11 มี.ค. เวลา 12:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จากแชตบอตสู่อาวุธสงคราม เบื้องหลังสหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีของ Claude โจมตีอิหร่าน

ย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์โลก สงครามมักถูกตัดสินด้วยจำนวนไพร่พล ความกล้าหาญ และความคมของดาบ
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป มนุษย์เรียนรู้ที่จะคิดค้นดินปืน สร้างปืนใหญ่ รถถัง และเครื่องบินรบ เทคโนโลยีเหล่านี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของสมรภูมิไปอย่างสิ้นเชิง
จนกระทั่งโลกได้รู้จักกับระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธทำลายล้างขั้นสุดยอดที่สร้างความหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าเริ่มสงครามขนาดใหญ่
แต่มาวันนี้ อาวุธที่ทรงพลังที่สุดและกำลังจะเปลี่ยนโลกอีกครั้ง อาจไม่ใช่สิ่งที่ระเบิดภูเขาเผากระท่อมได้อีกต่อไป
อาวุธชนิดใหม่นี้ไม่มีตัวตน ไม่มีเสียง ไม่มีควันไฟ แต่มันมีความคิด มันสามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้ในเสี้ยววินาที
และกำลังกลายเป็นผู้ชี้ชะตาในสมรภูมิรบยุคใหม่ สิ่งนั้นคือปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ AI…
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โลกต้องตกตะลึงเมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในประเทศ Iran
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้แตกต่างไปจากทุกครั้งในประวัติศาสตร์ คือผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนกลยุทธ์
มันไม่ใช่นายพลที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน แต่กลับเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี
รายงานลับที่ถูกเปิดเผยออกมาระบุชัดเจนว่า Pentagon หรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ได้ดึงเอาโมเดล AI เข้ามาเป็นมันสมองหลักในปฏิบัติการครั้งนี้
ชื่อของโมเดลตัวนั้นคือ Claude AI ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยสตาร์ตอัปชั้นแนวหน้าของวงการเทคโนโลยีระดับโลกที่มีชื่อว่า Anthropic…
คำถามที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีที่คนทั่วไปใช้เพื่อช่วยเขียนบทความหรือสรุปอีเมล เดินทางไปสู่การเป็นตัวแปรสำคัญในสมรภูมิรบระดับโลกได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาซุ่มเงียบกว้านซื้อและรวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรูปแบบการทำสงครามในยุคหน้า
จุดเริ่มต้นที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2025 เมื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาอนุมัติงบประมาณมหาศาลกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับหน่วยงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของกองทัพ เพื่อผลักดันโครงการนี้อย่างจริงจัง
เป้าหมายหลักคือการนำปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงมาใช้ในการทำสงครามและการวางแผนรบ ทั้งในระดับปฏิบัติการทั่วไป และในเครือข่ายชั้นความลับสูงสุดที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้าถึงโดยเด็ดขาด…
Anthropic กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในแผนการยกระดับกองทัพครั้งนี้
ในช่วงปลายปี 2024 บริษัทได้ตัดสินใจเดินหมากด้วยการจับมือกับยักษ์ใหญ่ในวงการข้อมูลอย่าง Palantir
รวมไปถึงการเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกอย่าง Amazon Web Services การร่วมมือกันครั้งนี้ทำให้โมเดลสุดล้ำอย่าง Claude สามารถเจาะเข้าไปติดตั้งอยู่ในระบบป้องกันประเทศและระบบข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ
ต่อมาในช่วงกลางปี 2025 พวกเขาได้ตอกย้ำความสำเร็จอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวโมเดลรุ่นใหม่ที่ชื่อว่า Claude Gov ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ถูกเขียนคำสั่งมาเพื่อรองรับการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะ
เครื่องมือชิ้นนี้ถูกส่งมอบให้หน่วยงานข่าวกรองและกองทัพนำไปใช้งานจริงอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2025 และมันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ AI ฝังรากลึกในระบบของกองทัพอย่างแยกไม่ออก…
หลายคนอาจจะจินตนาการไปถึงภาพยนตร์ไซไฟ ที่หุ่นยนต์ถือปืนออกไปไล่ยิงคน หรือคอมพิวเตอร์ตัดสินใจกดปุ่มยิงขีปนาวุธล้างโลกด้วยตัวเอง
แต่ในความเป็นจริง บทบาทของเทคโนโลยีเหล่านี้ในปฏิบัติการถล่ม Iran นั้น ลึกล้ำและซับซ้อนกว่านั้นมาก
มันทำหน้าที่เป็นเหมือนสุดยอดเสนาธิการทหารที่ไม่มีวันเหนื่อยล้า
หน้าที่แรกของมันคือการประเมินข่าวกรอง กองทัพสหรัฐอเมริกาใช้โมเดลนี้จัดการกับข้อมูลมหาศาล ทั้งภาพถ่ายความละเอียดสูงจากดาวเทียม ข้อมูลจากการดักฟัง และพิกัดทางภูมิศาสตร์
โมเดล AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดนี้เพื่อประเมินระดับภัยคุกคาม ระบุตำแหน่งที่ซ่อนของกองกำลังศัตรู และวาดภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดออกมาให้ผู้บัญชาการทหารเห็นภาพได้ภายในเวลาไม่กี่นาที…
1
หน้าที่ต่อมาคือกระบวนการระบุเป้าหมาย ในสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและตัวแปรนับพัน
ระบบคอมพิวเตอร์จะเข้ามาทำหน้าที่คัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายที่ควรทำการโจมตีมากที่สุด
มันสามารถตรวจสอบข้อมูลข้ามแหล่งเพื่อยืนยันว่า พิกัดนี้คือศูนย์บัญชาการของผู้นำระดับสูง หรือเป็นเพียงสถานที่ธรรมดาทั่วไป
สิ่งนี้ช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในการโจมตีได้อย่างมหาศาล
และที่สำคัญที่สุดคือ การจำลองสถานการณ์การรบ ก่อนที่กระสุนนัดแรกจะถูกยิงออกไป กองทัพได้ใช้เทคโนโลยีนี้สร้างแบบจำลองของสงครามขึ้นมาล่วงหน้าเพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุด…
มันช่วยคำนวณผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน และคาดการณ์ความเสียหายข้างเคียงที่จะกระทบต่อพลเรือน เพื่อให้การโจมตีบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์โดยเกิดผลกระทบที่ไม่ตั้งใจน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
1
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรายงานยืนยันชัดเจนว่า เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้เหนี่ยวไกปืน มันไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจสั่งฆ่าใครหรือสั่งโจมตีสถานที่ใดโดยที่มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติ
มันทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลระดับพระกาฬที่คอยเสนอทางเลือก
แต่อำนาจชี้ขาดสูงสุดในการทำสงครามยังคงอยู่ในมือของผู้บัญชาการที่เป็นมนุษย์เสมอ
ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีนี้จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นเครื่องมือในฝันที่กองทัพทั่วโลกต้องการ
แต่แล้วจุดแตกหักครั้งใหญ่ก็เดินทางมาถึงอย่างไม่มีใครคาดคิด…
มันคือความขัดแย้งระดับชาติ ระหว่างอุดมการณ์ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และความต้องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของกองทัพ
ก่อนหน้าการโจมตี Iran จะเริ่มขึ้นเพียงไม่นาน คณะบริหารของประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกคำสั่งสายฟ้าแลบ
คำสั่งนั้นคือการแบนห้ามหน่วยงานของรัฐบาลกลางใช้เครื่องมือของ Anthropic โดยเด็ดขาด
ต้นเหตุของเรื่องนี้มาจากข้อพิพาททางสัญญาที่เจรจากันไม่ลงตัวระหว่างกองทัพและผู้พัฒนาเทคโนโลยี
Pentagon ต้องการเรียกร้องสิทธิ์ในการใช้งานระบบได้อย่างอิสระ สำหรับทุกวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการตีความคำว่าทุกวัตถุประสงค์นั้นกว้างขวางมาก
มันอาจรวมถึงการนำระบบไปเชื่อมต่อกับอาวุธสังหารที่ทำงานอัตโนมัติ หรือแม้แต่การนำไปใช้สอดแนมประชาชนภายในประเทศแบบขนานใหญ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก…
แต่จุดยืนของผู้พัฒนาอย่าง Anthropic นั้นชัดเจนและแข็งกร้าวมาตั้งแต่ต้น
พวกเขาภูมิใจและยึดมั่นในกรอบการทำงานที่เรียกว่า “Constitutional AI” หรือ AI ที่มีรัฐธรรมนูญควบคุมพฤติกรรม
โมเดลคอมพิวเตอร์ของพวกเขาถูกฝังคำสั่งทางจริยธรรมไว้ลึกถึงแก่น เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปใช้ในระบบอาวุธร้ายแรงที่ตัดสินใจสังหารชีวิตคนได้เอง และปฏิเสธการสอดแนมประชาชนแบบละเมิดสิทธิมนุษยชน
เมื่อบริษัทเทคโนโลยีปฏิเสธหัวชนฝาที่จะถอดข้อจำกัดทางจริยธรรมเหล่านี้ออก รัฐบาลจึงตอบโต้ด้วยความรุนแรงระดับสูงสุด ด้วยการประกาศให้บริษัทนี้กลายเป็นความเสี่ยงต่อ supplychain ของประเทศ
คำสั่งยุติการใช้งานถูกส่งตรงลงมายังทุกหน่วยงาน กองทัพได้รับเวลาผ่อนผันประมาณหกเดือนในการรื้อถอนระบบอัจฉริยะเหล่านี้ออกจากศูนย์บัญชาการทั้งหมด…
แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสนามรบกลับย้อนแย้งกับคำสั่งทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง
เพราะในขณะที่คำสั่งแบนถูกประกาศออกมา ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในประเทศ Iran ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างดุเดือด
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเทคโนโลยีของ Claude ได้ฝังรากลึกเข้าไปในระบบวิเคราะห์ข่าวกรองและระบบระบุเป้าหมายของกองทัพ จนเกินกว่าที่จะดึงปลั๊กออกได้ในชั่วข้ามคืน
ระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของปฏิบัติการทางทหารระดับสูง
การหยุดชะงักกะทันหันอาจหมายถึงความล้มเหลวของภารกิจและความสูญเสียมหาศาลต่อความมั่นคงของชาติ
กองทัพสหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจก้มหน้าใช้งานระบบนี้ต่อไปในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีในตะวันออกกลางให้ลุล่วงไปได้ตามเป้าหมาย…
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า โครงสร้างทางทหารในปัจจุบันไม่อาจขับเคลื่อนต่อไปได้หากขาดเทคโนโลยี AI และเมื่อบริษัทเจ้าเก่าต้องเดินจากไป ผู้เล่นหน้าใหม่ก็พร้อมจะกระโจนเข้ามาเสียบแทนทันที
ช่องว่างขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งไว้ในกระทรวงกลาโหม กลายเป็นเค้กชิ้นโตที่บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นจ้องตาเป็นมัน OpenAI ผู้สร้างโมเดลเปลี่ยนโลกอย่าง ChatGPT รีบคว้าโอกาสทองนี้ไว้ทันที
พวกเขาบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่เพื่อนำเทคโนโลยีระดับสูง เข้าไปติดตั้งในเครือข่ายชั้นความลับของกองทัพ โดยยอมรับเงื่อนไขการนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้างตามที่กองทัพต้องการ
ทางด้าน Alphabet บริษัทแม่ของยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจินอย่าง Google ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ พวกเขาส่งมอบผลิตภัณฑ์ Gemini for Government ให้กับกองทัพ…
การส่งมอบนี้ดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มของกองทัพที่ชื่อว่า GenAI .mil ซึ่งช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงพลังการประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว
แม้แต่บริษัทเทคโนโลยีล้ำยุคอย่าง xAI ของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล Elon Musk ก็ยังเข้ามาร่วมวง พวกเขานำเสนอชุดเครื่องมือ Grok ให้กองทัพนำไปประยุกต์ใช้งาน
และที่น่าจับตามองที่สุดคือ พวกเขาสามารถเจรจาทำข้อตกลงเพื่อเข้าถึงระบบเครือข่ายชั้นความลับระดับสูงของกองทัพได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองทัพกำลังต้องการระบบทดแทนอย่างเร่งด่วน…
จากเดิมที่เทคโนโลยีของบริษัทเหล่านี้มักจะถูกจำกัดบทบาทให้ทำงานเกี่ยวกับเอกสารทั่วไป หรือวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่มีชั้นความลับ ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ
พวกเขากำลังก้าวเข้ามาควบคุมระบบสมองกลเบื้องหลังปฏิบัติการทางทหารแทนที่ระบบเดิมอย่างเต็มรูปแบบ
สิ่งที่เราเห็นจากความวุ่นวาย ข้อพิพาท และการเปลี่ยนผ่านทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป
ความจริงที่ว่า AI ได้แทรกซึมเข้าสู่กระดูกสันหลังของโครงสร้างทางการทหาร และกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับโลกอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
สงครามในอนาคตจะไม่ใช่แค่การประลองกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่ใช่แค่การแข่งกันสร้างรถถังที่เกราะหนาที่สุด หรือเครื่องบินที่บินได้เร็วที่สุดอีกต่อไป…
แต่มันจะเป็นการแข่งขันกันในสมรภูมิของข้อมูล ข่าวกรอง และการประมวลผล เป็นการวัดกันว่าอัลกอริทึมของชาติใดสามารถคิด วิเคราะห์ คาดเดาสถานการณ์ และวางแผนได้ล้ำลึกกว่ากัน
เรื่องราวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อต้นปี 2026 เป็นเพียงบทนำของมหากาพย์บทใหม่
อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในตอนนี้ไม่ได้ถูกตีขึ้นจากเหล็กกล้า แต่ถูกเขียนขึ้นจากบรรทัดโค้ดคอมพิวเตอร์
จริยธรรมของความเป็นมนุษย์กำลังถูกท้าทายด้วยขีดความสามารถที่ไร้ขีดจำกัดของเทคโนโลยี
และกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของโลกใบนี้กำลังถูกลบและเขียนขึ้นใหม่ในห้องเซิร์ฟเวอร์ที่แสนเงียบงัน
เราคงต้องยอมรับความจริงที่ว่า สมรภูมิรบรูปแบบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมนุษยชาติได้ก้าวเดินข้ามเส้นขอบฟ้า เข้าสู่ “ยุคแห่งสงคราม AI” อย่างเต็มตัว…
References : [wsj, theguardian, apnews, cbsnews, livemint]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา