วันนี้ เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์
ลาว

ประเทศลาว ตอนที่ 4 ช่วงเวลาปั่นป่วน

ถึงแม้หลวงพระบางจะยังปลอดภัยจากการรุกของเวียดมินแต่อย่างน้อยที่สุด จุดนี้เองถือเป็นอีกจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองในลาว โดยความร่วมมือของคณะประเทดลาว นำโดยเจ้าสุภานุวงศ์ กับเวียดมินห์ จึงสามารถใช้พื้นที่ของลาวฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดกับเดียนเบียนฟูได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และคงจะไม่เกินเลยไปหากจะบอกว่า.. ด้วยความร่วมมือของคณะประเทศลาวนี้เอง จึงทำให้กลุ่มเวียดมินห์สามารถเผด็จศึกในยุทธการเดียนเบียนฟูได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งนั่นก็คือ จุดจบยุติบทบาทของฝรั่งเศสในอินโดจีน
ยุทธการเดียนเบียนฟู
หลังสิ้นศึกอินโดจีนในปี 1954(2497) แล้วเวียดนามเองก็ปรารถนาที่จะได้เอกราชและมีเอกภาพในดินแดนของตัวเอง เฉกเช่นราชอาณาจักรลาวเหมือนกัน แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะในสนธิสัญญาเจนีวา ได้มีการแบ่งประเทศเวียดนามออกเป็น 2 ส่วน และนั่นแตกต่างออกไปกับกรณีของลาว ในสนธิสัญญาเจนีวาปีเดียวกันแถมฉบับเดียวกันด้วยเลย
ระบุว่า.. ให้ราชอาณาจักรลาวเป็นเอกราชและมีเอกภาพ คือเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในทางพฤตินัยนั้นพวกเขาก็ยังคงมีหลายฝ่ายอยู่ดังที่ได้กล่าวไป ซึ่งแน่นอนว่าด้วยที่ตั้งของประเทศลาว ทำให้มหาอำนาจคู่ขัดแย้งของสงครามเย็นจับจ้องมองจุดยืนของดินแดนแห่งนี้อยู่เช่นเดียวกัน และเหมือนทุกอย่างจะคลี่คลายไประดับหนึ่ง
ภาพล้อเลียนในวารสารฉบับหนึ่งของไซ่ง่อน เสียดสีการแบ่งแยกเวียดนามโดยมหาอำนาจต่างชาติในการประชุมเจนีวา เทวดาแห่งสันติภาพดูวิตกกังวล ขณะที่หมีรัสเซีย ไก่ฝรั่งเศส สิงโตอังกฤษ และนกอินทรีอเมริกัน ล้อมรอบนกพิราบเวียดนามตัวเล็กๆ ที่นอนอยู่บนโต๊ะ
เพราะว่าหนึ่งปีต่อมา คือปี 1955(2498) เกิดแนวคิดไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ที่เรียกว่า "นอนอะไลน์เมนต์" (Non-Aligned Movement; NAM) และก็มีการประชุมที่บันดุง ประเทศอินโดนีเซีย Bandung Conference ซึ่งตอนนั้นแนวความคิดที่ว่าประเทศขนาดเล็ก~ขนาดกลางที่เกิดใหม่ไม่ต้องเลือกข้าง จึงเรียกว่า "นอนอะไลน์เมนต์" และด้วยแนวคิดนี้เป็นที่แพร่หลายไปในกลุ่มประเทศเกิดใหม่
ซึ่งเจ้าสุวรรณภูมาที่เป็นฝ่ายกลาง ตอนนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงมีความต้องการให้ลาวเป็นประเทศที่เป็นกลางทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา กับสหภาพโซเวียต และที่สำคัญคือ เพื่อที่จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาของลาวโดยสันติ เดี๋ยวเรามาดูกันว่า ตรงนั้นสำคัญอย่างไร
ในแง่การเมืองภายในการสร้างเอกภาพให้แก่ราชอาณาจักรลาว เจ้าสุวรรณภูมา ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ขอให้ประมุขก็คือ พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ อภัยโทษแก่เจ้าเพชรราช ที่เป็นพระเชษฐาของตนเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ลี้ภัยไปประเทศไทย ให้เดินทางกลับมาที่ลาว ถามว่าจะให้ท่านกลับมาทำไมล่ะ?
เจ้าเพชรราช รัตนวงศา (ເພັດຊະລາດ)
ก็เพื่อที่จะให้เจ้าเพชรราชไปเจรจากับเจ้าสุภานุวงศ์ ก็คือฝ่ายซ้าย ซึ่งที่จริงแล้วท่านทั้ง 3 นี้เป็นพี่น้องกัน เพียงแต่ต่างพระมารดา จึงต้องการจะให้พี่ชายเดินทางกลับเข้ามา แล้วก็โน้มน้าวให้น้องชายก็คือเจ้าสุภานุวงศ์นั้นกลับมาอยู่ฝ่ายราชอาณาจักรลาว เพื่อที่จะสร้างรัฐบาลผสม 3 ฝ่าย ก็คือฝ่ายขวา ฝ่ายกลาง และฝ่ายซ้ายนั่นเอง
แม้ในช่วงนั้นทางฝ่ายกองกำลังของคณะประเทศลาว ซึ่งบางคนก็เรียกกันว่า "ลาวแดง" สามารถยึดครองพื้นที่เขตหัวพันได้ แต่อีกด้านหนึ่งในเชิงการเมือง พวกเขาก็ได้ตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับฝ่ายของราชอาณาจักรลาวได้ในปี 1957(2500) และ ณ เวลานั้น กลุ่มคณะประเทดลาวมีการจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ "แนวลาวฮักซาด" เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการเมืองหลักในลาวได้สำเร็จ
ทีนี้เรากลับไปดูที่วอชิงตัน ดี.ซี.กันบ้าง ในช่วงนั้นประมาณทศวรรษที่ 50 สหรัฐอเมริกาเพิ่งจะเสร็จศึกสงครามเกาหลี โดยเป็นยุคของประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ซึ่งแน่นอนว่าไอเซนฮาวร์ ก็มีการเล่นเกมการเมืองต่างประเทศบนกระดานโลก และส่วนหนึ่งที่เขาโฟกัสนั่นก็คือ พื้นที่อินโดจีน ถ้าถามว่า.. ทำไมไอเซนฮาวร์ต้องมองไปที่อินโดจีนด้วยล่ะ??
ประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์
คำตอบง่ายมาก.. เพราะว่าอิทธิพลของคอมมิวนิสต์เริ่มต้นเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่จีนเองที่ได้กลายมาเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 1949(2492) และตามด้วยชัยชนะของเวียดมินห์ในสมรภูมิเดียนเบียนฟูในปี 1954(2497) และช่วงเวลานั้นไอเซนฮาวร์กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดสนิทสนมกับ โง ดินห์ เสี่ยม ประธานาธิบดีแห่งเวียดนามใต้
ทีนี้ก็มาถึงการที่รัฐบาลของราชอาณาจักรลาว ได้มีฝ่ายลาวแดงหรือคณะประเทดลาวเข้าร่วมด้วย แน่นอนว่าย่อมสร้างความกังวลใจให้กับสหรัฐอเมริกา นักการเมืองและนักการทหารฝ่ายขวาของลาวด้วยเช่นกัน ดังนั้นในเดือนสิงหาคม ปี 1958(2501) รัฐบาลผสมนี้ จึงถูกกลุ่มฝ่ายขวาที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐอเมริกา ใช้กลไกในสภาแห่งชาติ
ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลผสมของเจ้าสุวรรณภูมา และได้มีการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายขวา ที่มี “ผุย ชนะนิกร” เป็นนายกรัฐมนตรี และภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งถือว่ามีแบ็คอัพคือ สหรัฐอเมริกา มีความพยายามที่จะปลดอาวุธของฝ่ายคณะประเทศลาว 2 กองพัน ที่ได้เตรียมเข้าร่วมกับกองทัพแห่งชาติ ตามข้อตกลงกับรัฐบาลชุดก่อนหน้าคือ รัฐบาลผสมของเจ้าสุวรรณภูมา แต่ทว่ากำลัง 2 กองพันได้ตีฝ่าวงล้อมของฝ่ายรัฐบาลชุดใหม่ และหนีไปรวมตัวกันที่เวียดนามเหนือได้สำเร็จ
ผุย ชนะนิกร
ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ทำได้แค่เพียงเข้าควบคุมตัวผู้นำฝ่ายลาวแดง หรือคณะประเทดลาวที่อยู่เวียงจันทน์ ในข้อหากระทำความผิดเป็นคอมมิวนิสต์ สรุปคือ แทนที่จะปรองดอง กลับพยายามกดดันกันเอง จนพวกเขาต้องหนีออกไป แล้วก็ไม่ได้ไปไหนไกลนะ กลับไปพึ่งพาฝั่งเวียดนามด้วย เรื่องราวดูแล้วน่าจะยุ่งกันไปใหญ่
1
และในช่วงเดือนตุลาคม ปี 1959(2502) พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ ประมุขของราชอาณาจักรลาว ทรงสวรรคต โดยมกุฎราชกุมารก็คือ เจ้าสว่างวัฒนา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ สืบราชสันตติวงศ์มีพระนามว่า “พระเจ้าศรีสว่างวัฒนา” ซึ่งฝ่ายราชอาณาจักรลาวมีรัฐบาลฝ่ายขวา
แต่ในฝ่ายขวาเองนั้นก็มีหลายกลุ่ม จึงเกิดความวุ่นวายทางการเมืองอยู่หลายครั้ง อีกทั้งยังมีการรัฐประหารก็หลายหนผู้ที่นำการรัฐประหารก็มีหลายคน ล้วนแต่ชื่อคุ้นๆ กันทั้งนั้น เช่น พลตรีภูมี หน่อสวรรค์ จากนั้นก็มีรัฐประหารของร้อยเอก กองแล วีระสาน สลับกันไปมา
ร้อยเอก กองแล วีระสาน
แต่เอาเป็นว่า.. จบสิ้นกันตรงที่พลตรีกองแล ตอนแรกเป็นแค่ร้อยเอก ตอนหลังถูกยกระดับขึ้นเป็นพลตรี ถือว่าเป็นฝ่ายซ้าย และการหลบหนีไปที่เชียงขวางในตอนนั้นได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายซ้ายของลาวก็คือ คณะประเทดลาว หมายความว่า ฝ่ายซ้ายลาวก็ได้พรรคพวกเพิ่มเข้าไปสำหรับการเมืองในส่วนกลาง จนสุดท้าย.. นายกรัฐมนตรีท่ามกลางความวุ่นวายก็กลายเป็นเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัด พูดง่ายๆ ก็คือ เกิดความปั่นป่วนเยอะพอสมควรเลยทีเดียว
เราข้ามมาดูสหรัฐอเมริกากันบ้างในปี 1961(2504) ประธานาธิบดีคนใหม่ นั่นก็คือ จอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายโดยหันมาสนับสนุนลาวให้มีความเป็นกลางเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะได้จำกัดพื้นที่ของกลุ่มคอมมิวนิสต์ และเป็นการย้ำว่าเวียดนามเหนือห้ามใช้ลาวเป็นทางผ่านเข้าสู่เวียดนามใต้อีก
ประธานาธิบดี เคนเนดีเห็นพ้องกับนิกิตา ครุชชอฟ ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายตรงข้ามก็คือ สหภาพโซเวียต ให้ลาวจัดการเจรจา 3 ฝ่าย ที่เรียกกันว่าการประชุม 3 เจ้าลาว คือ เจ้าบุญอุ้ม เจ้าสุวรรณภูมา เจ้าสุภานุวงศ์ (ภาพหน้าปก จากซ้ายไปขวาตามลำดับ)
เจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์
และก็เจ้าทั้ง 3 ท่านนี้แหละ ที่นำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม 3 ฝ่ายอีกครั้งหนึ่งในปี 1962(2505) โดยมีเจ้าสุวรรณภูมา ซึ่งเป็นฝ่ายกลางนั้น ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และก็มีเจ้าสุภานุวงศ์ ซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายลาวแดง แล้วก็พลตรีภูมี หน่อสวรรค์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
ตามมาด้วยการที่ในปีนั้นเอง ได้มีการลงนามในความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยความเป็นกลางของราชอาณาจักรลาว ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้วในเรื่องของความเป็นกลาง สัญญาข้อนี้มีชื่อว่า International Agreement on the Neutrality of Laos 1962(2505) ลงนามในวันที่ 23 กรกฎาคม ปีเดียวกัน และสถาบันกษัตริย์ของราชอาณาจักรลาวได้แสดงบทบาทเป็นผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่
มองดูแล้วความวุ่นวายในประเทศลาวคงไม่จบลงง่ายแน่ๆ เพราะการจัดตั้งรัฐบาลผสม 3 ฝ่ายนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้วแถมไส้ในของแต่ละฝ่ายก็ยังมีกลุ่มเล็ก~กลุ่มน้อยซ้อนอีกหลายชั้นด้วย เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไปติดตามได้ในตอนหน้าครับ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา