หากทรัมป์ตัดสินใจส่งกองกำลังภาคพื้นดิน (Boots on the Ground) เพื่อเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมหรือเกาะคาร์ก สงครามนี้อาจกลายเป็นภาคต่อของสงครามเวียดนาม หรือสงครามอัฟกานิสถานภาคใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ท่าทีของทรัมป์ล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์บนเครื่องบิน Air Force One โดยเขายืนยันว่าจะไม่ส่งกองกำลังเคิร์ดเข้าไปร่วมสงครามครั้งนี้ แม้จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีก็ตาม เขาให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้สถานการณ์ซับซ้อนไปมากกว่าที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นสงครามจิตวิทยา หรือการปฏิเสธตามมารยาททางการทูต ในขณะที่ปฏิบัติการลับของ CIA อาจยังคงดำเนินอยู่
นอกจากสถานการณ์บนบกและทางอากาศแล้ว ในภาคทะเล สหรัฐฯ ได้ตัดสินใจยกระดับความกดดันทางทหารขึ้นสู่ขั้นสูงสุดด้วยการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 เข้าสู่พื้นที่ เดิมทีสหรัฐฯ วางแผนใช้เพียง 2 ลำ แต่เมื่อสงครามล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และอิหร่านยังไม่ยอมจำนน จึงต้องมีการเติมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George H.W. Bush เข้ามาเพื่อรักษาอำนาจการรบและกดดันอิหร่านตลอด 24 ชั่วโมง
สหรัฐฯ วางตำแหน่งเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อคุมพื้นที่สำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย USS Abraham Lincoln สแตนบายที่อ่าวโอมาน เพื่อกดดันอิหร่านในบริเวณอ่าวเปอร์เซียโดยตรง USS Gerald R. Ford เคลื่อนผ่านคลองสุเอซเข้าสู่ทะเลแดง เพื่อดูแลความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือและช่องแคบสำคัญ ปิดท้ายด้วย USS George H.W. Bush: มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อควบคุมพื้นที่ชายฝั่งเลแวนต์และสนับสนุนอิสราเอล
ไม่ใช่แค่การใช้เครื่องบินและเรือรบ ยังมีการเตรียมการเข้าโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษเช่น Navy SEAL หรือ Delta Force ถูกคาดการณ์ว่าจะถูกส่งเข้าไปเพื่อปกป้องหรือเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน และอาจรวมถึงการเข้ายึดเกาะคาร์กเพื่อตัดวงจรรายได้น้ำมันดิบ