6 ชั่วโมงที่แล้ว • สุขภาพ

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ดึง "ภาพวิดีโอ" ออกมาจากความรู้สึกนึกคิดของหนูได้สำเร็จ

ใครเคยจินตนาการบ้างครับว่า ถ้าวันหนึ่งเราสามารถบันทึก "ความฝัน" หรือ "ภาพที่เรากำลังมองเห็น" ออกมาเปิดดูย้อนหลังเป็นวิดีโอบนหน้าจอทีวีได้ โลกนี้จะเป็นอย่างไร? ฟังดูเหมือนพล็อตหนังไซไฟข้ามยุคเลยใช่ไหมครับ
2
ในฐานะเภสัชกรที่ทำงานคลุกคลีกับเรื่องของยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ผมมักจะบอกคนไข้เสมอว่า "สมอง" คืออวัยวะที่ซับซ้อนและน่ามหัศจรรย์ที่สุดในร่างกายมนุษย์ การที่เราจะเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไรเพื่อที่จะผลิตยาไปรักษาโรคนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายวงการแพทย์ระดับโลกมาตลอด
แต่ความท้าทายนั้นกำลังถูกปลดล็อกครับ เมื่อมีงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร eLife (ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ปี 2026) รายงานว่า ทีมนักวิจัยจาก University College London (UCL) นำโดย ดร. Joel Bauer สามารถ "สร้างวิดีโอขึ้นมาใหม่ โดยดึงข้อมูลมาจากกิจกรรมในสมองของหนูเพียวๆ" ได้สำเร็จ
ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด... นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าหนูกำลังมองเห็นภาพอะไร โดยไม่ได้ดูที่ตาของหนู แต่ดูจากสัญญาณไฟฟ้าในสมองของมัน เรื่องนี้สนุกและน่าทึ่งมาก ผมจะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าเขาทำได้อย่างไร และมันสำคัญกับวงการแพทย์หรือการพัฒนายาในอนาคตอย่างไรครับ
ที่ผ่านมา ในช่วงหลายปีหลัง มีความพยายามที่จะถอดรหัสว่าสมองของมนุษย์เราแปลงสัญญาณจากดวงตาออกมาเป็นภาพได้อย่างไร วิธีการเดิมคือการให้คนเข้าไปนอนในเครื่องสแกนสมอง (fMRI) แล้วเปิดหนังให้ดู จากนั้นก็พยายามถอดรหัสภาพออกมาทีละพิกเซล แต่วิธีนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องความละเอียดครับ
ดร. Bauer และทีมงานจึงเปลี่ยนแนวทางมาทดลองใน "หนู" แทน เพราะในหนู เราสามารถใช้เทคนิคที่ลึกล้ำกว่านั้นได้ นั่นคือการวัดการทำงานระดับ "เซลล์ประสาทเดี่ยวๆ (Single-cell recordings)" ในสมองส่วนที่รับผิดชอบเรื่องการมองเห็น (Visual Cortex)
พูดง่ายๆ คือ แทนที่จะดูภาพรวมกว้างๆ ทีมวิจัยเจาะลึกลงไปดูเลยว่า เซลล์ประสาทแต่ละตัวมันกำลัง "คุยอะไรกัน" ซึ่งให้ความแม่นยำสูงกว่าเครื่องสแกนของคนมากครับ
เขาดึงภาพออกมาจากสมองหนูได้อย่างไร? (ฉบับเข้าใจง่าย)
ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมติว่าเซลล์ประสาทในสมองหนูคือ "หลอดไฟ" เล็กๆ นับล้านดวง
1
1. เก็บข้อมูล: ทีมวิจัยใช้กล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ ส่องเข้าไปดูระดับแคลเซียมในสมองหนู (แคลเซียมจะพุ่งสูงขึ้นเวลาเซลล์ประสาททำงาน) ทำให้เห็นว่าตอนที่หนูดูวิดีโอ หลอดไฟดวงไหนสว่างขึ้นมาบ้าง
2. ใช้ AI ถอดรหัส: เขาใช้โมเดลคอมพิวเตอร์สุดล้ำ (Dynamic neural encoding model) มาคำนวณ โดยเอาการทำงานของสมองตอนที่หนูมอง "จอเปล่าๆ" มาเทียบกับตอนที่มอง "วิดีโอจริง"
3. สร้างภาพ: คอมพิวเตอร์จะค่อยๆ เติมจุดสี (Pixel) ลงบนจอเปล่าๆ โดยอิงจากพฤติกรรมของหลอดไฟ (เซลล์ประสาท) ในสมองหนู ปรับแก้ไปเรื่อยๆ จนภาพที่สร้างขึ้นมาใหม่ เริ่มหน้าตาเหมือนวิดีโอที่หนูกำลังดูอยู่จริงๆ
ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร?
ทีมวิจัยสามารถสร้างคลิปวิดีโอความยาว 10 วินาทีออกมาได้อย่างมีคุณภาพสูง โดยอาศัยแค่ข้อมูลจากสมองหนูเท่านั้น (หนูดูหนังเรื่องใหม่ที่ระบบไม่เคยเรียนรู้มาก่อนด้วยนะ) พอเอาภาพจริงมาเทียบกับภาพที่สร้างจากสมอง (Reconstruction) พบว่าความคลาดเคลื่อนของเวลาและภาพมีน้อยมากๆ
สิ่งหนึ่งที่ ดร. Bauer สรุปไว้และผมชอบมากๆ คือ เขาบอกว่า "เราไม่ได้มีภาพตัวแทนของโลกที่สมบูรณ์แบบอยู่ในหัวหรอกครับ"
กระบวนการรับภาพของสมองเรา มันมีการ "บิดเบือน" หรือ "ปรุงแต่ง" ข้อมูลอยู่เสมอ ซึ่งการที่ภาพในสมองไม่ตรงกับความเป็นจริงเป๊ะๆ แบบกล้องถ่ายรูปนั้น ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่มันคือคุณสมบัติพิเศษที่สะท้อนว่า จิตใจของเรามีการตีความและเติมแต่งข้อมูลทางประสาทสัมผัสอย่างไร
2
หลายคนอาจจะคิดว่า "อืม... ก็เก่งดีนะ แต่มันเกี่ยวอะไรกับสุขภาพของฉันล่ะ?"
ลองคิดดูนะครับ โรคอย่าง จิตเภท (Schizophrenia) ที่ผู้ป่วยมีอาการหูแว่วหรือเห็นภาพหลอน หรือโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) ที่การรับรู้บิดเบี้ยวไป หากเรามีเทคโนโลยีที่สามารถ "มองเห็น" ได้จริงๆ ว่าสมองของผู้ป่วยกำลังประมวลผลภาพหรือข้อมูลผิดเพี้ยนไปตรงจุดไหน หรือเซลล์ประสาทกลุ่มไหนที่ส่งสัญญาณหลอนขึ้นมา...
การผลิต "ยา" ในอนาคต จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ
แทนที่เราจะให้ยาที่กดการทำงานของสมองในภาพรวม (ซึ่งมักจะตามมาด้วยผลข้างเคียงมากมาย เช่น ง่วงซึม ตัวแข็ง) เราอาจจะสามารถพัฒนายาที่พุ่งเป้า (Targeted Therapy) ไปยังกลุ่มเซลล์ประสาทเฉพาะจุดที่มีการบิดเบือนของข้อมูลได้อย่างแม่นยำ นี่คือเหตุผลที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำแผนที่สมอง (Brain Mapping) เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนายาทางระบบประสาทนั่นเองครับ
1
เทคโนโลยีการสร้างหนังจากสมองหนูในวันนี้ อาจจะดูเป็นก้าวเล็กๆ ในห้องทดลอง แต่มันคือก้าวกระโดดที่สำคัญของมนุษยชาติในการทำความเข้าใจ "ความซับซ้อนของการรับรู้"
1
ถึงแม้ในวันนี้เราจะยังไม่สามารถเอาเครื่องนี้มาเสียบหัวคนแล้วส่องดูความฝันได้ (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดีในแง่ของความเป็นส่วนตัวนะครับ ฮ่าๆ) แต่มันก็ทำให้เราเห็นว่า วิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่ง
คุณล่ะครับ... ถ้าวันหนึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนามาใช้กับมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุณอยากจะลองบันทึกภาพอะไรจากสมองของตัวเองออกมาดูเป็นเรื่องแรก? ลองเก็บไปคิดกันเล่นๆ ดูนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความสุขภาพและเรื่องยาที่น่าสนใจครั้งหน้าครับ
เอกสารอ้างอิง (References):
Bauer, J., et al. (2026). Movie reconstruction from mouse visual cortex activity. eLife. DOI: 10.7554/eLife.105081.3
โฆษณา