7 มี.ค. เวลา 16:55 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

การตีเหล็กจีน เหล็กหล่อจีน การตีเหล็กอัสซีเรียและอาวุธสำริดอียิปต์ เมื่อกว่า 2,697 ปีก่อน

เมื่อ 2,697 ปีก่อน หรือ [671 ก่อนคริสตกาล] ชาวอียิปต์โบราณ ยังคงใช้อาวุธสำริด จึงถูก จักรวรรดิอัสซีเรียที่มีเทคโนโลยีการถลุงเหล็ก โดยวิธีตีอาวุธเหล็ก เข้ายึดครองประเทศอียิปต์สำเร็จ
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ภาพโดย Metropolitan Museum of Art, เผยแพร่ผ่าน Wikimedia Commons (CC0)
ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล อาวุธของอียิปต์ เช่น
รถศึก (Chariots) ของอียิปต์ที่ใช้ร่วมกับอาวุธบรอนซ์การใช้ บรอนซ์ ทำเป็นส่วนหุ้มดุมล้อและขอบล้อ
หัวลูกศรทำจาก บรอนซ์
หอกซัดหัวบรอนซ์ดาบบรอนซ์รูปเคียวสำหรับใช้ฟันหรือเกี่ยวโล่เมื่อรถศึกเข้าใกล้
#Naruepon Peng-on Translate and compile
เทคโนโลยีการถลุงและการใช้เหล็ก (Iron) เพื่อผลิตอาวุธ
1,400 ปีก่อนคริสตกาล ชาวฮิตไทต์จดหมายที่กษัตริย์ฮัตตูซิลีที่ 3 (Hattusili III) ตอบโต้กับกษัตริย์อัสซีเรียเรื่องการผลิตเหล็กที่ล่าช้าเพราะ "ฤดูกาลไม่เหมาะสม"
#Naruepon Peng-on Translate and compile
"กระบี่เหล็กด้ามหยกเล่มแรกของจีน" (玉茎铜芯柄铁剑) " กษัตริย์กั๋วจี้ รัฐกั๋ว (Guo State) ราชวงศ์โจว 800 ปีก่อนคริสตกาล (ปลายราชวงศ์โจวตะวันตก) หลักฐานการ "ถลุงเหล็ก" ที่เก่าแก่ที่สุดของจีน โดยแยกเหล็กออกจากแร่ (Smelted Iron) ไม่ใช่เหล็กที่มาจากอุกกาบาตเหมือนยุคราชวงศ์ชาง (Meteoritic Iron)
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ดาบเหล็กแกนทองแดงด้ามหยก ที่มาภาพ : พิพิธภัณฑ์เหอหนานและคณะ เจิ้งโจว: สำนักพิมพ์เอเลแฟนต์ เมษายน 2546 ISBN 7-5347-3058-9
เทคโนโลยีการถลุงเหล็กแบบบลูมเมอรี่ (Bloomery): เหล็กดัด (Wrought Iron) จากเตาบลูมเมอรี่ (Bloomery) โดยผลิตเหล็กก้อน (Bloomery Iron) ซึ่งเป็นก้อนเหล็กที่มีความพรุนและต้องนำมาตีซ้ำเพื่อไล่ขี้แร่ (Slag)
#Naruepon Peng-on Translate and compile
เจ้าผู้ครองรัฐจิ้น (State of Jin) ในสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก (ประมาณศตวรรษที่ 11–8 ก่อนคริสตกาล) เถียนหม่า-ชวีชุน (Tianma-Qucun): ในมณฑลชานซี ประเทศจีน ค้นพบวัตถุเหล็กหล่อ (Cast Iron) ที่เก่าแก่ที่สุดย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 8 ก่อน ค.ศ.
#Naruepon Peng-on Translate and compile
อำเภอลิ่วเหอ (Liuhe) : ในมณฑลเจียงซู พบโบราณวัตถุเหล็กหล่อ ที่มีอายุในช่วงกลางศตวรรษที่ 8 ก่อน ค.ศ. เช่นกัน
เป็นเหล็กหล่อขาว (White Cast Iron) มีความแข็งสูงมากแต่เปราะหักง่าย มักใช้ทำเครื่องมือเกษตรหรือส่วนประกอบอาวุธที่ไม่ต้องรองรับแรงกระแทกโดยตรง
เปราะและแตกหักง่าย : เนื่องจากไม่มีกราไฟต์แผ่นเหมือนเหล็กหล่อเทา ทำให้ไม่ทนต่อแรงกระแทก
การค้นพบอาวุธที่ทำจาก เหล็กถลุง (Smelted Iron) ชิ้นแรกๆ ถูกค้นพบในมณฑลเหอหนาน ในยุคปลาย ราชวงศ์โจวตะวันตก ประเทศจีน (ประมาณศตวรรษที่ 9–8 ก่อน ค.ศ.) อาวุธที่พบ เช่น
มีดสั้นและกริช
รัฐกั๋ว (Guo State Cemetery) หมู่บ้านซ่างชุนหลิ่ง เมืองซานเหมินเสีย มณฑลเหอหนาน ราชวงศ์โจว
ใบมีดยาว 20-30 ซม. ที่ทำจากเหล็กถลุง ด้ามจับที่ทำจากสัมฤทธิ์
ชาวจีนเริ่มรู้วิธีถลุงเหล็กจากแร่บนดินได้แล้ว แทนที่เหล็กจากอุกกาบาต จากราชวงศ์ชาง และราชวงศ์เซี่ยตอนปลาย
กริชเหล็ก(อลากา ฮอยุค) Alaca Höyük ของชาวฮัตเทียน (Hattians) (ประมาณ 2,500–2,300 ปีก่อนคริสตกาล) : อาศัยอยู่ในอนาโตเลียก่อนการเรืองอำนาจของจักรวรรดิฮิตไทต์ เปลี่ยนจาก "เหล็กอุกกาบาต" มาเป็น "เหล็กถลุงจากดิน" ในเชิงอุตสาหกรรมสงครามการปฏิวัติรถศึก (Chariot Revolution) นำเหล็กดัด (Wrought Iron) มาเสริมความแข็งแกร่งในจุดวิกฤตให้กับแกนล้อและขอบล้อเหล็ก: ระหว่าง 1,400 –1,300 ปีก่อนคริสตกาล เป็น "รถศึกหนัก" (Heavy Chariot) คันแรกของโลก
ศึกคาเดช (1274 ปีก่อนคริสตกาล)
ฮิตไทต์ส่งกองทัพรถศึกกว่า 3,500 คัน เข้าปะทะกับอียิปต์
รถศึก (Chariot) ในสมัย ราชวงศ์ชาง ประเทศจีน (ประมาณ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล) เมือง อันยาง (Anyang) รถศึกของชางมีล้อซี่ (Spoked wheels) แกนล้อที่ยาว และตัวรถรูปสี่เหลี่ยมและม้าลากจูง
หลักฐาน : 3,200 ปีก่อน ยุคแม่ทัพหญิงฟูห่าว (Fu Hao) ราชวงศ์ชาง ประเทศจีน
หัวแกนล้อ (Axle caps) และเครื่องม้า เริ่มมีการนำเหล็กอุกกาบาตมาเสริมในส่วนที่ต้องการความแข็งแกร่ง
#Naruepon Peng-on Translate and compile
รถศึกที่อันยาง (Anyang Chariot Burials) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ยินซวู (Yinxu) ราชวงศ์ชาง ประเทศจีน ประกอบด้วย
รถศึก 1 คัน, ม้า 2 ตัว, และคนขับ/พลรบ 1-3 นาย
ตัวรถส่วนใหญ่ทำจากไม้ซึ่งผุพัง
แต่ส่วนที่เป็น สำริดประดับเหล็กยังคงอยู่
หัวแกนล้อ (Axle Caps) ใช้เทคนิค Bimetallic หรือการนำเหล็กอุกกาบาตมาประกอบเพื่อความแข็งแรง ซี่ล้อราชวงศ์ชางจำนวนมาก (18-28 ซี่) ซึ่งมากกว่ารถศึกฮิตไทต์ เพราะว่า
ชาวฮิตไทต์ใช้ล้อแบบ 6 ซี่ (Six-spoked wheels)
#Naruepon Peng-on Translate and compile
รถศึกราชวงศ์ชางมีโครงสร้างสมบูรณ์ ที่อันยาง ประเทศจีน (ประมาณ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล)
มียุทโธปกรณ์ประจำรถ (The Armament) เช่น หอกและมีดกริชราชวงศ์ชาง : บางเล่มมีร่องรอยของการใช้ เหล็กอุกกาบาต ทำส่วนคม
#Naruepon Peng-on Translate and compile
กริชขนาดเล็กที่ทำจากเหล็กอุกกาบาตในพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน (แถบกานซู่) กริช หรือมีดเหล็กอุกกาบาต (Meteoritic Iron Knife) อายุประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล
เป็นการตีขึ้นรูปอย่างง่าย (Cold Forging) ยังไม่มีการหล่อ
#Naruepon Peng-on Translate and compile
1,900–1,500 ปีก่อนคริสตกาล เศษเหล็กอุกกาบาตแห่งเอ้อหลี่โถว (Erlitou Iron) พบเศษเหล็กขนาดเล็กในชั้นดินของวัฒนธรรมเอ้อหลี่โถว (มณฑลเหอหนาน)
#Naruepon Peng-on Translate and compile
เหล็กจากอุกกาบาต จากราชวงศ์ชาง ด้ามและตัวขวานเป็นสำริด แต่ส่วนคมทำจากเหล็ก ปริมาณ นิกเกิล (Nickel) สูงกว่าเหล็กทั่วไปมาก ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของเหล็กที่มาจากอุกกาบาต
วิธีCold Forging / Hot Forging: นำชิ้นส่วนเหล็กอุกกาบาตมาตีขึ้นรูปให้แบนและคม
และBimetallic Casting: นำชิ้นส่วนเหล็กที่ตีเสร็จแล้วไปวางในแม่พิมพ์ จากนั้นจึงเทสำริดเหลวลงไปเพื่อหล่อให้ติดเป็นชิ้นเดียวกัน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
1,200 ปีก่อนคริสตกาล ณ เมือง อันยาง (Anyang) ประเทศจีน แม่ทัพหญิงฟูห่าวใช้ขวานเย่ว์สำริด (Bronze Yue Axes) ที่มีเหล็กอุกกาบาต มาทำเป็นส่วนคมของอาวุธปราบปรามชนเผ่าเชียง และเผ่าถู่ฟาง สำเร็จ
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หัวขวานเหล็ก (Axeheads) หรือ ขวานฉือ (Qu-Axe / Yue) มีใบมีดเหล็กติดตั้งบนตัวขวานสัมฤทธิ์ ในการรบและพิธีกรรม ใช้ในศตวรรษที่ 9-8 ก่อน ค.ศ.
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หมายเหตุ : กระบี่ (Jian) ความยาวเพียง 40-50 ซม. ดาบสองคม ตรง และแหลมคม
ในช่วง ยุคชุนชิว (ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งตรงกับกลางยุคราชวงศ์โจว โดยประเทศจีนได้เข้าสู่ยุคเหล็กหล่อแล้ว
"หอกเหล็ก" (Iron Spearhead) ยุคชุนชิว (Spring and Autumn Period)ประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล หอกเหล็กหล่อสีขาว (White Cast Iron) สร้างเตาหลอมที่ทำอุณหภูมิได้สูงกว่า 1,150°C จนเหล็กละลายเป็นของเหลวได้แล้ว
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ข้อสันนิษฐาน
ในขณะที่เหล็กดัดของฮิตไทต์ต้องใช้ช่างตีขึ้นรูปทีละชิ้น
ต่อมาประเทศจีนได้พัฒนาต่อยอดเป็นเหล็กหล่อช่วยให้สามารถผลิตเครื่องมือและอาวุธจำนวนมากได้รวดเร็วผ่านการเทลงแม่พิมพ์ (Casting)
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ตำนาน : กระบี่คู่: กั้นเจี้ยงหลอมกระบี่ได้สองเล่ม เล่มตัวผู้ชื่อ
"กั้นเจี้ยง" และเล่มตัวเมียชื่อ "มั่วเหยีย"
อ๋องเหอหลือแห่งรัฐอู๋ (King Helü of Wu) ได้สั่งให้ กั้นเจี้ยง ช่างตีดาบฝีมือดีหลอมกระบี่คู่ แต่เหล็กในเตาไม่ยอมละลาย มั่วเหยีย ภรรยาของเขาเชื่อว่าเตาขาด "ปราณมนุษย์" จึงได้ตัดผมและเล็บ ทำให้โลหะหลอมละลายจนสำเร็จ ณ อำเภอลิ่วเหอ และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซี
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หลักฐาน : "กระบี่ของเยว่หวังโกวเจี้ยน" (Sword of Goujian - 越王勾踐劍) มณฑลหูเป่ย อายุ 2,500 ปี
ค้นพบเมื่อ ปี 1965 เมื่อชักออกจากฝักกลับยังคง คมกริบและเงาวับเหมือนของใหม่ โดยไม่มีรอยสนิมแม้แต่น้อย ตัวใบดาบทำจาก สัมฤทธิ์ (Bronze)
แต่มีการผสม โครเมียม (Chromium) ที่ผิวหน้า ก่อนเทคโนโลยีป้องกันสนิมที่โลกตะวันตก โดยชาวอังกฤษ ค้นพบ "เหล็กปลอดสนิม" (Rustless Steel) ปี 1912-1913: Harry Brearley
เหล็กที่มีส่วนผสมของโครเมียมประมาณ 12.8% ขึ้นไป จะไม่เกิดสนิมเมื่อสัมผัสกับอากาศและสารกัดกร่อน
"กระบี่ของเยว่หวังโกวเจี้ยน" (Sword of Goujian - 越王勾踐劍) มีส่วนผสมของตะกั่ว (Lead) และเหล็ก (Iron): พบในปริมาณ น้อยมาก (Trace elements) คือไม่ถึง 1%
โครเมียม (Chromium): พบเป็นชั้นบางๆ ที่เคลือบผิวภายนอก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันสนิม
ดีบุก (Tin): ประมาณ 18.8%
ทองแดง (Copper): ประมาณ 80.3%
กระบี่สัมฤทธิ์ชุบโครเมียมของโกวเจี้ยน รักษาความคมและประสิทธิภาพได้เหนือกว่าอาวุธเหล็กในยุคเดียวกัน (ยุคชุนชิว) เพราะ เหล็กในยุคนั้นยังเป็น "เหล็กเปราะ" (Cast Iron vs. Steel) และการเคลือบผิวชั้นฟิล์มโครเมียมป้องกันการกัดกร่อน (Chromium Oxide) และการผสมดีบุกในปริมาณที่สูงกว่าส่วนอื่นๆ (ประมาณ 17-19%) ทำให้คมกระบี่มีความแข็งกระด้างมากพอที่จะลับให้คมกริบได้
ดาบสัมฤทธิ์ของจิ๋นซีฮ่องเต้ กว่า 2,200 ปี ยาว 90 ซม. เคลือบผิวดาบด้วยสารประกอบ โครเมียมออกไซด์ (Chromium Oxide) บนผิวอาวุธของจิ๋นซีฮ่องเต้ ป้องกันสนิม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าโลกตะวันตกไปเกือบ 2,000 ปี
ดาบเหล็กในยุคจิ๋นซี มักใช้ในระดับแม่ทัพหรือหน่วยรบพิเศษ
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หน้าไม้ (Crossbow) ของจิ๋นซีฮ่องเต้ มีไกปืนเป็นสัมฤทธิ์
กลไกไกปืน (Trigger Mechanism) ที่ทำจาก สัมฤทธิ์ (Bronze) กลไกไกปืนทำงานได้ลื่นไหล ไม่ติดขัดขณะเหนี่ยวไกและความทนทานต่อสนิม
ชิ้นส่วนจากหน้าไม้เครื่องหนึ่ง สามารถนำไปใช้แทน อีกเครื่องหนึ่งได้ทันที
เป็นหลักการผลิตระดับอุตสาหกรรมที่โลกตะวันตกเพิ่งทำได้ในอีกเกือบ 2,000 ปีต่อมา
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หน้าไม้รถศึก (Chariot Crossbow) ราชวงศ์ฉิน ติดตั้งบนรถศึกหรือเครื่องยิงขนาดใหญ่จะมีคันธนูยาวถึง 1.4 เมตรมีระยะยิงไกลถึง 600 เมตร
ลูกศรหน้าไม้ทำจากสัมฤทธิ์ ออกแบบเป็นรูปทรง พีระมิด 3 เหลี่ยม สมมาตรกันทุกด้าน (Aerodynamic) ทำให้พุ่งแหวกอากาศได้เสถียรและเจาะทะลุชุดเกราะเหล็กเจาะทะลุชุดเกราะหนังสัตว์ เกราะสัมฤทธิ์
และเกราะเหล็กยุคโบราณ [เหล็กเหนียวหรือเหล็กหล่อที่ยังไม่แข็งเท่าเหล็กกล้าสมัยใหม่ และหัวลูกศรสัมฤทธิ์มีการผสมดีบุกสูง]
#Naruepon Peng-on Translate and compile
บันทึกจั่วจ้วน เอกสารที่เก่าแก่ที่สุดที่บันทึกการใช้เหล็กหล่อในประเทศจีน บันทึกเรื่องนี้ไว้ในรัชสมัยของจ้าวแห่งลู่ ปีที่ 29 ว่า เพื่อเป็นการจ่ายภาษีรูปแบบหนึ่ง รัฐจินจึงถูกกำหนดให้ส่งมอบเตาหลอมเหล็กที่หลอมด้วยเตาแบบเป่าลม เพื่อใช้ในการหล่อซิงติง (ขาตั้งสามขาที่มีบทบัญญัติทางกฎหมายสลักอยู่)
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ปลายศตวรรษที่ 7 (612 ปีก่อนคริสตกาล) เมืองนีเนเวห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอัสซีเรียล่มสลายลง โดยกองทัพผสมระหว่าง ชาวมีเดีย (Medes), ชาวบาบิโลน (Babylonians) และ ชาวสคิเทียน (Scythians) ได้ร่วมกันบุกโจมตีและทำลายเมืองหลวง นิเนเวห์ (Nineveh) ในปี 612 ก่อน ค.ศ.
อัสซีเรียใช้อาวุธผลิตอาวุธเหล็กในระดับอุตสาหกรรม ทำให้ทหารทุกคนมีอาวุธที่แข็งแกร่งกว่าบรอนซ์
พลธนู
พลถือโล่
ชาวสคิเทียน (Scythians) คือ นักรบบนหลังม้า บริเวณทุ่งหญ้าสเตปป์ของยูเรเซีย (แถบรัสเซีย ยูเครน และเอเชียกลางในปัจจุบัน) ใช้อาวุธ เช่น ลูกธนูอาบยาพิษ
Akinakes: ดาบสั้นหรือกริชเหล็ก
ชุดเกราะหนัง
ชาวมีเดีย (Medes) คือ กลุ่มหนึ่งในตระกูล อินโด-อิหร่าน (Indo-Iranian) ภาษาของชาวมีเดียโบราณได้สูญหายไปแล้ว #ไม่มีหลักฐานทางพันธุกรรมที่ฟันธงได้ 100% ว่าชาวเคิร์ดคือชาวมีเดียโดยตรง
ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่านในปัจจุบัน ส่วนชาวเปอร์เซียเป็นเพียงรัฐบริวารที่ต้องส่งบรรณาการให้ชาวมีเดีย
กำเนิดเปอร์เซีย ไซรัสผู้ยิ่งใหญ่ (Cyrus the Great) ซึ่งมีเชื้อสายมีเดียจากทางมารดา ทรงรวมอาณาจักรมีเดียเข้ากับเปอร์เซีย กลายเป็นจักรวรรดิอะเคเมนิด (Achaemenid Empire) เมื่อ 550 ก่อนคริสตกาล
ในช่วงการก่อตั้งอาณาจักรเปอร์เซีย นั้น ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล หรือเมื่อ 550 ก่อนคริสตกาล ตรงกับสมัยราชวงศ์โจว ของจีน
ราชวงศ์โจวเริ่มมีการใช้อาวุธหน้าไม้ กลไกทองทองสัมฤทธิ์ โดยพัฒนามาจากธนูทั่วไป แต่เพิ่มรางไม้และกลไกเหนี่ยวไก "ไกทองสัมฤทธิ์" (Bronze Trigger) 3 ชิ้นส่วนที่ขัดกันอย่างซับซ้อน รับแรงดึงมหาศาลได้โดยไม่ลั่นเอง และกดไกได้เบาแรง
#Naruepon Peng-on Translate and compile
535 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิอะคีเมนิด (Achaemenid Empire) ทรงแผ่อิทธิพลและเข้ายึดครองดินแดนบริเวณ ลุ่มแม่น้ำสินธุฝั่งตะวันตก
ประเทศปากีสถานและบางส่วนของอัฟกานิสถาน ในปัจจุบัน
518-516 BCE: พระเจ้าดาริอัส เคลื่อนทัพข้ามเทือกเขาฮินดูกูชเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำสินธุ และผนวกพื้นที่ ปัญจาบ (Punjab) และ ซินด์ (Sindh)
และเปลื่ยนชื่อเป็นมณฑลฮินดัช (Sindh) ต้องส่งส่วยเป็น ทองคำ ปริมาณมหาศาล (ประมาณ 360 แทลเลนต์ต่อปี)
เกิดการใช้ อักษรขโรษฐี (Kharosthi) ที่ดัดแปลงมาจากอักษรอราเมอิกของเปอร์เซีย ต้นดำเนิดแกษรเขียนในอินเดียตอนเหนือและเอเชียกลาง
#Naruepon Peng-on Translate and compile
อักษรขโรษฐี (Kharosthi) ใน อินเดียตอนเหนือและเอเชียกลางอักษรนี้พัฒนาขึ้นในช่วง ศตวรรษที่ 4-5 ก่อนคริสตกาล ในบริเวณ แคว้นคันธาระ (ปัจจุบันคือปากีสถานและอัฟกานิสถาน) ได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก อักษรอราเมอิก (Aramaic) ของจักรวรรดิเปอร์เซียที่เข้ามาปกครองดินแดน เขียนจากขวาไปซ้าย: แตกต่างจากอักษรพราหมี (Brahmi)
#Naruepon Peng-on Translate and compile
เหล็กวูตซ์ (Wootz Steel) กำเนิดจาก อินเดียใต้ เมื่อประมาณ 2,500 - 2,600 ปีที่แล้ว (ราวศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล)
เรียกว่า "ดาบดามัสกัส" (Damascus Steel) มีปริมาณคาร์บอนสูงถึง 1.5% - 2.0% ความแข็ง (Hardness) ที่ทำให้คมดาบไม่บิ่นง่าย และความเหนียว (Malleability) ที่ทำให้ดาบไม่หักเมื่อปะทะกับของแข็ง
#Naruepon Peng-on Translate and compile
เหล็กวูตซ์ (Wootz Steel) ใช้กระบวนการผลิตแบบ "เบ้าหลอม" (Crucible Steel) ใช้เหล็กอ่อน (Wrought Iron) ผสมกับ ถ่านไม้ และพืชสมุนไพร จนเหล็กหลอมละลายและดูดซับคาร์บอนจากถ่านไม้ ได้"ก้อนเหล็กรูปเค้ก" (Ingots) ขนาดเล็กที่เรียกว่า Ukku หรือ Wootz
#Naruepon Peng-on Translate and compile
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ผู้พิชิตจักรวรรดิเปอร์เซีย (330 ปีก่อนคริสตกาล) ทรงได้รับบรรณาการเป็นเหล็กวูตซ์จากกษัตริย์อินเดียถึง 100 แทลเลนต์ (ประมาณ 3 ตัน) เหล็กวูตซ์เลิกผลิตไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17-19 เนื่องจากเหมืองแร่ดิบที่ให้ธาตุพิเศษบางชนิด (เช่น วาเนเดียม) เริ่มหมด และการเข้ามาของเหล็กจากอุตสาหกรรมยุโรปที่ผลิตได้ถูกกว่า
#Naruepon Peng-on Translate and compile
การรุกรานอินเดีย (326 ปีก่อนคริสตกาล) ยุทธการที่แม่น้ำไฮดาสเปส (Hydaspes): พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงรบชนะ กษัตริย์โปรัส (King Porus) ของอินเดีย โดยมี
แม่น้ำบีอาส (Beas) กั้นระหว่าง อาณาจักรนันทะ บริเวณแคว้น มคธ (บริเวณรัฐพิหารในปัจจุบัน) มีเมืองหลวงชื่อ ปาฏลีบุตร กับอาณาจักรกรีก
#Naruepon Peng-on Translate and compile
อาณาจักรนันทะ (Nanda Empire) 345–322 ปีก่อนคริสตกาล บริเวณภาคอีสานของอินเดีย ลุ่มแม่น้ำคงคา ประเทศอินเดียศูนย์กลางอยู่ที่ แคว้นมคธ (รัฐพิหารในปัจจุบัน) ประดิษฐ์ "เหล็กวูตซ์" (Wootz Steel) ชนิดแรกของโลกที่ผลิตด้วยกระบวนการแบบเบ้าหลอม (Crucible Steel) ใช้เบ้าหลอมดินเหนียว: นำเหล็กดัด (Wrought Iron) มาใส่ในเบ้าหลอมปิดสนิทพร้อมกับเศษไม้ ใบไม้ หรือกิ่งไม้
เหล็กถูกนำมาใช้ผลิต ดาบ, หอก, และชุดเกราะ กองทัพช้างศึก: 3,000 ตัว
ตัวรถศึก : > 2,000 คัน ทหารม้า : 20,000 นายทหารราบ: ประมาณ 200,000 นาย
รัฐพิหาร อดีตคือที่ตั้งของอาณาจักรนันทะ ประเทศอินเดีย ปัจจุบันประชากรรัฐพิหารประมาณ 77-80% ทำงานในภาคเกษตรกรรม จาก ข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของอินเดีย (DCMSME) และ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารอินเดีย (MoFPI) ที่มาภาพ Wikimedia
กำเนิด "กษัตริย์ศูทร" องค์แรก
การกำเนิดของ พระเจ้ามหาปัทมนันทะ (Mahapadma Nanda) ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรนันทะ เป็นการอุบัติขึ้นของกษัตริย์ที่ไม่ได้มาจากวรรณะนักรบ (กษัตริย์)
ชาติกำเนิดที่ถูกบันทึกไว้ (The Lowly Origin)
1. บันทึกฝ่ายเชนและกรีก
ระบุว่าท่านเป็นบุตรของ ช่างตัดผม กับหญิงในราชสำนัก
2. บันทึกฝ่ายพราหมณ์ (คัมภีร์ปุราณะ)ระบุว่าท่านเป็นบุตรของ พระเจ้ามหานันทินกับ หญิงรับใช้ชาวศูทร ซึ่งถือเป็น "บุตรนอกสมรส" ที่มีวรรณะต่ำ
พระเจ้ามหาปัทมนันทะ (Mahapadma Nanda) ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรนันทะทรงประกาศสงครามกับแคว้นต่างๆ ทั่วอินเดียเหนือ และ สั่งประหารชีวิตกษัตริย์วรรณะเดิม ทั้งหมด
บันทึกฝ่ายกรีก (Ancient Greek Accounts) - เก่าแก่ที่สุดในแง่ลายลักษณ์อักษรต้นฉบับ 300 ปีก่อนคริสตกาลนักประวัติศาสตร์กรีก คือ เมกาสเทนีส (Megasthenes) ผู้เดินทางมายังอินเดียในสมัยจันทรคุปตเมารยะ เรียกกษัตริย์นันทะว่า "Agrammes" หรือ "Xandrames" และระบุชัดเจนว่าท่านเป็นบุตรของช่างตัดผม
#Naruepon Peng-on Translate and compile
บันทึกฝ่ายพราหมณ์ (คัมภีร์ปุราณะ - Puranas) คริสต์ศตวรรษที่ 3 - 5 (หลังยุคกษัตริย์นันทะประมาณ 600-800 ปี) เขียนและขัดเกลาขึ้นใหม่ในสมัยราชวงศ์คุปตะ
#Naruepon Peng-on Translate and compile
บันทึกฝ่ายเชน (Jaina Texts) ถูกเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 5 - 12
คัมภีร์ Parishishtaparvan ของเหมจันทร (Hemachandra) ซึ่งเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 12
#Naruepon Peng-on Translate and compile
พ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซียเดินทางมายังพอร์ตการค้าในอินเดียใต้ (เช่น แถบเตลังคานาและทมิฬนาดู) เพื่อซื้อเหล็กวูตซ์ หรือ "ก้อนเหล็กรูปถ้วย" หรือแท่งกลมขนาดเล็ก
ซีเรียปัจจุบัน คือ ศูนย์กลางการผลิตที่ "ดามาสกัส" (Damascus) ดาบที่ผลิตจากเหล็กวูตซ์ ส่งต่อไปขายทั่วตะวันออกกลางและยุโรป เรียกว่า ดาบดามาสกัส
#Naruepon Peng-on Translate and compile
อาวุธหน้าไม้จีนปิดตำนาน "รถม้าศึก"
เพราะว่า อำนาจทะลุทะลวง (Penetration):
1. หน้าไม้มีแรงดีดสูงกว่าธนูทั่วไป สามารถยิงทะลุเกราะหนังหรือเกราะสำริดของพลขับรถม้าได้
2. เล็งค้างไว้ได้นานเท่าที่ต้องการ (ต่างจากพลธนูที่ต้องรีบปล่อยสายเพราะหนักแขน)
3. สงครามรวม 7 แคว้น การฝึกพลธนูชั้นยอดต้องใช้เวลาเป็นสิบปี แต่การฝึกชาวนาให้ใช้หน้าไม้ใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้แคว้นฉิน (Qin) สามารถจัดตั้งกองพลหน้าไม้หลักแสนนายมาถล่มรถม้าศึกที่มีราคาแพงและมีจำนวนน้อยกว่าได้
เทคโนโลยีเหล็กจักรวรรดิอัสซีเรีย (Assyrian Empire) ได้นำอาวุธเหล็ก และธนูโค้ง (Composite Bow) เข้ามาพิชิตอาณาจักรอียิปต์ ซึ่งยังคงใช้อาวุธสำริด ต่อมาอัสซีเรียแต่งตั้งฟาโรห์เนโคที่ 1 (Necho I) ให้ปกครองแทนในฐานะรัฐบรรณาการ
"เหล็กจากฟ้า" (อุกกาบาต) กับ "เหล็กจากการถลุง" (แร่จากดิน)
ลูกปัดเหล็กอุกกาบาต พบที่สุสานเกอร์เซห์ (Gerzeh) ประเทศอียิปต์ อายุประมาณ 3,200 ปีก่อนคริสตกาล (ประมาณ 5,200 ปี)
ราชวงศ์ชาง (Shang Dynasty) ประมาณ 1,600 - 1,046 ปีก่อนคริสตกาล ค้นพบ "เหล็กอุกกาบาต" (Meteoric Iron) ใช้ทำใบมีดหรือหัวขวาน โดยนำมาประกอบกับด้ามหรือตัวขวานที่ทำจาก สำริด ขวานเยี่ย (Yue-axe): ที่มีใบมีดเป็นเหล็กอุกกาบาตแต่ตัวขวานเป็นสำริด เมืองเกาเฉิง มณฑลเหอเป่ย และที่อันหยาง
"เทคโนโลยีถลุง": ตุรกี (ชาวฮิตไทต์)
ฮิตไทต์เป็นพวกแรกที่พัฒนา เตาถลุงเหล็ก (Smelting) ที่ดึงเหล็กออกมาจากแร่หินในดินได้ปริมาณมาก การวางเหล็กในเตาถ่านไม้แล้วนำออกมาตีซ้ำๆ จะทำให้ธาตุคาร์บอนจากถ่านเข้าไปผสม จนกลายเป็น "เหล็กกล้า" (Steel)
การล่มสลายของจักรวรรดิฮิตไทต์ (1180 ปีก่อนคริสตกาล) ช่างตีเหล็กที่เคยถูกควบคุมก็กระจัดกระจายไปทั่วตะวันออกกลางและยุโรป
ฮิตไทต์ (ต้นตำรับเหล็กตี): ใช้ความร้อนต่ำกว่า (1,100°C) เหล็กไม่ละลายแต่เป็นก้อนนิ่ม (Bloom) แล้วนำมา "ตี"
จีน (ต้นตำรับเหล็กหล่อ): พัฒนาเตาที่ความร้อนสูงกว่ามาก (1,200°C+) จนเหล็ก "ละลาย" เป็นน้ำแล้วเทลงแม่พิมพ์
จีนเป็นชาติแรกของโลกที่นำ "ถ่านหิน" (Coal) มาใช้ในการถลุงเหล็กอย่างเป็นระบบ
ยุคจ้านกว๋อ (ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล): มีหลักฐานการใช้ถ่านหินในระดับครัวเรือนและการหลอมโลหะหรือสามารถหลอมเหล็กให้ละลายเป็นของเหลว
ยุคราชวงศ์ฮั่น (202 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) เริ่มใช้ถ่านหินในการ ถลุงเหล็กในมณฑลเหอหนาน ในระดับอุตสาหกรรม
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ถ่านหินมีข้อเสียคือมี กำมะถัน (Sulfur) สูง ซึ่งถ้าผสมในเหล็กจะทำให้เหล็กเปราะ
จีนรู้วิธีนำถ่านหินไปอบเพื่อไล่สิ่งสกปรกออกก่อนนำไปใช้ เรียกว่า "ถ่านโค้ก" (Coking)
ราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty สร้าง "นิคมอุตสาหกรรมเหล็ก" ที่ใช้ถ่านหินทั่วจักรวรรดิ เมื่อ 2,000 ปีก่อน ณ มณฑล เหอหนาน (Henan) นักโบราณคดีพบซากโรงถลุงเหล็กสมัยฮั่นที่ใหญ่มาก มีเตาถลุงสูง (Blast Furnace) และพบก้อน ถ่านหิน (Coal) วางกองอยู่ข้าง ๆ เตา
#Naruepon Peng-on Translate and compile
การสำมะโนประชากรชาวฮั่น เมื่อ 2,000 ปีก่อน ประชากรจีนพุ่งสูงขึ้นเป็น 50-60 ล้านคนในยุคนั้น อุตสาหกรรมเหล็กหล่อ (Cast Iron) สามารถผลิตเพื่อทำเกล็กหล่อ เพื่อทำ "หัวไถ" ได้ในปริมาณมหาศาล และส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศ ช่วยให้การเกษตรก้าวกระโดด
#Naruepon Peng-on Translate and compile
จักรวรรดิอัสซีเรีย (Assyrian Empire) หรือ"จักรวรรดิแห่งสงคราม" เมื่อ 2,697 ปีก่อน
ได้นำทหารม้า (Cavalry) แทนที่การใช้รถรบ (Chariot) แบบดั้งเดิม ทหารม้าอัสซีเรียยังไม่มีอานหรือโกลน (Stirrups) ทหารคนหนึ่งถือบังเหียนม้าสองตัว เพื่อให้ทหารอีกคนสามารถง้างธนูยิง
ทหารม้าอัสซีเรียสวมเกราะโซ่ถัก (Scale Armor) ที่ทำจากเหล็กหรือสำริด และสวมหมวกเหล็กทรงกรวย ทหารม้าถือหอกยาว (Lancers)
เมื่อ 2,697 ปีก่อน อียิปต์อยู่ในยุคสำริด แม้ว่าชาวอียิปต์โบราณยังคงใช้เหล็กอุกกาบาตทำเครื่องประดับหรือมีดสั้นให้แก่ฟาโรห์
แต่เหล็กจากอุกกาบาต (Meteoric Iron) แข็งกว่าสำริดมาก แต่มันยังไม่ใช่ "ยุคเหล็ก" ที่มีการถลุงแร่จากดิน
ซึ่งอียิปต์ไม่มีวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการถลุงเหล็กอียิปต์ไม่รู้จักเตาพ่นลม หรือ Blast Furnace
ยุคเหล็กอัสซีเรีย (Assyria) (รุ่งเรืองช่วง 911-609 ก่อนคริสตกาล) ใช้การตีเหล็ก (Forged Iron) เท่านั้น
และชาวยุโรป
เริ่มมีการหล่อเหล็กในระดับอุตสาหกรรมอย่างจริงจังในช่วงยุคกลางหรือศตวรรษที่ 14 เป็นต้นไป
ยุคเหล็กจีน (China) (ประมาณ 770-221 ก่อนคริสตกาล) เทคโนโลยีการหล่อเหล็ก (Cast Iron) หลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดของเหล็กหล่อในจีน [ครั้งแรกในโลก] ถูกพบในเขตลู่เหอ (Luhe) มณฑลเจียงซู ประเทศจีนเริ่มต้นในศตวรรษที่ 5-8 ก่อนคริสตกาล ช่างหล่อชาวจีนประยุกต์ใช้ความรู้จาก การหล่อสำริด ที่ก้าวหน้าอยู่ก่อนแล้วมาใช้กับเหล็ก
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ภาพหัวไถเหล็กหล่อยุครณรัฐ มีใบมีดและพลั่ว ทำจากเหล็ก
ตำนาน ซือโหยว (Chiyou) บันทึก ซู่ยี่จี้ กล่าวว่า ซือโหยว (Chiyou)
มีศีรษะเป็นสำริดและหน้าผากเป็นเหล็ก" (Bronze head and iron forehead)
สันนิษฐานว่าเป็น เหล็กจากอุกกาบาต (Meteoric Iron)
นักประวัติศาสตร์ตีความว่า ซือโหยว (Chiyou)
สวม หมวกเกราะโลหะ เป็นคนแรกๆ ของโลก และประเทศจีนเข้าสู่ยุคโลหะมานานแล้ว และซือโหยวได้รับความเคารพในฐานะ ผู้ประดิษฐ์อาวุธ 5 ชนิด ได้แก่ ดาบ, ทวน, ง้าว, โล่ และธนู เพื่อใช้ทำสงครามที่ทุ่งจัวลู่ กับ ฮวงตี้ (จักรพรรดิเหลือง) ประดิษฐ์ "รถชี้ทิศใต้" (South-pointing chariot) สันนิษฐานว่าอาจเป็นเข็มทิศแม่เหล็ก ชิ้นแรกในโลก
การพัฒนาเหล็กหล่อ ในยุคจ้านกว๋อ (Warring States) ราชวงศ์โจว ประเทศจีน (475–221 ก่อนคริสตกาล) เกิดอุตสาหกรรม ในแคว้นอู๋ (Wu) แคว้นฉู่ (Chu) และแคว้นฉิน (Qin) มีการใช้เหล็กหล่อผลิต เครื่องมือเกษตร เช่น หัวไถ และ อาวุธ จำนวนมาก ชาวจีนค้นพบวิธีการลดคาร์บอนในเหล็กหล่อเพื่อทำให้เหนียวขึ้น (Malleable Cast Iron) ทำให้เหล็กไม่เปราะจนเกินไป
ยุคราชวงศ์ฮั่น (202 ก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) รัฐบาลเข้าควบคุมและทำ ผูกขาดอุตสาหกรรมเหล็ก อย่างเต็มตัว มีการสร้างโรงถลุงเหล็กขนาดใหญ่ทั่วจักรวรรดิ
การถลุงเหล็กจากสินแร่เพื่อให้ได้ เหล็กดิบ (Pig Iron)
1.1 แร่ฮีมาไทต์ (Hematite) : ให้เหล็กประมาณ 70% มีสีแดงคล้ายสนิม
ชาวจีน เมื่อ 9,000 - 4,000 ปีก่อน
[7,000 - 2,000 ปีก่อนคริสตกาล]
ใช้เฮมาไทต์ในรูปของ "ดินเทศสีแดง" (Red Ochre)เป็นผงสีสำหรับงานศิลปะ เช่น การระบายสีบนเครื่องปั้นดินเผาวัฒนธรรมหยางเฉา (Yangshao Culture)
ยุคเหล็กในประเทศจีน เริ่ม 2,626 ปีก่อน
(ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล): จีนเริ่มนำแร่เฮมาไทต์มาใช้เป็น สินแร่หลักในการถลุงเหล็กผลิต เหล็กหล่อ (Cast Iron) ได้เป็นชาติแรกๆ ของโลก และปัจจุบัน: จีนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้นำเข้าแร่เฮมาไทต์รายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม เหล็กกล้า
แต่ในอียิปต์โบราณ "ผลิต"เฮมาไทต์ในเชิง ศิลปะ ความเชื่อ และความงาม
1.2 แร่แมกนีไทต์ (Magnetite):เหล็กสูงประมาณ 72% มีสีดำและมีคุณสมบัติแม่เหล็ก
ชาวจีนโบราณ ใช้แร่แมกนีไทต์ (Magnetite)
เป็นจุดกำเนิดเข็มทิศ (The South-Pointing Spoon) "ซือหนาน" (Si Nan) : ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เมื่อ 2,226 ปีก่อน(200 ปีก่อนคริสตกาล) ช้อนที่แกะสลักจากหินแมกนีไทต์ (Lode stone) วางบนถาดทองเหลืองขัดเงา โดยด้ามช้อนจะหันไปทางทิศใต้เสมอ
2. เชื้อเพลิงและตัวรีดิวซ์ (Fuel & Reducing Agent)
ให้ความร้อนสูงและดึงออกซิเจนออกจากแร่เหล็ก
#ราชวงศ์โจว
ใช้ถ่านไม้ (Charcoal)
มีสารปนเปื้อน (เช่น กำมะถัน) น้อยมาก ทำให้เหล็กที่ผลิตได้มีความบริสุทธิ์และเหนียว นอกจากนี้ราชวงศ์โจว ยังใช้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ตัวรีดิวซ์ (Reducing Agent) โดยบังเอิญ กระบวนการถลุง คาร์บอนจาก ถ่านไม้ จะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศจนกลายเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งจะไปแย่งออกซิเจนออกจากสินแร่เหล็ก (เช่น เฮมาไทต์ หรือ แมกนีไทต์) เพื่อดึงเนื้อเหล็กบริสุทธิ์ออกมา
การถลุงเหล็กที่ล้ำหน้าของช่วงปลายราชวงศ์โจว (ยุครณรัฐ) มีการใช้ถ่านหิน (Coal) ในการถลุงเหล็ก
3. สารช่วยไหลหรือฟลักซ์ (Flux)
แยกสิ่งเจือปน (Impurities) ออกจากน้ำเหล็ก
หินปูน (Limestone):เมื่อได้รับความร้อนจะรวมตัวกับเศษดิน ทราย หรือซิลิกาในแร่เหล็ก กลายเป็น ขี้ตะกรัน (Slag) จะลอยอยู่เหนือเม็ดเหล็กเหลวทำให้แยกออกได้ง่าย
4. อากาศร้อน (Hot Air/Oxygen)
การพ่น อากาศหรือออกซิเจน เข้าไปในเตาเพื่อช่วยในการเผาไหม้ถ่านโค้กให้เกิดความร้อนสูงถึงประมาณ 1,200–1,500 องศาเซลเซียส ซึ่งจำเป็นต่อการละลายเหล็ก
ราชวงศ์โจวตอนปลายพัฒนาเตาถลุงที่สามารถเป่าลมเข้าไปได้แรงขึ้น (Bellows) นวัตกรรมที่โดดเด่น: เตาถลุงทรงสูง(Blast Furnace) อุณหภูมิในเตาสูงพอที่จะทำให้เหล็ก ละลายกลายเป็นของเหลว (ประมาณ 1,150–1,200 °C)
เหล็กเหลวจะดูดซับคาร์บอนจากถ่านไม้เข้าไปสูง (2-4%) กลายเป็น เหล็กหล่อ (Cast Iron) เป็นเทคโนโลยีที่จีนทำได้ก่อนยุโรปนับพันปี
ราชวงศ์โจว : ใช้ถุงหนังสัตว์ (Skin Bellows) หลายใบต่อกันแล้วใช้คนเหยียบหรือมือกด เพื่อให้ลมพัดเข้าเตาอย่างไม่ขาดสาย
เครื่องสูบลมแบบลูกสูบ - Piston Bellows :
จีนประดิษฐ์เครื่องสูบลมแบบ "Double-acting"
(ทำงานสองจังหวะ) ซึ่งประกอบด้วยลูกสูบในกล่องไม้ กลไกนี้ทำให้ ไม่ว่าจะดึงเข้าหรือดันออก ลมจะถูกพ่นเข้าไปในเตาตลอดเวลา ไม่มีช่วงหยุดพักเหมือนสูบลมทั่วไป
ปฏิวัติอุตสาหกรรมประเทศจีน ราชวงศ์ฮั่น : การใช้พลังน้ำ (Water-powered Bellows) : "สุ่ยไผ" (Shuipai - 水排) ในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการใช้กังหันน้ำมาขับเคลื่อนเครื่องสูบลม ทำให้สามารถถลุงเหล็กได้ในระดับอุตสาหกรรมโดยไม่ต้องใช้แรงงานคน
การทำงาน 24 ชั่วโมง: ต่างจากแรงงานคนหรือสัตว์ที่เหนื่อยล้า พลังน้ำทำให้เครื่องสูบลมทำงานได้ต่อเนื่องและสม่ำเสมอส่งผลให้ความร้อนในเตาถลุงคงที่ตลอดเวลา การใช้พลังน้ำให้ผลลัพธ์มากกว่าการใช้แรงงานคนหรือม้าถึง 3 เท่า ในขณะที่ต้นทุนต่ำลงมาก การทำ เครื่องมือเกษตร (ไถเหล็ก) และ อาวุธ ที่แข็งแกร่งในราคาที่ชาวบ้านเข้าถึงได้
จีนใช้พลังน้ำถลุงเหล็กตั้งแต่ศตวรรษที่ 1
ในขณะที่ ยุโรปเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันราชวงศ์โจว ประเทศจีน อย่างแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 12-13
ช่องว่างเวลาที่ห่างกันมากถึง 1,200 ปี
ราชวงศ์ฮั่นจึงประกาศให้ อุตสาหกรรมเหล็กเป็นรัฐวิสาหกิจ (State Monopoly)
ประเทศจีนใช้พลังน้ำถลุงเหล็ก
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 เพื่อควบคุมอำนาจและรายได้ของแผ่นดิน
หากมองในมุมของ "เทคโนโลยีการผลิตขนานใหญ่" (Mass Production) และ "การใช้เครื่องจักรผ่อนแรง" จีนมีช่วงเวลาที่เข้าใกล้การปฏิวัติอุตสาหกรรมล่วงหน้าอังกฤษถึง 800 - 1,000 ปี
"ดัชนีชี้วัดความพร้อม" ในสมัย ราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960–1279)
1. ปริมาณการผลิตเหล็ก (Iron Output)
จีน (ค.ศ. 1078): มีบันทึกว่าผลิตเหล็กได้ถึง 125,000 ตันต่อปี
อังกฤษ (ค.ศ. 1788): ในช่วงเริ่มต้นปฏิวัติอุตสาหกรรม
ผลิตเหล็กได้เพียง 76,000 ตันต่อปี
ดังนั้น จีนในศตวรรษที่ 11 มีศักยภาพการผลิตโลหะเหนือกว่าอังกฤษในอีก 700 ปี
จีนประสบปัญหา "ป่าไม้หมดโลก" (Deforestation) ก่อนอังกฤษหลายร้อยปี ทำให้ต้องหันมาใช้ ถ่านหิน (Coal) และ ถ่านโค้ก (Coke)
ในการถลุงเหล็กและให้ความร้อนในครัวเรือนแทนไม้
ทำให้อังกฤษเข้าสู่ยุคเครื่องจักรไอน้ำ
อุตสาหกรรมการตลาดและการเงิน (Financial Revolution)จีนเป็นชาติแรกที่ใช้ เงินกระดาษ (Jiaozi) มีระบบภาษีที่ทันสมัยและการค้าขายเสรีมากขึ้น คล้ายกับชนชั้นกลางในยุโรปช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม
ราชวงศ์ซ่ง ประเทศจีน มีการใช้ กังหันน้ำ ขับเคลื่อนเครื่องจักรปั่นด้ายที่มีหลายกระสวย (Multiple-spindle) ซึ่งทำงานคล้ายกับเครื่องปั่นด้ายใน
ยุคแรกของอังกฤษ
ราชวงศ์ซ่ง ประเทศจีน
มีระบบการผลิตแบบ Mass Production เช่น การปั๊มเหรียญกษาปณ์และการพิมพ์หนังสือแบบเรียงพิมพ์ (Movable Type)
การผลิตเหล็กดิบ 1 ตัน มักต้องใช้สินแร่เหล็กประมาณ 1.5–2.0 ตัน, ถ่านโค้ก 0.4–0.6 ตัน และหินปูน 0.2–0.4 ตัน
ข้อแตกต่างระหว่างวิธีการผลิตเหล็กแบบดั้งเดิมที่เน้นปริมาณมหาศาล กับวิธีการสมัยใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นและการรีไซเคิล
Blast Furnace (เตาพ่นลม) และ Electric Arc Furnace (เตาหลอมอาร์คไฟฟ้า)
Blast Furnace (BF): ใช้ สินแร่เหล็ก (Iron Ore) เป็นหลัก ร่วมกับถ่านโค้กและหินปูน ผลิตเหล็กจากแร่ธรรมชาติ (Primary Steelmaking)
Electric Arc Furnace (EAF): ใช้ เศษเหล็ก (Scrap Steel)หรือเหล็กที่ผ่านการรีดิวซ์โดยตรง (DRI) เป็นหลัก เป็นการรีไซเคิลเหล็กเก่ามาใช้ใหม่ (Secondary Steelmaking)
ราชวงศ์โจว ประเทศจีน การถลุงเหล็ก : Blast Furnace:
พึ่งพา ถ่านโค้กและถ่านหิน ให้ความร้อนและเป็นตัวรีดิวซ์ทางเคมีเพื่อดึงออกซิเจนออกจากแร่เหล็ก
ปัจจุบัน : การถลุงเหล็ก
Electric Arc Furnace : ใช้ กระแสไฟฟ้า ผ่านแท่งกราไฟต์เพื่อสร้างกระแสอาร์คความร้อนสูงในการหลอมละลายโลหะ
671 ก่อนคริสตกาล กษัตริย์ เอซาร์ฮัดดอน (Esarhaddon) จักรวรรดิอัสซีเรีย (Assyrian Empire)ได้ยกทัพมาตีเมืองเมมฟิสของอียิปต์จนแตก
ฟาโรห์ทาฮาร์กา (Taharqa) ต้องหนีลงไปทางใต้ และ663 ก่อนคริสตกาล
กษัตริย์ อาชูร์บานิปาล (Ashurbanipal) ได้ทำลายเมืองธีบส์ (Thebes) ศูนย์กลางอำนาจทางตอนใต้ของอียิปต์จนพินาศ
664 ก่อนคริสตกาล จักรวรรดิอัสซีเรีย (Assyrian Empire) แต่งตั้งฟาโรห์พซัมเมติกที่ 1 (Psamtik I)
ให้เป็นผู้ปกครองท้องถิ่นในเมืองเซอิส (Sais)
ฟาโรห์พซัมเมติกที่ 1 (Psamtik I) ผู้ปกครองท้องถิ่นในเมืองเซอิส (Sais)
ใช้ทหารรับจ้างชาวกรีก (Ionian และ Carian) จากแถบเอเชียไมเนอร์ (ตุรกีในปัจจุบัน) ซึ่งสวมชุดเกราะเหล็กและสำริด
มีโล่กลมขนาดใหญ่ (Aspis) ใช้หอกและดาบสั้น และใช้รูปขบวนแบบ ฟาแลงซ์ (Phalanx) ปลดแอกอียิปต์จากการปกครองของอัสซีเรีย และเปิดประตูการค้ากับชาวกรีกอย่างเต็มตัว จนเกิดเมืองท่า นอคราติส (Naucratis)
ทหารอัสซีเรียปะทะทหารรับจ้างชาวกรีก (Ionian และ Carian) ทหารคนหนึ่งอัสซีเรียถือบังเหียนม้าสองตัว เพื่อให้ทหารอีกคนสามารถง้างธนูยิงจากหลังม้าทหารกรีกใช้โล่ขนาดใหญ่ต่อกันเป็นกำแพงเหล็ก (Phalanx)
การล่มสลายของอัสซีเรีย จากการถูกรุมสลักโดยพวกบาบิโลนและมีดีส (Medes) 612–609 ก่อนคริสตกาล เกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงบัลลังก์ภายในอัสซีเรียทำให้เมืองขึ้น
บาบิโลน (Babylon) อียิปต์และกลุ่มชน มีดีส (Medes) ในอิหร่าน ทำสงครามล้อมกรุง นิเนเวห์ (Nineveh)
ของ อัสซีเรีย เป็นเวลา 3 เดือน และการปล่อยแม่น้ำไทกริสท่วมเมือง ทำให้กำแพงเมืองบางส่วนพังทลายลง
นักโบราณคดีค้นพบห้องสมุดแผ่นดินเหนียวของอาชูร์บานิปาล
อัสซีเรีย อายุ 609 BC กรุงนิเนเวห์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไทกริส และมีแม่น้ำสาขาคือ แม่น้ำคอสเซอร์ (Khosr) ไหลผ่านกลางเมือง เพื่อส่งน้ำเข้าเมืองและทำหน้าที่เป็นคูเมืองป้องกันศัตรู
กองทัพพันธมิตรได้ทำการสร้างเขื่อนชั่วคราวเพื่อกักเก็บน้ำจากแม่น้ำคอสเซอร์ไว้ด้านนอก เกิดน้ำสะสมปริมาณมหาศาล แล้วจึงตัดสินใจ "เปิดเขื่อนหรือพังทำลาย" ในคราวเดียว เนื่องจาก กำแพงของนิเนเวห์ส่วนฐานทำจากหิน แต่ส่วนบนทำจาก อิฐดินดิบ (Mud-brick) แรงดันน้ำและการแช่ขังทำให้อิฐดินดิบอ่อนตัวและถล่มลงมา เกิดช่องโหว่ (Breach)
กษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 (605–562 ก่อนคริสตกาล) ทรงสถาปนาจักรวรรดิบาบิโลนใหม่ หรือ Neo-Babylonian
ส่วนชาวมีดีสได้ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอิหร่านและอนาโตเลีย ทรงพิชิตกรุงเยรูซาเล็ม และกวาดต้อนชาวมหาเทพ (ชาวยิว) มายังบาบิโลน
ตำนานที่ไร้หลักฐาน สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) ยังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดี
ที่ยืนยันตำแหน่งที่ตั้งได้ชัดเจน ซึ่งตำนานเล่าว่า กษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 สร้างขึ้นให้พระนางอามีทิส (Amytis of Media) มาจากแผ่นดินมีดีส (เปอร์เซีย) แต่ปัจจุบัน ยังไม่เคยค้นพบบันทึกของบาบิโลน และไม่พบการเอ่ยถึงสวนลอยนี้แต่อย่างใดเลย แม้แต่เฮโรโดตัส (บิดาแห่งประวัติศาสตร์) ที่ไปบาบิโลนจริงๆ กลับไม่พูดถึงสวนนี้เลย
ในขณะที่ตำนาน สวนลอยแห่งบาบิโลน (ถ้ามีจริง 562 ปีก่อนคริสตกาล) อาจพังทลายไปในไม่กี่ร้อยปี แต่เขื่อนตูเจียงเยี้ยน ประเทศจีน สร้างขึ้นครั้งแรกราว 256 ปีก่อนคริสตกาล ยังคงทำหน้าที่ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมกว่า 5 ล้านไร่ [การชลประทานพื้นที่เพาะปลูก 668,700 เฮกตาร์] ในปัจจุบัน เหตุการณ์แผ่นดินไหวเสฉวนเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ระบบชลประทานตู้เจียงหยานแทบไม่ได้รับความเสียหาย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดย UNESCO ในปี 2000
ตำนาน กษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 ทรงชอบบันทึกผลงานการสร้างเมืองของพระองค์อย่างละเอียด (เช่น ประตูอิชตาร์, กำแพงเมือง) แต่ไม่มีจารึกแผ่นดินเหนียวแม้แต่แผ่นเดียว ที่เอ่ยถึงการสร้าง "สวนลอย" ให้มเหสีเลย
หลักฐานโบราณคดีหาไม่เจอ: นักโบราณคดีขุดค้นกรุงบาบิโลนมานานกว่าร้อยปี ค้นพบร่องรอยวิหารและพระราชวังมากมาย
แต่ไม่พบโครงฐานรากที่แข็งแรงพอจะรองรับ "ภูเขาจำลองและระบบน้ำ" มหาศาลตามที่นักประวัติศาสตร์กรีกบรรยายไว้
หากเปรียบเทียบ ราชวงศ์เซี่ย (Xia Dynasty) ของจีนกับ สวนลอยแห่งบาบิโลน ตกอยู่ในสถานะเดียวกันในโลกประวัติศาสตร์ คือ "กึ่งตำนาน กึ่งความจริง"
วิทยาศาสตร์เพิ่งพบหลักฐานว่าในช่วง 1,900 ปีก่อนคริสตกาล เกิดเหตุการณ์ แม่น้ำฮวงโหเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ และเกิดน้ำท่วมรุนแรงจริง ราชวงศ์เซี่ยดูมีเค้าความจริงคือเรื่อง "ต้าอวี่ (Yu the Great) ผู้ควบคุมน้ำ" และช่วง 1,900 – 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งตรงกับช่วงเวลาในตำนานของราชวงศ์เซี่ย การขุดค้นที่ เอ้อหลี่โถว ในมณฑลเหอหนาน ค้นพบเมืองขนาดใหญ่: มีพระราชวังและระบบผังเมืองที่ซับซ้อน เครื่องสำริด: เริ่มมีการหลอมสำริดที่เป็นเอกลักษณ์
#Naruepon Peng-on Translate and compile
สวนลอยแห่งบาบิโลนไม่สามารถพิสูจน์ได้ (The Missing Wonder)
ในขณะเดียวกันพีระมิดยังอยู่, ประภาคารอเล็กซานเดรียมีซากใต้น้ำ,
เทวรูปซูสมีบันทึกร่วมสมัย
แต่สวนลอยกลับหาไม่เจอแม้แต่ "อิฐก้อนเดียว"
ที่ยืนยันได้ว่าเป็นฐานของสวน
525 ก่อนคริสตกาล พระเจ้าแคมไบซีสที่ 2 (Cambyses II) จักรวรรดิเปอร์เซียยกทัพมาตีอียิปต์แตกในยุทธการที่เพลูเซียม (Battle of Pelusium) "กลยุทธ์แมว" ของกษัตริย์แคมไบซีสที่ 2
ความแตกต่างระหว่าง อียิปต์บน (ใต้) และ อียิปต์ล่าง (เหนือ) ในทางพันธุกรรม
อียิปต์ล่าง (ตอนเหนือ - แถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์): ประชากรในแถบนี้มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับกลุ่มประชากรใน ตะวันออกใกล้ (Levant), อนาโตเลีย (ตุรกี) และ ยุโรปตอนใต้
#อียิปต์บน (ตอนใต้ - แถบลุ่มแม่น้ำไนล์ตอนลึก): สัดส่วนพันธุกรรมเชื่อมโยงกับกลุ่ม แอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ชาวนูเบีย (Nubians) และชาวซูดาน
อ่านบทความเพิ่มเติม... จีนใช้แร่ไทเทเนียม โลหะผสม (Alloy) กว่า 5,000 ปี โครเมียม 2,500 ปี ถนนหลวงสายแรกของโลก 2,200ปี บันทึกสือจี้ จักรพรรดิเหลือง ทรงใช้กระบี่ซวนหยวน สันนิษฐานในยุคปัจจุบันว่ามี Titanium Nitride (TiN) มีสีเหลืองทองอร่ามและมีความแข็งสูงมาก ไม่เป็นสนิมและไม่เสื่อมสภาพ
สามารถปะทะกับ อาวุธของ กษัตริย์ชือโหยว "มีหัวเป็นเหล็ก มีแขนเป็นทองแดง" และกินก้อนหินและเหล็กเป็นอาหาร
#Naruepon Peng-on Translate and compile
โฆษณา