Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
10 มี.ค. เวลา 09:44 • ธุรกิจ
🛑 "เลย์ออฟในยุค AI"
เมื่อ “งบกำไรขาดทุน” กลายเป็นเครื่องคัดสายพันธุ์ของพนักงาน
ต้นปี 2026 โลกธุรกิจได้เห็นคลื่นการปลดพนักงานระลอกใหม่จากบริษัทเทคโนโลยีและองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมาก ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยอธิบายการตัดสินใจนี้ด้วยคำว่า “AI Efficiency” หรือการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
สำหรับคนทำงาน ภาพที่คุ้นเคยคืออีเมลเชิญประชุมแบบ 1‑on‑1 จากฝ่ายทรัพยากรบุคคล บรรยากาศในออฟฟิศเงียบลงทันที และคำถามที่ลอยอยู่ในหัวของหลายคนคือ
“ทำไมถึงเป็นฉัน?”
คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามเรื่องความสามารถ แต่ในโลกธุรกิจจริง คำตอบมักไม่ได้เกี่ยวกับคำว่า "เก่งหรือไม่เก่งเลย" ในสายตาของคณะผู้บริหาร การตัดสินใจช่วงเลย์ออฟมักถูกมองผ่านเลนส์ของ P&L (Profit & Loss) หรือผลกระทบต่อรายได้และต้นทุนขององค์กร
สิ่งที่ถูกพิจารณาจริงคือ พนักงานคนนี้ “จำเป็นต่ออนาคตของบริษัท” หรือ “เป็นต้นทุนที่สามารถแทนที่ได้”
เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ เราจะเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดบางคนที่ทำงานหนักมากจึงต้องออกจากองค์กร ในขณะที่บางตำแหน่งกลับยังถูกเก็บไว้ และนี่คือ 5 เกณฑ์สำคัญที่องค์กรใช้ประเมินพนักงานในยุค AI
====
📉 1. กับดักของงานที่ AI ทำแทนได้?
ตำแหน่งงานจำนวนมากในอดีตทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางของข้อมูล” เช่น รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เบื้องต้น หรือส่งต่อข้อมูลระหว่างทีม แต่เมื่อเครื่องมือ AI สามารถสรุปข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม และสร้างต้นแบบงานได้ภายในไม่กี่วินาที งานประเภทนี้จึงเริ่มถูกตั้งคำถาม
ในองค์กรไทยจำนวนมาก เราจะเห็นงานลักษณะนี้อยู่ไม่น้อย เช่น
* พนักงานที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงรวบรวมข้อมูลจาก Excel หลายไฟล์เพื่อทำรายงานสรุปให้ผู้บริหาร
* ทีมที่ต้องนั่งทำ PowerPoint สรุปข้อมูลตลาดทุกสัปดาห์จากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
* คนที่ทำหน้าที่รวบรวม Requirement จากหลายฝ่าย แล้วส่งต่อไปยังทีมเทคนิคโดยไม่ได้วิเคราะห์เชิงลึก
* งานเหล่านี้ในอดีตอาจต้องใช้คนจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเครื่องมือ AI สามารถช่วยทำขั้นตอนพื้นฐานเหล่านี้ได้รวดเร็วมาก
ตัวอย่างที่เริ่มเห็นในหลายองค์กรตอนนี้คือ?
* เครื่องมือ AI สามารถช่วยสร้าง wireframe หรือวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เบื้องต้นได้ ทำให้บทบาทบางส่วนของ Product Owner และ UX Designer ในบางองค์กรเริ่มถูกควบรวม
* เครื่องมือ AI Coding สามารถช่วยสร้างและตรวจสอบโค้ดเบื้องต้น ทำให้องค์กรบางแห่งเริ่มตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องมีทีม Developer และ QA ที่ทำงานแยกไซโลเหมือนเดิมหรือไม่?
ลองนึกถึงสถานการณ์ที่พบได้ในองค์กรไทย
* ผู้จัดการฝ่ายหนึ่งขอรายงานยอดขายประจำสัปดาห์ ในอดีตอาจต้องมีพนักงานใช้เวลาครึ่งวันในการดึงข้อมูลจากหลายระบบ แล้วนำมาจัดทำเป็นรายงาน แต่ปัจจุบันเครื่องมือ AI สามารถดึงข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม และสรุปเป็นรายงานภายในไม่กี่นาที
* นั่นทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ใครทำรายงานได้เร็วที่สุด” แต่กลายเป็น "ใครสามารถตีความข้อมูลเหล่านั้น และใช้มันตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีที่สุด?"
ผลลัพธ์คือองค์กรเริ่มมองหาคนที่สามารถ กำกับระบบทั้งกระบวนการ วิเคราะห์ปัญหา และตัดสินใจเชิงธุรกิจ มากกว่าคนที่ทำงานเพียงขั้นตอนเดียว
====
🎯 2. ผลกระทบทางธุรกิจ?
"ในโลกการทำงาน ความขยันไม่ได้เท่ากับคุณค่าเสมอไป"
หลายคนทำงานหนักมาก ประชุมทั้งวัน ส่งงานตลอดเวลา แต่เมื่อผู้บริหารถามคำถามง่ายๆ ว่า "งานที่คุณทำช่วยเพิ่มรายได้ หรือลดต้นทุนของบริษัทเท่าไร?"
"แต่คำตอบในหลายหน่วยงานมักกลับไม่ชัดเจน?"
องค์กรไม่ได้จ่ายเงินเดือนเพื่อซื้อ “ความเหนื่อย” ของพนักงาน แต่ซื้อ ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact) ที่เกิดจากงานนั้น
คนที่สามารถเชื่อมโยงงานของตัวเองเข้ากับตัวเลขรายได้ ต้นทุน หรือการเติบโตของลูกค้าได้ จึงมีแนวโน้มถูกมองว่าเป็นทรัพยากรสำคัญมากกว่า
“ลองดูสถานการณ์ที่พบได้จริงในองค์กรไทย” เมื่อพนักงานจำนวนมากอาจมีตารางประชุมเต็มทั้งวัน เช่น
* ประชุม Sync งานภายในทีม
* ประชุม Update โครงการ
* ประชุมกับ Vendor
* ประชุมรายงานผู้บริหาร
เมื่อรวมกันแล้ววันหนึ่งอาจมีประชุม 5‑6 ชั่วโมง แต่เมื่อถามว่า “การประชุมเหล่านี้ช่วยให้บริษัทขายสินค้าได้มากขึ้น หรือช่วยลดต้นทุนอะไรได้บ้าง?” —> "คำตอบกลับไม่ชัดเจน"
อีกตัวอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยในองค์กรไทย คือการทำโครงการ Feature ใหม่จำนวนมาก เช่น ทีม Product เปิด Feature ใหม่ในแอปพลิเคชันทุกไตรมาส แต่ไม่มีใครวัดจริงๆ ว่า
* ลูกค้าใช้ฟีเจอร์นั้นมากแค่ไหน?
* ฟีเจอร์นั้นช่วยเพิ่มรายได้หรือไม่?
* หรือจริงๆ แล้วไม่มีใครใช้เลย?
ในมุมมองของผู้บริหาร นี่คือสิ่งที่เรียกว่า
"Activity ที่เยอะ แต่ Impact ต่ำ”
ดังนั้นคนที่มีคุณค่ามากขึ้นในองค์กรยุคใหม่ ไม่ใช่คนที่ “ทำงานเยอะที่สุด” แต่คือคนที่สามารถตอบได้ชัดว่า
* งานที่ทำช่วยเพิ่มรายได้กี่เปอร์เซ็นต์?
* ช่วยลดต้นทุนได้เท่าไร?
* หรือช่วยให้ลูกค้าเติบโตขึ้นอย่างไร? เพราะในท้ายที่สุด เวลาที่บริษัทต้องตัดสินใจเรื่องต้นทุน คนที่สามารถเชื่อมโยงงานของตัวเองกับ ตัวเลขธุรกิจจริง ได้ มักเป็นกลุ่มที่องค์กรเลือกเก็บไว้ก่อน
====
🚀 3. ความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก?
ในช่วงที่เศรษฐกิจตึงตัว องค์กรมักกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานว่า "ธุรกิจหลักที่สร้างกระแสเงินสดให้บริษัทคืออะไร?"
* ดังนั้น โครงการที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก หรือเป็นเพียงโครงการทดลอง มักเป็นกลุ่มแรกที่ถูกหยุดงบประมาณ
* พนักงานที่ทำงานในทีมเหล่านั้นจึงมีความเสี่ยงสูงกว่า แม้ว่าผลงานของพวกเขาจะดีเพียงใดก็ตาม
ลองนึกภาพสถานการณ์ที่พบได้บ่อยในองค์กรไทย เช่น
* บริษัทขนาดใหญ่มีการตั้ง "Digital Innovation Team" ขึ้นมาเพื่อทดลองทำโปรเจกต์ใหม่ เช่น แอปพลิเคชันใหม่ แพลตฟอร์มใหม่ หรือบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริหารเริ่มต้องกลับมาดูตัวเลขรายได้จริงของบริษัท
สุดท้ายคำถามสำคัญจะกลายเป็น
* โปรเจกต์นี้สร้างรายได้จริงแล้วหรือยัง?
* ลูกค้าใช้งานจริงมากแค่ไหน?
* หรือยังเป็นเพียงโครงการทดลองที่ยังไม่สร้างกระแสเงินสด?
* หากบริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันด้านกำไร โครงการทดลองเหล่านี้มักเป็นกลุ่มแรกที่ถูกชะลอหรือหยุด
อีกตัวอย่างหนึ่งคือในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายธุรกิจ เช่น บริษัทค้าปลีกที่มีทั้งธุรกิจหน้าร้าน โลจิสติกส์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยในช่วงที่ต้องควบคุมต้นทุน ผู้บริหารมักจะเลือก "ปกป้อง" หน่วยธุรกิจที่สร้างรายได้หลักก่อน เช่น
* ทีมที่ดูแลยอดขายหน้าร้าน
* ทีมที่ดูแลระบบซัพพลายเชน
* ทีมที่เกี่ยวข้องกับรายได้หลักของบริษัท
"ขณะที่ทีมที่ทำงานในโครงการใหม่ที่ยังไม่สร้างรายได้ชัดเจน อาจถูกลดขนาดทีม หรือหยุดโครงการชั่วคราว"
นี่คือเหตุผลที่บางครั้งทีมที่ทำงานเก่งมาก แต่ทำงานในโครงการที่ไม่ใช่แกนหลักของบริษัท ก็ยังต้องถูกลดขนาดทีม เพราะในมุมมองของผู้บริหาร สิ่งที่ต้องปกป้องก่อนคือ ธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดให้บริษัทอยู่รอดได้จริง
====
💰 4. สมการต้นทุนต่อคุณค่า
อีกสมการหนึ่งที่องค์กรใช้พิจารณาคือความคุ้มค่าระหว่าง "ต้นทุนของคน" กับ "คุณค่าที่สร้างให้ธุรกิจ"
ตำแหน่งระดับกลางจำนวนหนึ่งมีต้นทุนเงินเดือนสูง แต่ลักษณะงานยังคงเป็นงานเชิงประสานงาน รายงานผล หรือสรุปข้อมูล มากกว่างานที่สร้างผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์จริง
เมื่อเครื่องมือ AI สามารถช่วยสรุปข้อมูล สร้างรายงาน หรือวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น องค์กรจึงเริ่มตั้งคำถามว่า "จำเป็นต้องมีคนในบทบาทเดิมจำนวนเท่าเดิมหรือไม่?"
ลองดูสถานการณ์ที่พบได้จริงในองค์กรไทย
ในหลายบริษัท เรามักเห็นโครงสร้างองค์กรที่มี "layer" ค่อนข้างมาก เช่น
* Junior ทำข้อมูล
* Senior รวบรวม
* Manager ทำ PowerPoint
* Director เอาไป present ผู้บริหาร
* กระบวนการหนึ่งอาจใช้คน 3‑4 ระดับ เพียงเพื่อแปลงข้อมูลให้เป็นรายงาน
แต่เมื่อเครื่องมือ AI สามารถช่วย
* สรุปข้อมูล
* วิเคราะห์แนวโน้ม
* จนถึงสร้างสไลด์นำเสนอ ได้ภายในไม่กี่นาที
คุณจึงเริ่มได้ยินผู้บริหารเริ่มตั้งคำถามว่า "กระบวนการที่ใช้คนหลายระดับแบบเดิมยังจำเป็นอยู่หรือไม่มากขึ้นเรื่อยๆ?"
อีกสถานการณ์หนึ่งที่เริ่มเห็นบ่อยขึ้น “พนักงานรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องมือ AI คล่อง สามารถทำงานบางอย่างได้เร็วกว่าโครงสร้างทีมแบบเดิม” เช่น
* ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า
* ใช้ AI สรุปรายงาน
* ใช้ AI สร้าง presentation
สิ่งที่ในอดีตอาจต้องใช้ทีมหลายคน ปัจจุบันอาจใช้เพียงคนเดียวที่รู้วิธีใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นทำให้สมการเริ่มเปลี่ยนจาก "ใครมีตำแหน่งสูงกว่า" ไปเป็น
"ใครสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากกว่าต่อหนึ่งต้นทุน"
ดังนั้นในช่วงที่บริษัทต้องควบคุมค่าใช้จ่าย องค์กรจึงมักเลือกเก็บคนที่
* ตัดสินใจเชิงธุรกิจได้
* สร้างผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ได้
* ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพทีมได้ และลดตำแหน่งที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวกลางของกระบวนการ" ลง
====
🧠 5. ความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI
ทักษะที่เริ่มมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพียงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีใหม่ให้เกิดประโยชน์
* องค์กรจำนวนมากเริ่มมองหาคนที่สามารถทำหน้าที่เป็น ผู้กำกับการทำงานของ AI (AI Orchestrator) มากกว่าคนที่ทำงานด้วยตัวเองทั้งหมด
* คนที่สามารถตั้งคำถามกับ AI ตรวจสอบผลลัพธ์ และนำเครื่องมือเหล่านั้นมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของทีม จึงกลายเป็นทรัพยากรสำคัญในองค์กรยุคใหม่
ลองดูตัวอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นจริงในองค์กรไทย
* ในอดีต หากทีมการตลาดต้องการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า อาจต้องใช้ Analyst หลายวันในการดึงข้อมูลจากหลายระบบ แล้วสร้างรายงานให้ผู้บริหารอ่าน
* แต่ปัจจุบัน ผู้จัดการการตลาดบางคนสามารถใช้เครื่องมือ AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า สรุป insight และสร้าง presentation ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
หรือในทีม Product ในอดีตการออกแบบฟีเจอร์ใหม่อาจต้องใช้
* ทีม Product วิเคราะห์ requirement
* ทีม UX ทำ wireframe
* ทีม Data วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้
แต่วันนี้ Product Manager ที่เข้าใจเครื่องมือ AI สามารถใช้ AI ช่วย
* วิเคราะห์ feedback ลูกค้า
* สร้าง wireframe เบื้องต้น
* สรุป insight จากข้อมูลผู้ใช้
* ทำให้การตัดสินใจเกิดขึ้นเร็วขึ้นมาก
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เริ่มเห็นในองค์กรไทยคือผู้จัดการบางคนเริ่มใช้ AI เป็น "ผู้ช่วยส่วนตัว" ในการทำงาน เช่น
* ใช้ AI สรุปประชุม
* ใช้ AI วิเคราะห์เอกสารจำนวนมาก
* ใช้ AI ช่วยร่างแผนธุรกิจ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า AI จะมาแทนคนทั้งหมด แต่หมายความว่า “คนที่ใช้ AI เป็น จะมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ไม่ใช้หลายเท่า”
ดังนั้นในสายตาขององค์กร คนที่มีคุณค่าในยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงคนที่ทำงานเก่งในหน้าที่ของตัวเอง แต่คือคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อ "ขยายพลังของทีม" ได้
====
⚠️ สัญญาณอะไรที่บอกว่าตำแหน่งงานของคุณกำลังอยู่ในโซนเสี่ยง?
แม้องค์กรจะไม่ประกาศตรงๆ แต่ตำแหน่งที่มีความเสี่ยงในยุค AI มักมีลักษณะคล้ายกัน และหลายครั้งเราจะเห็นรูปแบบเหล่านี้ในองค์กรไทยโดยไม่รู้ตัว
1️⃣ งานของคุณเป็นเพียงการรวบรวมและส่งต่อข้อมูล
* เช่น ตำแหน่งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่รวบรวมข้อมูลจากหลายระบบ แล้วนำไปจัดทำรายงานให้ผู้บริหาร หรือการรวม Excel หลายไฟล์เพื่อทำรายงานยอดขาย หรือการรวบรวมข้อมูลจากหลายทีมเพื่อทำสรุปประชุม
* งานลักษณะนี้ AI สามารถช่วยดึงข้อมูลและสรุปให้ได้เร็วมาก
2️⃣ งานส่วนใหญ่สามารถอธิบายเป็นขั้นตอนตายตัว
* เช่น งานที่มี workflow เดิมทุกสัปดาห์ เช่น ทำ report เดิมทุกวันศุกร์ สรุป dashboard เดิมทุกเดือน
* หรือเตรียม slide template เดิมให้ผู้บริหาร งานที่เป็นขั้นตอนซ้ำๆ เหล่านี้มักเป็นกลุ่มแรกที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยทำแทนได้
3️⃣ งานของคุณไม่เชื่อมโยงกับรายได้หรือกำไรของบริษัท
* ตัวอย่างเช่น ทีมที่ทำโครงการใหม่จำนวนมาก แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าโครงการเหล่านั้นช่วยเพิ่มยอดขายหรือช่วยลดต้นทุนบริษัทได้อย่างไร?
* ในช่วงที่องค์กรต้องลดค่าใช้จ่าย งานที่ไม่เชื่อมโยงกับตัวเลขธุรกิจมักถูกตั้งคำถามก่อน
4️⃣ งานของคุณไม่มีผลต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
* บางตำแหน่งทำหน้าที่เพียงจัดเตรียมข้อมูลให้คนอื่นตัดสินใจ เช่น รวบรวมข้อมูลตลาด สรุปข้อมูลลูกค้า หรือจัดทำ presentation แต่ไม่ได้มีบทบาทในการตีความหรือเสนอทางเลือกเชิงธุรกิจ
* คนที่มีบทบาทเพียง "เตรียมข้อมูล" มักถูกแทนที่ได้ง่ายกว่า
5️⃣ เครื่องมือ AI สามารถทำงานในลักษณะเดียวกันได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
* ตัวอย่างเช่น การสรุปรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น การสร้าง presentation หรือการสรุปเอกสารยาวๆ
* ซึ่งในอดีตอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ปัจจุบัน AI สามารถช่วยทำได้ในเวลาไม่กี่นาที
หากตำแหน่งของคุณตรงกับหลายข้อในรายการนี้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังอยู่ในโซนเสี่ยง และอาจถึงเวลาที่ต้องเริ่มพัฒนาบทบาทของตัวเองจาก "คนทำงานตามขั้นตอน" ไปสู่ "คนที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ"
====
🧭 การเปลี่ยนผ่านของบทบาทคนทำงาน
ในหลายอุตสาหกรรม เราเริ่มเห็นวิวัฒนาการของบทบาทคนทำงานเป็นสามช่วง ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและวิธีการทำงานในองค์กร
"Worker → Operator → AI Orchestrator”
“Worker" คือรูปแบบการทำงานแบบดั้งเดิม คนทำงานต้องลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง เช่น นักวิเคราะห์ที่ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายระบบ สร้างรายงานด้วยตนเอง หรือพนักงานที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจัดทำเอกสารและสไลด์นำเสนอ
* ตัวอย่างที่พบได้ในองค์กรไทย เช่น พนักงานใช้เวลาครึ่งวันรวมข้อมูลจาก Excel หลายไฟล์เพื่อทำรายงานให้ผู้บริหาร หรือทีมงานต้องนั่งทำ PowerPoint ทุกสัปดาห์เพื่อสรุปข้อมูลยอดขาย
“Operator" คือคนที่เริ่มใช้เครื่องมือดิจิทัลและระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น การใช้ dashboard อัตโนมัติแทนการรวมข้อมูลเอง หรือใช้เครื่องมือ AI ช่วยสรุปรายงานและสร้าง presentation
ในองค์กรไทยเริ่มเห็นพนักงานรุ่นใหม่ใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยทำงาน เช่น
* ใช้ AI สรุปข้อมูลลูกค้าจากหลายแหล่ง
* ใช้ AI วิเคราะห์ความคิดเห็นลูกค้าจาก social media
* ใช้ AI สร้างสไลด์สรุปรายงานให้ผู้บริหาร
* งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงอาจเสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
แต่ระดับที่เริ่มมีคุณค่ามากขึ้นในองค์กรยุคใหม่คือ
"AI Orchestrator" คือคนที่ไม่ได้เพียงใช้เครื่องมือ แต่สามารถ "กำกับ" การทำงานของเทคโนโลยีและทีมงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้
ตัวอย่างเช่น
* ผู้จัดการที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แล้วนำ insight ไปกำหนดกลยุทธ์การตลาด
* Product Manager ที่ใช้ AI วิเคราะห์ feedback ลูกค้าและข้อมูลการใช้งาน เพื่อตัดสินใจพัฒนาฟีเจอร์ใหม่
* ผู้บริหารที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจจำนวนมาก เพื่อช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้เร็วขึ้น
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้ AI แค่เพื่อทำงานให้เร็วขึ้น แต่ใช้ AI เพื่อ "ตัดสินใจได้ดีขึ้น”
ดังนั้นในตลาดแรงงานยุคใหม่ คนทำงานที่สามารถขยับบทบาทของตัวเองจาก "Worker → Operator → AI Orchestrator" ได้เร็ว จะมีโอกาสสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและอยู่รอดในโลกการทำงานมากกว่า
====
🛡️ คู่มือสำหรับคนที่ “ยังอยู่ในเกม”?
การรอดจากการเลย์ออฟไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะหมดไป หลายครั้งองค์กรเพียงแค่ “เลื่อนการตัดสินใจ” ออกไป หากโครงสร้างธุรกิจยังไม่เปลี่ยน คนทำงานก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันเดิม
“สิ่งที่คนทำงานควรทำคือสร้างความได้เปรียบของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น”
1) เชื่อมโยงงานของตัวเองกับตัวเลขธุรกิจให้ได้"
* ตัวอย่างเช่น หากคุณทำงานด้านการตลาด อย่าเพียงรายงานว่าแคมเปญมี reach เท่าไร แต่ควรตอบได้ว่าแคมเปญนั้นช่วยเพิ่มยอดขาย หรือช่วยลดต้นทุนการได้มาของลูกค้า (Customer Acquisition Cost) ได้มากน้อยเพียงใด
2) เรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI ในสายงานของตัวเอง
* เช่น นักการตลาดใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า นักวิเคราะห์ใช้ AI ช่วยสำรวจข้อมูลจำนวนมาก หรือฝ่ายปฏิบัติการใช้ AI ช่วยคาดการณ์ความต้องการสินค้า สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคุณหลายเท่า
3) สื่อสารคุณค่าของงานกับผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ
* ในหลายองค์กร คนที่ทำงานหนักที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ถูกมองเห็นมากที่สุด หากคุณพัฒนาระบบใหม่ที่ช่วยลดเวลาการทำงานของทีมได้ครึ่งหนึ่ง แต่ไม่มีใครรู้ ผู้บริหารก็อาจไม่เห็นคุณค่าของงานนั้น
ลองสังเกตดูว่าในหลายองค์กร คนที่ถูกมองว่า "ขาดไม่ได้" มักเป็นคนที่สามารถอธิบายให้ผู้บริหารเข้าใจได้ชัดว่า
* งานของเขาช่วยสร้างรายได้อย่างไร?
* งานของเขาช่วยลดต้นทุนอย่างไร?
* หรือช่วยให้ทีมทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร?
ในองค์กรขนาดใหญ่ คนที่เก่งแต่เงียบ มักถูกมองไม่เห็น และในช่วงที่บริษัทต้องตัดสินใจเรื่องต้นทุน การมองไม่เห็นคุณค่าของคุณ อาจเป็นความเสี่ยงมากกว่าความสามารถของคุณเสียอีก
====
🚪 สำหรับคนที่ต้องออกจากองค์กร
"การถูกเลิกจ้างในช่วงปรับโครงสร้างไม่ได้เป็นคำตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง” ในหลายกรณี มันเป็นเพียงการตัดสินใจเชิงโครงสร้างขององค์กรเท่านั้น
ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหลายองค์กรไทย เช่น บริษัทตัดสินใจปิดโครงการดิจิทัลบางตัวที่ยังไม่สร้างรายได้ หรือยุบทีมที่ทำหน้าที่ทำรายงานและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเดิม เพราะองค์กรเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติหรือเครื่องมือ AI มากขึ้น
ในกรณีแบบนี้ พนักงานที่ต้องออกจากบริษัทอาจไม่ได้ทำงานผิดพลาดเลย เพียงแต่ตำแหน่งงานนั้นไม่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจใหม่ขององค์กรอีกต่อไป
ตัวอย่างที่พบ เช่น
* ทีมที่ดูแลระบบเดิมของบริษัท แต่บริษัทตัดสินใจย้ายระบบไปใช้แพลตฟอร์มใหม่
* ทีมที่ทำหน้าที่รวบรวมรายงานจำนวนมาก แต่บริษัทเริ่มใช้ dashboard และระบบอัตโนมัติแทน
* ทีมโครงการทดลองที่ยังไม่สร้างรายได้ เมื่อบริษัทต้องลดค่าใช้จ่าย โครงการเหล่านี้จึงถูกหยุดก่อน
"สิ่งสำคัญในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่การโทษตัวเอง แต่คือการใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนทักษะของตัวเองอย่างจริงจัง"
ตลาดแรงงานยังคงต้องการคนที่สามารถแก้ปัญหาซับซ้อน สื่อสารกับหลายฝ่าย และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ได้ เช่น
* คนที่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ
* คนที่สามารถทำงานข้ามทีมได้ดี
* หรือคนที่สามารถใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
หลายครั้งในเส้นทางอาชีพ การถูกผลักออกจาก Comfort Zone อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ เช่น การย้ายไปทำงานในองค์กรที่เติบโตเร็วกว่า การเปลี่ยนสายงาน หรือการพัฒนาทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการมากกว่าเดิม
สำหรับหลายคน เหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นวิกฤตในวันนี้ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางอาชีพในระยะยาว
====
✨ ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ชื่อบริษัท
วิกฤตเลย์ออฟในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เตือนคนทำงานทั่วโลกว่า
* ความมั่นคงในชื่อบริษัทอาจเป็นเพียงภาพลวงตา
* ในโลกการทำงานที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว สิ่งเดียวที่ปกป้องคนทำงานได้จริงคือ "ทักษะที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการปรับตัว"
เพราะในท้ายที่สุด บริษัทอาจเปลี่ยน กลยุทธ์อาจเปลี่ยน และเทคโนโลยีอาจเปลี่ยน แต่คนที่ยังคงมีคุณค่าในตลาดแรงงาน คือคนที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ไม่ว่าโลกธุรกิจจะเปลี่ยนไปทางไหน
ความมั่นคงของอาชีพไม่ได้อยู่ที่บริษัทที่คุณทำงาน แต่อยู่ที่ “คุณค่าที่คุณสร้างได้” ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม
#วันละเรื่องสองเรื่อง #FutureOfWork #AIinWorkplace #CareerStrategy #CorporateDynamics #ExecutiveMindset
hr_thailand
hrthailand
hr
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย