9 มี.ค. เวลา 08:06 • การเมือง

สหรัฐอเมริกากับศัตรูใหม่ในตะวันออกกลาง

"จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลังที่คอยเติมเขี้ยวเล็บให้อิหร่าน อีกทั้งยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าจีนแอบส่งความช่วยเหลือทางการเงิน ชิ้นส่วนอะไหล่ และส่วนประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธให้แก่ประเทศอิหร่าน เพื่อแลกกับการได้รับน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง"
CNN
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เข้าสู่วันจันทร์ที่ 9 มีนาคมค.ศ.2026 เสาร์-อาทิตย์นี้มีท่านผู้อ่านสงสัยว่าผู้เขียนหายไปไหน คำตอบก็คือไปหาข้อมูลจากข่าวสารที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อตรวจทานให้แน่ชัดก่อนที่จะมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันในวันนี้ แน่นอนว่าเรายังอยู่กันที่สงครามอิหร่านกันเช่นเคยพร้อมข้อมูลจริงจากวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ได้รับการอัพเดท 100% เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดอีกครั้ง เมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมมือกับอิสราเอลในการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ศึกครั้งนี้ดูจะต่างจากสงครามในอดีตอย่างอิรักหรืออัฟกานิสถาน เพราะอิหร่านมีการสนับสนุนทางทหารจากศัตรูใหม่ ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจที่น่าจับตามองไม่แพ้รัสเซีย จึงทำให้ศึกครั้งนี้อาจมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม
ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำวิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเปรียบเทียบอิหร่านว่าเป็นเหมือนเม่น ที่มีหนามแหลมคมรอบตัว
แม้สหรัฐฯ จะมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า แต่การเอาชนะอิหร่านโดยไม่ได้รับบาดเจ็บนั้นแทบเป็นไปไม่ได้
ด้วยปัจจัยทางภูมิประเทศที่อิหร่านมีขนาดใหญ่กว่าอิรักถึง 3 เท่า และมีปราการธรรมชาติเป็นเทือกเขาสูงชันอย่างเทือกเขาซากรอส ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของฐานทัพและคลังแสงนิวเคลียร์ใต้ดินที่ลึกหลายร้อยเมตร เช่น ศูนย์นิวเคลียร์ฟอร์โด
ทำให้การโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้ อิหร่านยังใช้ยุทธวิธีสงครามอสมมาตร โดยใช้โดรนพลีชีพและขีปนาวุธจำนวนมหาศาลโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศรอบข้างเพื่อตอบโต้
ในขณะเดียวกันการตัดท่อน้ำเลี้ยงในตะวันออกกลางเพื่อลดทอนอิทธิพลและผลประโยชน์ของจีน เป็นยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังพิจารณาอย่างเข้มข้น เนื่องจาก จีนกลายเป็นผู้เล่นหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจและกองทัพของอิหร่าน ผ่านการค้าพลังงานและความช่วยเหลือทางทหารอย่างลับๆ
เกาะคาร์ก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในสงครามครั้งนี้ เกาะคาร์ก ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซียคือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจอิหร่าน เพราะเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของประเทศ น้ำมันเกือบทั้งหมดที่ส่งออกจากเกาะนี้มีปลายทางอยู่ที่ประเทศจีน หากสหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถยึดครองหรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะนี้ได้ จะเท่ากับเป็นการหยุดรายได้เพียงเส้นทางเดียวที่อิหร่านมีอยู่เพื่อใช้ทำสงคราม และเป็นการกดดันให้อิหร่านต้องยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข
จากรายงานของสื่อต่างประเทศอย่าง CNN ระบุว่าจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลังที่คอยเติมเขี้ยวเล็บให้อิหร่าน อีกทั้งยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าจีนแอบส่งความช่วยเหลือทางการเงิน ชิ้นส่วนอะไหล่ และส่วนประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธให้แก่ประเทศอิหร่าน เพื่อแลกกับการได้รับน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง
โดยส่วนมากการส่งน้ำมันให้จีนมักทำผ่านเรือที่ติดธงจีน ซึ่งเรือเหล่านี้มักจะไม่ถูกโจมตีจากกองกำลังอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้จีนยังคงได้เปรียบด้านต้นทุนพลังงานท่ามกลางยามสงคราม
จีนมีความเปราะบางสูงต่อสงครามครั้งนี้ เพราะ จีนนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 45% ของความต้องการทั้งหมด แม้จีนจะมีสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่าน แต่จีนก็แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อความพยายามของอิหร่านที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะมันคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจจีน ปัจจุบันมีข้อมูลว่าจีนพยายามเจรจากับอิหร่านเพื่อขอเปิดทางให้เรือบรรทุกพลังงานรวมถึงเรือจากกาตาร์ ผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของตนเอง
อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการตัดท่อน้ำเลี้ยง เพราะหากรุนแรงเกินไปจะเกิดผลเสียย้อนกลับ หากทำลายโรงกลั่นหรือคลังส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมด ราคาพลังงานโลกอาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองและจะทำให้กลุ่มประเทศซีกโลกใต้รวมตัวกันต่อต้านสหรัฐฯ มากขึ้น
ด้วยเหตุนี้กองกำลังพันธมิตรจึงเลือกโจมตีเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับกองทัพเช่น คลังน้ำมันซาราน เพื่อทำลายขีดความสามารถในการเคลื่อนย้ายกำลังพลของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps : IRGC) แทนการทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันทั้งหมดในคราวเดียว
ไม่ใช่แค่เรื่องจีนที่น่ากังวลสำหรับทรัมป์ สหรัฐฯอาจประเมินอิหร่านต่ำไปโดยใช้มาตรฐานเดียวกับเวเนซุเอลา เมื่อเทียบกับการจัดการกับผู้นำเวเนซุเอลาเพียงคนเดียวเพื่อเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อต้นปีค.ศ.2026 นี่เปรียบได้กับการใช้มีดหั่นเค้ก แต่กรณีของอิหร่านนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะอิหร่านมีระบบโครงสร้างอำนาจที่เข้มแข็งและมีอุดมการณ์ทางศาสนาที่ฝังรากลึก
แม้กระทั่งการพยายามเปลี่ยนระบอบปกครองหรือ Regime Change ด้วยการสังหารผู้นำเพียงไม่กี่คนจึงไม่สามารถทำให้ระบบทั้งหมดล่มสลายได้ เนื่องจากอิหร่านมีการเตรียมผู้นำสำรองไว้รองรับอยู่แล้ว
ทรัมป์และอิสราเอลคาดการณ์ว่าการโจมตีอย่างรุนแรงจะทำให้คนอิหร่านลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลของตนเอง แต่ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะการสังหารผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำทางทหารกลายเป็นเครื่องตอกย้ำว่าประเทศกำลังถูกรังแกโดยมหาอำนาจ ประกอบกับการโจมตีทางอากาศที่ไปโดนโรงเรียนประถมหญิงล้วน ซึ่งทำให้เด็กเสียชีวิตจำนวนมาก กลายเป็นจุดที่ทำให้คนรุ่นใหม่ของอิหร่านที่เคยไม่สนใจการเมือง หันมาต่อต้านสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรง เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและทำลายอนาคตของชาติ
ทรัมป์เคยวิจารณ์ประธานาธิบดีคนก่อนๆ อย่างเจ็บแสบเรื่องการพาประเทศเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันจบในอิรักและอัฟกานิสถาน แต่ตอนนี้เขากำลังเผชิญกับทางเลือกที่เสี่ยงจะซ้ำรอยเดิม เมื่อพิจารณาจากภูมิประเทศแล้ว อิหร่านใหญ่กว่าอิรัก 3 เท่า และมีชัยภูมิเป็นเทือกเขาสูงชันเช่น เทือกเขาซากรอส ซึ่งใช้ซ่อนคลังแสงและฐานทัพนิวเคลียร์ใต้ดินลึกหลายร้อยเมตร การโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปิดเกมได้เบ็ดเสร็จ
หากทรัมป์ตัดสินใจส่งกองกำลังภาคพื้นดิน (Boots on the Ground) เพื่อเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมหรือเกาะคาร์ก สงครามนี้อาจกลายเป็นภาคต่อของสงครามเวียดนาม หรือสงครามอัฟกานิสถานภาคใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว
มีรายงานข่าวจากสำนักข่าว CNN ระบุว่าสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA กำลังพิจารณาหรือเริ่มดำเนินการติดอาวุธให้แก่กองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ด ทำให้ยุทธศาสตร์นี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะหลีกเลี่ยงการส่งกองทัพบกและนาวิกโยธินสหรัฐฯ เข้าไปเสี่ยงชีวิตในสมรภูมิอิหร่านที่ยากลำบาก โดยใช้ชาวเคิร์ดซึ่งเป็นนักรบในท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญภูมิประเทศรบแทน แม้ว่าโฆษกรัฐบาลสหรัฐฯ จะออกมาปฏิเสธข่าวนี้ แต่ก็ยอมรับว่ามีการพูดคุยกับผู้นำชาวเคิร์ดจริงในห่วงเวลาที่ตึงเครียดนี้
เหตุผลที่ชาวเคิร์ดอาจยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ คือ สิทธิในการปกครองตนเอง ตามข้อมูลจาก THAI PBS รายงานว่า ชาวเคิร์ดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังไม่มีแผ่นดินของตัวเองประมาณ 30-40 ล้านคน กระจายอยู่ในอิหร่าน อิรัก ซีเรีย และตุรกี มีรายงานว่าอิสราเอล โดยหน่วยมอสซาดอาจเป็นผู้เสนอไอเดียนี้และให้คำมั่นว่า หากระบอบอิหร่านล่มสลายจะสนับสนุนการจัดตั้งเขตปกครองตนเองเคิร์ดในอิหร่าน เพื่อใช้เป็นพื้นที่กันชนหรือ Buffer Zone ให้กับอิสราเอลด้วย
สังเกตได้ว่าเพียง 1 สัปดาห์ก่อนการโจมตี กลุ่มการเมืองเคิร์ดที่เคยกระจัดกระจายได้ประกาศรวมตัวกันเป็นแนวร่วมพลังการเมืองแห่งเคดิสถานอิหร่าน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าพวกเขาได้รับสัญญาณบางอย่างล่วงหน้า
อิรักโมเดลอาจนำมาใช้ในสงครามนี้ โดยมีที่มาจากการที่สหรัฐฯ เคยใช้มุกนี้จนประสบความสำเร็จมาแล้วในสงครามอิรักปีค.ศ.2003 ในขณะนั้นได้มีการใช้กองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ด เป็นกำลังหลักในการโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน นักวิเคราะห์มองว่าสหรัฐฯ อาจพยายามใช้รูปแบบเดิมในอิหร่าน คือให้สหรัฐฯ และอิสราเอลช่วยเคลียร์ทางจากทางอากาศ แล้วให้กองกำลังเคิร์ดบุกเข้ายึดพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกของอิหร่าน หากไม่สามารถล้มระบอบปกครองได้ทั้งหมด ก็อาจมุ่งเป้าไปที่การฉีกอิหร่านออกเป็นส่วนๆ
แม้จะเป็นข่าวลือที่ดูมีน้ำหนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทหารบางส่วนมองว่ายุทธศาสตร์นี้อาจไม่คุ้มค่า
ศักยภาพที่จำกัด ต่อให้ชาวเคิร์ดจะรบเก่งเพียงใด ส่วนใหญ่เป็นเพียงกลุ่มชนกลุ่มน้อยที่มักพ่ายแพ้ต่อกองทัพหลักของประเทศนั้นๆ เสมอเช่นที่เคยเกิดขึ้นในตุรกีและซีเรีย จึงยากที่จะเอาชนะกองกำลัง IRGC ของอิหร่านที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่ามากได้
กองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ดเป็นปัญหาหอกข้างแคร่ของตุรกี โดยมองว่ากลุ่มติดอาวุธเคิร์ดเป็นผู้ก่อการร้าย หากสหรัฐฯ หนุนหลังเคิร์ดมากเกินไปจะทำให้ความสัมพันธ์กับตุรกีซึ่งเป็นพันธมิตร NATO มองหน้ากันไม่ติดตลอดไป พวกเขาเองก็มีความกังวล เพราะในอดีตสหรัฐฯ เคยถอนตัวและทอดทิ้งพวกเขามาแล้วหลายครั้ง เช่น ในสมรภูมิซีเรีย
ท่าทีของทรัมป์ล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์บนเครื่องบิน Air Force One โดยเขายืนยันว่าจะไม่ส่งกองกำลังเคิร์ดเข้าไปร่วมสงครามครั้งนี้ แม้จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีก็ตาม เขาให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้สถานการณ์ซับซ้อนไปมากกว่าที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นสงครามจิตวิทยา หรือการปฏิเสธตามมารยาททางการทูต ในขณะที่ปฏิบัติการลับของ CIA อาจยังคงดำเนินอยู่
นอกจากสถานการณ์บนบกและทางอากาศแล้ว ในภาคทะเล สหรัฐฯ ได้ตัดสินใจยกระดับความกดดันทางทหารขึ้นสู่ขั้นสูงสุดด้วยการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 เข้าสู่พื้นที่ เดิมทีสหรัฐฯ วางแผนใช้เพียง 2 ลำ แต่เมื่อสงครามล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และอิหร่านยังไม่ยอมจำนน จึงต้องมีการเติมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George H.W. Bush เข้ามาเพื่อรักษาอำนาจการรบและกดดันอิหร่านตลอด 24 ชั่วโมง
สหรัฐฯ วางตำแหน่งเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อคุมพื้นที่สำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย USS Abraham Lincoln สแตนบายที่อ่าวโอมาน เพื่อกดดันอิหร่านในบริเวณอ่าวเปอร์เซียโดยตรง USS Gerald R. Ford เคลื่อนผ่านคลองสุเอซเข้าสู่ทะเลแดง เพื่อดูแลความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือและช่องแคบสำคัญ ปิดท้ายด้วย USS George H.W. Bush: มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อควบคุมพื้นที่ชายฝั่งเลแวนต์และสนับสนุนอิสราเอล
การรวมตัวของกองเรือทั้ง 3 กลุ่มนี้ ถือเป็นการจัดกำลังทางเรือครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยมีเครื่องบินขับไล่ประสิทธิภาพสูงรวมกว่า 160 ลำ เช่น F-35C และ F/A-18E/F Super Hornet และเรือพิฆาตที่พร้อมระดมยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กได้พร้อมกันจำนวนมาก
ไม่ใช่แค่การใช้เครื่องบินและเรือรบ ยังมีการเตรียมการเข้าโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษเช่น Navy SEAL หรือ Delta Force ถูกคาดการณ์ว่าจะถูกส่งเข้าไปเพื่อปกป้องหรือเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน และอาจรวมถึงการเข้ายึดเกาะคาร์กเพื่อตัดวงจรรายได้น้ำมันดิบ
มีรายงานการพบเครื่องบินลำเลียง MC-130 ซึ่งเป็นเครื่องบินสำหรับหน่วยรบพิเศษจำนวนถึง 9 ลำ เคลื่อนที่มายังฐานทัพในอังกฤษ เครื่องบินเหล่านี้มักใช้ในการแทรกซึมเข้าสู่น่านฟ้าฝ่ายตรงข้ามเพื่อส่งหน่วยรพศ.ลงสู่พื้นที่เป้าหมาย โดยมีการปิดบังหมายเลขหางเครื่องเพื่อป้องกันการติดตาม
มีการวิเคราะห์ว่าทรัมป์อาจใช้หน่วยรบพิเศษกลุ่มเล็กๆ ในภารกิจฉกตัวผู้นำระดับสูงของอิหร่าน คล้ายกับที่เคยทำในเวเนซุเอลา เพื่อบีบให้ระบอบการปกครองล่มสลายจากภายใน แม้ทรัมป์จะเคยวิจารณ์สงครามที่ยืดเยื้อ แต่ในครั้งนี้เขาไม่ได้ปิดโอกาสในการส่งกำลังภาคพื้นดิน
ทรัมป์ระบุว่าการส่งทหารราบเข้าไปจะเป็นทางเลือกก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ดีพอ และหลังจากที่ศัตรูถูกทำลายอย่างหนักจนไม่สามารถรบในระดับภาคพื้นดินได้อีกต่อไป เมื่อถูกสื่อถามว่า "ท่านคิดว่ามีความเป็นไปได้ในการส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปในอิหร่านหรือไม่" ทรัมป์ตอบอย่างระมัดระวังว่า "เรายังไม่ต้องการพูดถึงในตอนนี้ เดี๋ยววันข้างหน้าเราจะได้รู้กัน" เกี่ยวคำพูดนี้เป็นการตอกย้ำว่าแผนการนี้อาจมีอยู่จริง
หนึ่งในปฏิบัติการที่สร้างความตื่นตะลึงมากที่สุดคือการที่กองทัพอากาศอิสราเอลประสบความสำเร็จในการโจมตีกองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 8 ในเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งส่งผลให้เครื่องบินขับไล่สกัดกั้น F-14A Tomcat ของอิหร่านที่เหลืออยู่ทั้งหมดถูกทำลายจนสิ้นซาก
สำหรับอิหร่านถือเป็นประเทศเดียวในโลกนอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาที่มี F-14 Tomcat ใช้งาน โดยจัดซื้อมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าชาห์ก่อนการปฏิวัติอิสลาม เครื่องบินรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาวุธยุคสงครามเย็น แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจสูงสุดของกองทัพอากาศอิหร่าน การสูญเสียฝูงบินนี้ไปจึงเท่ากับการทำลายขวัญและกำลังใจของนักบินอิหร่านอย่างรุนแรงหรือ Symbolic Destruction เพื่อสื่อว่าพวกเขาไม่มีอาวุธใดเหลือไปต่อกรกับเครื่องบินรบที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง F-35 ได้อีกต่อไป
แม้ F-14 จะเป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นเก่าที่ขาดแคลนอะไหล่และคาดว่าบินได้จริงไม่ถึง 20 ลำ แต่ในทางยุทธวิธีมันยังคงมีความอันตรายสูง F-14 มีระบบเรดาร์ที่ตรวจจับได้ไกลและสามารถติดตั้งจรวดฟีนิกซ์ซึ่งเป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่ยิงได้ไกลที่สุดในคลังแสงของอิหร่าน
การทำลาย F-14 ทั้งหมดโดยที่มีเจตนาเข้ามาเกี่ยว คือเพื่อลบภัยคุกคามทางอากาศระยะไกล และทำให้อิหร่านสูญเสียขีดความสามารถในการสกัดกั้นเครื่องบินรบของฝ่ายพันธมิตรที่รุกล้ำน่านฟ้า
เมื่อไม่มี F-14 คอยสกัดกั้น น่านฟ้าของอิหร่านจึงเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับฝูงบินขับไล่ F-35 อิสราเอลและเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่จากเรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 3 ลำ ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่กำลังตรึงกำลังอยู่ สิ่งนี้บีบให้อิหร่านต้องหันไปพึ่งพาเพียงระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินและโดรนกามิกาเซ่ในการตอบโต้แทนการรบด้วยเครื่องบินขับไล่
สงครามอิหร่านนั้นยังคงยืดเยื้อต่อไปในวันที่มีผู้เล่นใหม่เข้ามาคือจีน ส่วนชาวเคิร์ดยังไม่มีวี่แววว่าจะเข้าช่วยรบเมื่อใด ประกอบกับทรัมป์ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีชาวเคิร์ดเข้ามาเกี่ยวในสงครามรอบนี้ ส่วนการรบทั้งทางเรือและทางอากาศยังคงน่าจับตามองไม่ห่างจากประชาชนและสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
René Buschmann Collection
Gerard Helmer
Santiago Blánquez
Alireza Khodakarami
The National Interest
The Jerusalem Post
Simple Flying
The101.world
ThaiPBSNews
M Channel
NWO CHANNEL
Sniper News
PPTV HD 36
Airlinesweek
กรุงเทพธุรกิจ
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา