เมื่อวาน เวลา 14:06 • ข่าวรอบโลก
สหรัฐอเมริกา

ราคาทองคำร่วง ทองคำกำลังล้มเหลวท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?

ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง อย่างรุนแรงจนหลุดระดับ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ แม้จะมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสาเหตุหลักมาจาก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จนกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อและลดความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
ส่งผลให้ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า
1
และกลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยอย่างทองคำแทนที่จะใช้ตรรกะการป้องกันความเสี่ยงแบบเดิมๆ
ทำไมราคาทองคำถึงลดลงล่ะทั้งๆที่มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์?
1
สาเหตุหลักที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงแม้จะมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง เป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่เข้ามามีบทบาทเหนือกว่าตรรกะการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม
โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ คือ ตรรกะการเพิ่มมูลค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราดอกเบี้ย
ในปัจจุบัน "ตรรกะการป้องกันความเสี่ยง" ไม่ได้ล้มเหลว
แต่มันถูกแทนที่ด้วย "การเพิ่มมูลค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ" และนโยบายอัตราดอกเบี้ย
ณ ตอนนี้ ตลาดได้เปลี่ยนจุดสนใจไปที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสภาพคล่องมหภาคและนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มากกว่าความเสี่ยงทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
ต่อมา คือ ห่วงโซ่ผลกระทบจากราคาน้ำมัน (Oil vs Gold) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น การโจมตีโรงงานพลังงานในอิหร่านและการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ) ส่งผลให้ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
ซึ่งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนี้แบบกลายเป็นปัจจัยลบต่อทองคำผ่านห่วงโซ่
กล่าวคือ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น → เกิดการกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ → กดดันให้ความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยลดลง → ทองคำจึงต้องตกเป็นเหยื่อของสภาพแวดล้อมแบบนี้
1
เมื่อดู อัตราดอกเบี้ยที่สูง และต้นทุนการถือครองที่เพิ่มขึ้น
ตอนนี้ตลาดตระหนักว่า Fed อาจไม่ลดอัตราดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อสู้กับเงินเฟ้ออีกต่อไป
ส่งผลให้ ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น
1
สิ่งนี้ทำให้ต้นทุนในการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นักลงทุนจึงเลือกย้ายเงินทุนเข้าสู่ดอลลาร์แทนในสภาพคล่องที่ตึงตัว ปกติแล้วการปรับตัวลดลงของความคาดหวังเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย
ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงดีดตัวสูงขึ้น
ประกอบกับสภาพคล่องในตลาดที่ตึงตัวขึ้นเนื่องจากความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลง ทั้งหมด......ล้วนเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
แล้วววว อย่างนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และทองคำจะเป็นอย่างไร?
ความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และทองคำในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นห่วงโซ่การส่งผ่านที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า "ราคาน้ำมันหันมาต่อต้านทองคำ" (Oil turns against gold)
ซึ่งขัดกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าทองคำควรจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเกิดความเสี่ยง
โดยสามารถสรุปกลไกความสัมพันธ์ได้คร่าวๆ คือ ราคาน้ำมันครับ. ราคาน้ำมันจะเป็นตัวกระตุ้นเงินเฟ้อ
1
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น การโจมตีโรงงานพลังงาน) ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
ซึ่งปัจจัยนี้จะกระตุ้นความคาดหวังเรื่องอัตราเงินเฟ้อโดยตรง เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตและขนส่งหลัก
เมื่อพูดถึง อัตราเงินเฟ้อกดดันนโยบายการเงินกันบ้าง... เมื่อแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงหรือยืดเยื้อ
ตลาดจะเริ่มกังวลแล้วล่ะว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ย หรืออาจถึงขั้นพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ทั้งหมดจึงกระทบต่อราคาทองคำในที่สุด...
เมื่อความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยลดลง จะส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น
เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย ต้นทุนในการถือครองทองคำจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้นักลงทุนเทขายทองคำและเปลี่ยนไปถือครองดอลลาร์แทน
1
ภาวะเงินเฟ้อ จึงส่งผลเสียต่อทองคำในระยะเวลาต่อมา ในบริบทปัจจุบัน ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังคงสูงและอุปทานพลังงานก็ยังติดขัด
ทองคำจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากนโยบายดอกเบี้ยสูง ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำลดลงสวนทางกับความตึงเครียดทางการเมือง
ในทางกลับกัน หากมีสัญญาณว่าความขัดแย้งคลี่คลายและราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง
1
แรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยคืนความคาดหวังเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย และกลับมาเป็นแรงสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์นี้เป็นเพียง การปรับฐานระยะสั้น ในตลาดกระทิง
เนื่องจากปัจจัยหนุนระยะยาว
อย่างการเข้าซื้อของธนาคารกลางและทิศทางดอกเบี้ยขาลงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้นักลงทุนจะใช้กลยุทธ์ สะสมทองคำเพื่อถือครองระยะยาว
แทนการเก็งกำไรระยะสั้นในช่วงที่ราคามีความผันผวนสูงเช่นนี้
งั้น........คำแนะนำสำหรับนักลงทุนรายย่อยในการถือครองทองคำในระยะยาวคืออะไรในความผันผวนสูงที่เช่นนี้?
1
สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการถือครองทองคำในระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนในปัจจุบัน
ผมเองก็มีคำแนะนำและกลยุทธ์ที่สำคัญๆแบบนี้เช่นกัน...
เริ่มที่ ปรับเปลี่ยนทัศนคติการลงทุน
นักลงทุนควรเปลี่ยนจาก "ความคิดแบบซื้อขายระยะสั้น" (Short-term trading mindset) มาเป็น "ความคิดแบบจัดสรรสินทรัพย์" (Asset allocation mindset)แทน
ต่อมาก็แนะนำให้ใช้กลยุทธ์การลงทุนเป็นระยะๆ โดยใช้กลยุทธ์ "การเข้าซื้อแบบค่อยเป็นค่อยไป" หรือการลงทุนเป็นงวดๆ เมื่อราคาปรับตัวลดลง (Buy the dips) เพื่อสะสมสำหรับการ "ถือครองในระยะยาว"
สำหรับงานนี้แนะนำให้ใช้ สัดส่วนการถือครองที่เหมาะสมแทนครับ
1
ควรรักษาสัดส่วนการถือครองทองคำไว้ที่ประมาณ 5% - 10% ของพอร์ตสินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง
ต่อมา คือการเลือกช่องทางการลงทุนที่เหมาะสม นักลงทุนรายย่อยสามารถเลือกซื้อในรูปแบบของ ทองคำแท่ง หรือ กองทุน ETF
แต่การลงทุนมีความเสี่ยง ....
ข้อควรระวัง คือควรหลีกเลี่ยงการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ (Leverage) หรือการกู้ยืมเงินมาลงทุน เนื่องจากความผันผวนของราคาในระยะสั้นอาจสร้างความเสียหายรุนแรงได้
การถือครองระยะยาวก็น่าสนใจนะครับ
เหตุผลของการถือครองระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการร่วงลงของราคาในช่วงนี้เป็นเพียง "การปรับฐานอย่างรุนแรงภายในตลาดกระทิง" ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางเป็นขาลงถาวร
โดยมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาวคือ แนวโน้มของดอกเบี้ยที่ได้
แม้ปัจจุบันจะมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ทิศทางโดยรวมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในช่วงที่จะต้องกลับสู่การลดอัตราดอกเบี้ยในที่สุด ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง ฐึ่งเป็นผลดีต่อทองคำ
ปัจจัยต่อมา คือแรงซื้อจากธนาคารกลาง การที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องถือเป็นฐานที่แข็งแกร่งให้กับราคาทองคำ
ปัจจัยมูลค่าสินทรัพย์ปลอดภัยก็สำคัญนะครับ
ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันถูกมองว่า "ไม่สามารถย้อนกลับได้" ทำให้ทองคำยังคงมีมูลค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยขั้นสุดท้ายในที่สุด
1
จนแล้วจนรอดการลดลงครั้งนี้เป็นเพียง "การปรับฐานอย่างรุนแรงภายในตลาดกระทิง" มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศทางเป็นขาลงอย่างถาวร
1
เนื่องจากมูลค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยระยะยาวยังคงอยู่
1
และการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นฐานที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อเช่นนี้....
โฆษณา