15 มี.ค. เวลา 13:36 • ข่าวรอบโลก

จุดจบหรือจุดเริ่ม? เมื่ออิหร่านเปลี่ยนผู้นำท่ามกลางเสียงระเบิด

​การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของ อยาตอลเลาะห์ โมจแทบอ คาเมเนอี ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก ไม่ใช่เพียงเพราะเขาคือทายาทโดยสายเลือดของอดีตผู้นำ แต่เพราะเขาต้องรับไม้ต่อท่ามกลางเสียงระเบิดจากปฏิบัติการ "Epic Fury" ที่สั่นสะเทือนกรุงเตหะราน คำถามสำคัญที่ประชาคมโลกกำลังเฝ้ามองคือ นี่คือจุดจบของระบอบเดิมที่อ่อนแอลง หรือจะเป็นจุดเริ่มของยุคสมัยที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม
​ในมุมของ "จุดจบ" นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าบารมีของตระกูลคาเมเนอีอาจถึงคราวเสื่อมถอย การสูญเสียผู้นำคนก่อนพร้อมสมาชิกครอบครัวในเหตุการณ์โจมตีทางอากาศ ไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลทางใจ แต่ยังทำลายภาพลักษณ์ "ความศักดิ์สิทธิ์และปลอดภัย" ของระบอบการปกครองอิหร่านลงอย่างสิ้นเชิง ความล้มเหลวของระบบป้องกันภัยทางอากาศและการถูกแทรกซึมโดยสายลับ สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกภายในหน่วยงานความมั่นคง
หากโมจแทบอไม่สามารถควบคุมความขัดแย้งระหว่างกลุ่มหัวก้าวหน้าที่ต้องการปฏิรูปกับกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งได้ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายภายในที่จะนำไปสู่จุดจบของสาธารณรัฐอิสลามในรูปแบบที่เราเคยรู้จัก
​ทว่าในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็น "จุดเริ่ม" ของรัฐทหารที่ไร้ขีดจำกัด โมจแทบอมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกองกำลังจารีตปฏิวัติ (IRGC) ยิ่งกว่าบิดาของเขา
การก้าวขึ้นสู่อำนาจของเขาจึงเป็นการส่งสัญญาณว่าอิหร่านจะลดบทบาททางศาสนาลงและเพิ่มบทบาททางทหารขึ้นอย่างเต็มตัว นโยบายแรกที่เขาประกาศคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเปรียบเสมือนการประกาศสงครามเศรษฐกิจกับคนทั้งโลก เพื่อพิสูจน์ว่าเขามีความเด็ดขาดและพร้อมจะล้างแค้นให้แก่ความสูญเสียส่วนตัวและของชาติโดยไม่สนผลกระทบที่จะตามมา
​บทสรุปของสถานการณ์นี้จึงขึ้นอยู่กับว่าโมจแทบอจะเลือกใช้ "อำนาจ" ในมืออย่างไร หากเขาเลือกเส้นทางแห่งการตอบโต้ที่รุนแรง สงครามในปี 2569 นี้จะไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในภูมิภาค แต่จะเป็นจุดเริ่มของระเบียบโลกใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งและวิกฤตพลังงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด ท่ามกลางควันไฟที่ยังไม่จางหาย โลกทำได้เพียงเฝ้ารอว่าผู้นำคนใหม่นี้จะนำพาอิหร่านไปสู่จุดสูงสุดครั้งใหม่ หรือจะกลายเป็นจุดจบที่ถูกฝังอยู่ใต้เศษซากของสงครามครั้งนี้เอง
โฆษณา