11 มี.ค. เวลา 00:09 • ข่าวรอบโลก

[บทบรรณาธิการ] การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง United States กับ Iran

หากมองผ่านกรอบทฤษฎี Realism in International Relations จะพบว่าความขัดแย้งระหว่างสองประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในยุคของ Donald Trump เท่านั้น แต่มีรากฐานยาวนานตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นปรปักษ์ระหว่างสองรัฐอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 จากเหตุการณ์ Iranian Revolution ซึ่งนำโดย Ruhollah Khomeini การปฏิวัติครั้งนี้ล้มล้างระบอบกษัตริย์ของ Mohammad Reza Pahlavi ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นับตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น สหรัฐมองอิหร่านในยุคชาห์ว่าเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงในภูมิภาค เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการคานอำนาจกับสหภาพโซเวียตและควบคุมเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก แต่เมื่อการปฏิวัติอิสลามเกิดขึ้น รัฐบาลใหม่ของอิหร่านประกาศแนวทางต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐและตะวันตกอย่างเปิดเผย
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1979 เมื่อเกิดเหตุการณ์ Iran Hostage Crisis กลุ่มนักศึกษาปฏิวัติในเตหะรานบุกยึดสถานทูตสหรัฐและจับตัวเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกัน 52 คนเป็นตัวประกัน เหตุการณ์ดังกล่าวยืดเยื้อถึง 444 วัน และกลายเป็นวิกฤตการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างรุนแรง สหรัฐตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็เข้าสู่สภาวะเผชิญหน้าเชิงยุทธศาสตร์
ในทศวรรษ 1980 ความขัดแย้งดังกล่าวเชื่อมโยงกับสงครามระหว่าง Iran และ Iraq ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1980 สหรัฐในเวลานั้นให้การสนับสนุนทางอ้อมต่อรัฐบาลอิรักของ Saddam Hussein เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค การแข่งขันอำนาจเช่นนี้สะท้อนแนวคิด Balance of Power ในทฤษฎีเรียลิซึม กล่าวคือ รัฐมหาอำนาจจะสนับสนุนฝ่ายหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจเหนือภูมิภาคมากเกินไป
หลังสิ้นสุดสงครามอิหร่าน–อิรักในปี 1988 ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน ในช่วงทศวรรษ 2000 ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศ สหรัฐและชาติตะวันตกกล่าวหาอิหร่านว่าพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพลังงานพลเรือนเท่านั้น
ความพยายามในการแก้ไขปัญหาทางการทูตนำไปสู่การลงนามข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 ภายใต้รัฐบาลของ Barack Obama ข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสหรัฐ โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมืองที่มองว่าอิหร่านยังคงใช้ทรัพยากรที่ได้จากการผ่อนคลายคว่ำบาตรเพื่อขยายอิทธิพลทางทหารในภูมิภาค
เมื่อ Donald Trump ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 และเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2017 เขาได้ประกาศชัดเจนว่าข้อตกลง JCPOA เป็น “ข้อตกลงที่เลวร้ายที่สุด” ที่สหรัฐเคยทำมา มุมมองนี้สะท้อนแนวคิดเรียลิซึมที่เชื่อว่าการควบคุมอำนาจของรัฐคู่แข่งต้องอาศัยเครื่องมือด้านกำลังและแรงกดดันมากกว่าการพึ่งพาข้อตกลงทางการทูต
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 เมื่อทรัมป์ประกาศถอนสหรัฐออกจาก JCPOA และเริ่มใช้นโยบาย “Maximum Pressure” ต่ออิหร่าน มาตรการดังกล่าวรวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การจำกัดการส่งออกน้ำมัน และการตัดอิหร่านออกจากระบบการเงินโลก ผลกระทบปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงปี 2018–2019 เมื่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงจากประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเหลือต่ำกว่าหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน เศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยและค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 เมื่อเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหลายครั้งในบริเวณ Persian Gulf ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก สหรัฐกล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังและส่งกองกำลังทางทหารเข้าสู่ภูมิภาคเพื่อแสดงศักยภาพด้านกำลัง
เหตุการณ์สำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2020 เมื่อสหรัฐใช้โดรนโจมตีใกล้สนามบิน Baghdad ส่งผลให้ Qasem Soleimani ผู้บัญชาการกองกำลัง Quds Force ของอิหร่านเสียชีวิต โซไลมานีถูกมองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขยายเครือข่ายกองกำลังตัวแทนของอิหร่านในภูมิภาค การสังหารครั้งนี้จึงถูกตีความว่าเป็นความพยายามของสหรัฐในการทำลายโครงสร้างอำนาจของอิหร่านในตะวันออกกลาง
อิหร่านตอบโต้เมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 2020 ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐในอิรัก แม้เหตุการณ์จะไม่ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่สะท้อนยุทธศาสตร์การป้องปรามหรือ Deterrence ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในทฤษฎีเรียลิซึม กล่าวคือ รัฐจะแสดงศักยภาพด้านกำลังเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามยกระดับความขัดแย้งไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ
จนถึงปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง ทั้งสองประเทศยังคงแข่งขันกันผ่านพันธมิตรและกองกำลังตัวแทนในหลายพื้นที่ เช่น ซีเรีย อิรัก เลบานอน และเยเมน
ขณะที่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์และความมั่นคงด้านพลังงานยังคงเป็นประเด็นหลักของการเมืองระหว่างประเทศ กรณีความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงสะท้อนอย่างชัดเจนว่า แม้โลกจะมีสถาบันระหว่างประเทศและกลไกความร่วมมือมากขึ้น แต่ตรรกะของอำนาจและผลประโยชน์แห่งชาติยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเมืองโลกตามแนวคิดของทฤษฎีเรียลิซึม
โฆษณา