18 มี.ค. เวลา 11:00 • ประวัติศาสตร์

🚢Operation passage to freedom

เมื่อ “ศาสนา” เป็นโฆษณาชวนเชื่อทำให้เกิด “แรงจูงใจ” ในการจากบ้านเกิดแดนเหนือ ✝
🤝หลักจากที่ข้อตกลงเจนีวาได้มีการยอมรับและตกลงกันบางประเทศ (โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเวียดมินห์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวคือ การอนุญาตให้พลเรือนเลือกย้ายถิ่นฐานระหว่างเหนือ-ใต้ได้ภายในระยะเวลา 300 วัน ทำให้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเกิดการเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้จำนวนมากกว่า 8 แสนถึง 1 ล้านคน เรียกได้ว่าปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ถือเป็นปฎิบัติการอพยพพลเรือนครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 เลยทีเดียว
📢ในระหว่างที่เริ่มปฎิบัติการดังกล่าว สหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งกองเรือสำหรับการอพยพจากเวียดนามเหนือในครั้งนี้โดยมีชื่อเรียกว่า Task Force 90 (TF-90) พร้อมกับแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อทางจิตวิทยาที่มีชื่อว่า “The Virgin Mary is going South” เพื่อใช้ชักจูงประชาชนเวียดนามผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกให้กลัวคอมมิวนิสต์จนขึ้นสมอง
ซึ่งใช้กลยุทธ์ที่ว่า “พระแม่มารีทรงเสด็จลงใต้แล้ว” หรือ “พระคริสต์ทรงย้ายไปอยู่ฝ่ายใต้” เป็นการสร้างความเกรงกลัวต่อชาวคริสต์ไม่ว่าจะเป็น “พระแม่มารีย์หนีไปทางใต้แล้ว เพราะท่านไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจของปีศาจคอมมิวนิสต์" หรือ "พระเจ้าได้ย้ายไปอยู่ทางใต้แล้ว" หรือใช้ใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อความที่ว่า “ที่นี่จะไม่มีพระเจ้าอีกต่อไป”
💣นอกจากความเชื่อทางศาสนาแล้ว ทางสหรัฐอเมริกาก็ได้ปล่อยข่าวปลอมที่สร้างความหวาดกลัวต่อโดยปล่อยข่าวลือที่ว่า ทางสหรัฐฯ จะเอาระเบิดนิวเคลียร์มาถล่มพวกคอมมิวนิสต์ในเวียดนามเหนือให้สิ้นซาก ถ้าอยากรอดตายให้รีบอพยพลงไปทางใต้ ซึ่งกองเรือสำหรับการอพยพก็ได้จอดทอดสมอรออยู่แล้วที่ท่าเรือไฮฟอง ใกล้กับกรุงฮานอย
⚠️ไม่ใช่ว่าทางฝั่งเวียดนามเหนือจะไม่มีแผนรับมือหรือตอบโต้อะไรกับการกระทำของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ทางรัฐบาลฮานอยก็ได้พยายามขัดขวางหรือตอบโต้การกระทำดังกล่าวเช่นกัน โดยได้มีการตอบโต้แคมเปญทางจิตวิทยาดังกล่าวว่า “พระเจ้าและพระแม่มารีย์ยังคงสถิตอยู่กับผู้ใช้แรงงานในเวียดนามเหนือ" และยังกล่าวหาพวกที่อพยพว่าเป็น “พวกทอดทิ้งพระเจ้า”
👷นอกจากนี้ทางรัฐบาลฮานอยก็ยังใช้ระบบราชการในการเตะถ่วงเรื่องหนังสือเดินทางให้ล่าช้าออกไปและมีขั้นตอนในการทำหนังสือที่ซับซ้อนยุ่งยากขึ้น หรือตั้งเงื่อนไขที่ว่า ถ้าจะอพยพออกไป ต้องยกที่ดินทำกินให้กับทางรัฐแบบฟรี ห้ามขายที่ดินดังกล่าวให้กับทางเอกชนหรือผู้ประกอบการคนอื่น ๆ โดยเด็ดขาด
🚫ประกอบกับการใช้เจ้าหน้าที่ในการตั้งด่านตรวจเพื่อกักคนไม่ให้ไปยังท่าเรือไฮฟอง รวมถึงปล่อยข่าวลือที่ว่า หากไปอยู่ที่ทางใต้แล้วจะโดนจับไปเป็นทาสในไร่ยางพาราให้กับพวกฝรั่งเศส กับบนเรืออพยพของพวกอเมริกันเต็มไปด้วยโรคระบาด และเรื่องยาทำหมันที่พวกอเมริกันใช้สำหรับทำชาวเวียดนามเพื่อลดจำนวนประชากรภายในประเทศ เป็นต้น
🩸และในระหว่างการอพยพนั่นเอง ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่บาดัต (Ba Lat Incident 1954) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กองกำลังเวียดมินห์พยายามสกัดกั้นการอพยพของชาวคริสต์ในพื้นที่จังหวัดนามดิ่ญ (Nam Dinh) และ นิงบิ่ญ (Ninh Binh) โดยผู้ที่โดนจับตัวจะถูกกักตัวไว้ที่ริมชายหาดท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดและขาดแคลนอาหาร เพื่อบีบให้พวกเขายอมแพ้และเดินทางกลับหมู่บ้าน
และในบางครั้งเองก็เกิดสังหารชาวบ้านที่กำลังจะหลบหนีออกไปโดยกองกำลังเวียดมินห์เอง ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้การโฆษณาชวนเชื่อให้กับทางฝั่งอเมริกันและเวียดนามใต้ในการเร่งให้ผู้อพยพตัดสินใจได้เร็วขึ้น และยังกลายเป็นเรื่องอับอายของรัฐบาลเวียดนามเหนือในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
🎉ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จากปฏิบัติการที่บันทึกไว้มีผู้อพยพทั้งหมดดังนี้
🇺🇸ทางเรือ (US Navy): อพยพได้ประมาณ 310,000 คน
🇫🇷ทางเรือ (French Navy): อพยพได้ประมาณ 214,000 คน
✈️ทางอากาศ (Air France/French Air Force): อพยพได้ประมาณ 43,000 คน
🏊หนีมาเอง/เรือประมง: ประมาณ 200,000 - 300,000 คน
‼️ผลจากปฏิบัติการ passage to freedom ทำให้เวียดนามสูญเสียประชากรไปมากถึง 8 แสนคน ซึ่งจำนวนนี้โดยส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศไม่ว่าจะเป็น แรงงานที่มีฝีมือ ข้าราชการที่ได้รับการศึกษาจากฝรั่งเศส และกลุ่มพ่อค้าส่ง ทำให้การอพยพดังกล่าวผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฝ่ายเหนือในช่วงเริ่มต้นสร้างประเทศเป็นอย่างมาก
“Passage to Freedom ไม่ใช่แค่ปฏิบัติการทางมนุษยธรรม... แต่คือการสร้าง 'ประเทศใหม่' จากเศษเสี้ยวของผู้คนที่หนีจากอีกอุดมการณ์หนึ่ง”
#ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามเวียดนาม #เวียดนาม #ลาว #กัมพูชา #สงครามลับในลาว #สงคราม
โฆษณา