมายังไง?
อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยได้ว่า “แล้วทำไมต้องเจาะจงวันหยุดเป็น วันเสาร์ กับ วันอาทิตย์ด้วย” ทำไมไม่เป็นวันพุธ วันศุกร์ ไม่ได้หรอ?
1
คำตอบของเรื่องนี้ถูกแอบซ่อนอยู่ใน “ศาสนาและวัฒนธรรม”
วันอาทิตย์ (Sunday) เป็นวันตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ ซึ่งวันอาทิตย์คือวันสะบาโต (Sabbath) หรือวันพักผ่อนที่พระเจ้าทรงหยุดพักหลังจากการสร้างโลก เป็นวันที่ชาวคริสต์จะต้องไปโบสถ์และงดเว้นจากการทำงาน ดังนั้นตั้งแต่ยุคแรก ๆ โรงงานในโลกตะวันตกจึงมักจะให้วันอาทิตย์เป็นวันหยุด 1 วันต่อสัปดาห์อยู่แล้ว
4
วันเสาร์ (Saturday) เป็นวันสะบาโต (Sabbath) เหมือนกันแต่เป็นตามหลักของศาสนายิว (Judaism) ที่ในยุคศตวรรษที่ 20 คนยิวจำนวนมากเดินทางเข้าไปทำงานในอเมริกา สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนงานชาวยิวต้องฝืนใจทำงานในวันเสาร์ซึ่งผิดหลักศาสนา ทำให้ในปี 1908 เกิดการแก้ปัญหานี้ขึ้น
โดยโรงงานทอผ้าฝ้ายแห่งหนึ่งในนิวอิงแลนด์ สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศให้พนักงาน หยุดทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ไปเลย เพื่อให้เกียรติทั้งคนงานชาวยิวและชาวคริสต์นั่นเอง
1
จากนั้นการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานก็ขอเนียนผสมโรงผลักดันเรื่องนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 1938 สหรัฐอเมริกาได้ผ่านกฎหมาย Fair Labor Standards Act ซึ่งเป็นการบังคับใช้ระบบการทำงานสูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อย่างเป็นทางการ และมันก็ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลก รวมถึงไทยเราเอง นำมาใช้จนถึงทุกวันนี้
เห็นไหมว่า ระบบการทำงาน 5 วัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า แต่มันคือผลผลิตจากการต่อสู้ของเหล่าชนชั้นแรงงาน, การปรับตัวทางศาสนา และกลยุทธ์ทางธุรกิจอันแยบยลของนายทุนเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว
แต่คำถามที่น่าสนใจในวันนี้คือ เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรม มาสู่ยุคดิจิทัลและ AI ที่เราสามารถทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้แล้ว เรายังมีความจำเป็นที่จะต้องยึดติดกับระบบของปี 1920 อยู่อีกไหม?
ปัจจุบันในหลายประเทศและหลายองค์กร เริ่มทดลองใช้ระบบ “ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์” กันแล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ทั้งความเครียดพนักงานที่ลดลง ในขณะที่ Productivity เท่าเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ไม่แน่นะว่าในอนาคตรุ่นหลานหรือเหลนของเราพวกเขาอาจจะหันมาถามพวกเราด้วยความแปลกใจก็ได้ว่า “โห… สมัยรุ่นพ่อทำงานกันตั้ง 5 วันต่อสัปดาห์เลยหรอเนี่ย ทนกันได้ยังไง”
ก่อนจบขอแอบถามทุกคนหน่อยว่าคิดว่าระบบการทำงานในปัจจุบันนั้นมีความสมดุลดีแล้ว หรือว่าอยากให้มีการปรับระบบเวลาทำงานใหม่กันมั้ยอย่างไร? คอมเมนต์บอกกันหน่อย
ผู้ใช้ Blockdit สามารถแลกรับส่วนลดบริการทำความสะอาดพื้นฐานของคุณแม่บ้านบีนีท เพียงซื้อดีล 19 บาท เพื่อรับส่วนลด 10% จาก BeNeat
📲 คลิก Banner เลย

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา