20 มี.ค. เวลา 13:55 • ประวัติศาสตร์

EP.1 | ถอดรหัส "ปางโหลง": รหัสลับสร้างชาติ และคำสัญญาที่ฉีกเมียนมาเป็นเสี่ยงๆ

เสียงปืนใหญ่ที่ดังก้องข้ามพรมแดนตะวันตก ภาพค่ายผู้อพยพที่แออัด และข่าวการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์... ภาพจำเหล่านี้คุ้นชินในสายตาชาวโลกมานานหลายทศวรรษ
​สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า "ความเกลียดชังและการจับอาวุธเข่นฆ่ากัน เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?"
​คำตอบไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และไม่ได้เริ่มในยุคของ นายพล เน วิน แต่มันถูกซ่อนอยู่ในแผ่นกระดาษไม่กี่หน้าที่ร่างขึ้นกลางหุบเขา เมื่อกว่า 7 ทศวรรษที่แล้ว
​นี่คือเรื่องราวของ "สนธิสัญญาปางโหลง" (Panglong Agreement) จุดเริ่มต้นของความหวัง ที่กลายเป็น "รอยร้าว" ที่ลึกที่สุดในประวัติศาสตร์เมียนมา
รอยปริแตกจากมรดกอาณานิคม
​ย้อนกลับไปในยุคที่เมียนมาตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษ (ค.ศ. 1824 - 1948) เจ้าอาณานิคมได้ใช้นโยบายคลาสสิกที่เรียกว่า "Divide and Rule" (แบ่งแยกและปกครอง) โดยจัดการบริหารแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน:
​พม่าแท้ (Ministerial Burma): พื้นที่ราบลุ่มตอนกลางที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าพุทธ อังกฤษปกครองโดยตรงและวางรากฐานระบบราชการไว้ที่นี่
​พื้นที่ชายขอบ (Frontier Areas): ดินแดนภูเขาสูงรอบนอก ซึ่งเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ไทใหญ่ (ฉาน), คะฉิ่น และ ชิน อังกฤษปล่อยให้เจ้าฟ้าและผู้นำท้องถิ่นปกครองตนเองแบบหลวมๆ โดยแทบไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองในส่วนกลาง
​นโยบายนี้ทำงานของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันทำให้ชาวพม่าแท้และกลุ่มชาติพันธุ์เติบโตมาบนเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ ขาดความรู้สึกของการเป็น "ชาติเดียวกัน" และบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงให้หยั่งรากลึก
​ชายผู้แบกความหวัง: ทำไมต้องเป็น "ออง ซาน"?
​หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสการเรียกร้องเอกราชดังกระหึ่มขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมมหาอำนาจอย่างอังกฤษถึงยอมเจรจากับชายหนุ่มวัยเพียง 32 ปี ที่ชื่อ "นายพล ออง ซาน" (Aung San)?
​คำตอบคือ ออง ซาน ไม่ได้เป็นแค่นักการเมือง แต่เขาคือ "สัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่กุมกำลังรบไว้ในมือ"
​ย้อนไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ออง ซาน คืออดีตแกนนำนักศึกษาที่แอบลักลอบไปฝึกอาวุธและก่อตั้งกลุ่ม "สามสิบสหาย" (Thirty Comrades) ร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น เพื่อนำทัพกลับมาขับไล่อังกฤษ แต่เมื่อเขาตระหนักว่าญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งใจจะมอบเอกราชให้พม่าอย่างแท้จริง ออง ซาน จึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการ "กลับลำ" นำกองทัพพม่าเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร จนสามารถขับไล่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นออกไปได้สำเร็จ
กลุ่มสามสิบสหาย "Thirty Comrades"
​ผลงานนี้ทำให้ ออง ซาน กลายเป็นวีรบุรุษเบอร์หนึ่ง เขามีทั้งกองกำลังทหารที่จงรักภักดี และเป็นผู้นำแนวร่วมทางการเมือง (พรรค AFPFL) ที่มีมวลชนชาวพม่าสนับสนุนอย่างล้นหลาม รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี คลีเมนต์ แอตลี (Clement Attlee) ประเมินแล้วว่า หากไม่ยอมเจรจากับผู้ชายคนนี้ อังกฤษจะต้องเผชิญกับการลุกฮือและสงครามกองโจรที่ไม่มีวันชนะ
​วันที่ 27 มกราคม 1947 อังกฤษจึงจำใจต้องเชิญ ออง ซาน บินลัดฟ้าไปกรุงลอนดอนเพื่อลงนามในข้อตกลงมอบเอกราช แต่ถึงกระนั้น เจ้าอาณานิคมก็ยังทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเพื่อถ่วงเวลา โดยตั้งเงื่อนไขสำคัญไว้ว่า...
27 ม.ค. 1947 สนธิสัญญานู-แอตลี (the Nu-Attlee Agreement) ระหว่าง รัฐบาลสหราชอาณาจักร และรัฐบาลเฉพาะกาลของเมียนมา ณ กรุงลอนดอนฯ ที่กำหนดเงื่อนไขในการที่ประเทศจะได้รับเอกราชจากอังกฤษ
​"การจะมอบเอกราชให้เมียนมา ออง ซาน จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า 'กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายขอบ' ยินยอมที่จะรวมตัวตั้งประเทศเป็นรัฐเอกราชร่วมกับชาวพม่าแท้"
​โจทย์นี้ยากพอๆ กับการเข็นภูเขาลงทะเล เพราะตลอดมาอังกฤษใช้นโยบายแบ่งแยกและปกครอง จนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างหวาดระแวงว่า หากไร้อังกฤษคอยคุ้มครอง พวกเขาจะถูกชาวพม่าแท้กลืนชาติและลิดรอนอำนาจ
​โต๊ะเจรจาแห่งประวัติศาสตร์ ณ "ปางโหลง"
​ออง ซาน ไม่มีทางเลือกอื่น เขาต้องใช้ทั้งบารมี วาทศิลป์ และความจริงใจอย่างถึงที่สุด เพื่อโน้มน้าวผู้นำชาติพันธุ์
​วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1947 ณ เมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า "ปางโหลง" (Panglong) ทางตอนใต้ของรัฐฉาน ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ผู้นำตัวแทนจากกลุ่มชาวฉาน ชาวคะฉิ่น และชาวชิน (ส่วนกลุ่มกะเหรี่ยงส่งเพียงผู้สังเกตการณ์) ได้เดินทางมาร่วมโต๊ะเจรจา
​การหารือเต็มไปด้วยความตึงเครียด กลุ่มชาติพันธุ์ยืนกรานสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของตัวเอง จนกระทั่งในที่สุด ออง ซาน ได้ให้คำมั่นสัญญาที่กลายมาเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการตั้งประเทศ
​วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1947 (ปัจจุบันถูกกำหนดให้เป็นวันสหภาพ หรือ Union Day ของเมียนมา) ตัวแทน 23 คนได้จรดปากกาลงนามใน "สนธิสัญญาปางโหลง" โดยมีสาระสำคัญที่รับประกันว่า:
​พื้นที่ชายขอบจะได้รับ "สิทธิในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ในกิจการภายใน (Full Autonomy)" * และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สัญญาใจที่ตกลงกันไว้ว่า กลุ่มชาติพันธุ์มี "สิทธิในการแยกตัวเป็นอิสระ (Right of Secession)" หากร่วมรัฐกันครบ 10 ปีแล้วรู้สึกว่าไม่สามารถเดินหน้าต่อไปด้วยกันได้
ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ ที่รวมลงนามสนธิสัญญาปางโหลง
​นี่คือชัยชนะทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ออง ซาน เขาสามารถรวมแผ่นดินที่แตกแยกให้กลายเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ เมียนมากำลังจะก้าวเดินไปสู่อนาคตที่สดใส
​แต่ทว่า... หน้าประวัติศาสตร์มักถูกเขียนขึ้นด้วยความตลกร้ายเสมอ
10:37 น. จุดหักเหที่พลิกชะตากรรม
​เพียง 5 เดือนหลังจากการลงนามที่ปางโหลง รอยหมึกบนหน้ากระดาษยังไม่ทันจางหาย
​เช้าวันที่ 19 กรกฎาคม 1947 เวลา 10:37 น. ขณะที่นายพล ออง ซาน และคณะรัฐมนตรีกำลังประชุมกันอยู่ที่อาคารสภาเลขาธิการในกรุงย่างกุ้ง กลุ่มมือปืนสวมเครื่องแบบทหารบุกฝ่าเข้าไป และสาดกระสุนปืนกล ปลิดชีพวีรบุรุษผู้แบกความหวังของคนทั้งชาติ
​ออง ซาน สิ้นใจลงในวัยเพียง 32 ปี ทิ้งให้ประเทศที่กำลังจะเกิดใหม่ตกอยู่ในความโกลาหล
ภาพการประชุมคณะรัฐมนตรี ในปี 1947
อาคารสำนักเลขาธิการในช่วงต้นทศวรรษ 1900
​เมื่อ "ผู้ค้ำประกัน" สัญญาเพียงคนเดียวที่กลุ่มชาติพันธุ์เชื่อใจ ได้ตายจากไป... เกิดอะไรขึ้นกับแผ่นกระดาษที่ชื่อว่า "สนธิสัญญาปางโหลง"?
ขบวนแห่ศพ นายพล ออง ซาน เมื่อ 11 เม.ย. 2491
​ใครคือผู้มารับช่วงต่อ? และเพราะเหตุใด คำสัญญาแห่งเอกราชนี้ จึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นเงื่อนไขที่บีบให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องจับปืน ถอยร่นเข้าป่า และเปิดฉากสงครามกลางเมืองที่ลากยาวมาจนถึงวินาทีนี้?
​ติดตามการไขรหัสความขัดแย้งนี้ต่อได้ใน EP.2: สัญญาที่ถูกฉีกทิ้ง และจุดกำเนิดเสียงปืนที่ไม่เคยดับ
ถ้าชอบเนื้อหาสารคดีประวัติศาสตร์ที่เจาะลึกแบบนี้ ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตามเพจ "ถอดรหัสเมียนมา" เพื่อไม่พลาดตอนต่อไปนะครับ
#เมียนมา #นายพลอองซาน #ประวัติศาสตร์ #การเมืองต่างประเทศ #สารคดี #ถอดรหัสเมียนมา
โฆษณา