21 มี.ค. เวลา 09:43 • ประวัติศาสตร์

​EP.2 | รอยร้าวหลังปางโหลง: สองอุดมการณ์ที่ขนานกัน และปฐมบทสงคราม 78 ปี

19 กรกฎาคม 1947 เวลา 10:37 น. กระสุนปืนกลที่รัวทะลุร่าง "นายพล ออง ซาน" กลางอาคารสภาเลขาธิการ ไม่ได้เพียงปลิดชีพวีรบุรุษผู้รวมชาติ แต่มันได้ทิ้งรอยโหว่ขนาดใหญ่ไว้ใน "สนธิสัญญาปางโหลง"
​เมื่อขาดผู้ค้ำประกันที่เชื่อมประสานทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน ประเทศที่กำลังจะเกิดใหม่จึงต้องเผชิญกับบททดสอบที่ยากที่สุด นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่าง "ความต้องการปกครองตนเอง" ของกลุ่มชาติพันธุ์ และ "ความกลัวประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ" ของรัฐบาลกลาง
​นี่คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม ที่พาทั้งสองฝ่ายเดินไปสู่สมรภูมิที่ยืดเยื้อมาเกือบ 80 ปี... โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็เชื่อว่า ตนเองกำลังทำเพื่อปกป้องแผ่นดิน
​รัฐธรรมนูญ 1947: เมื่อร่มคันเดียว กางไม่พอบังฝนให้ทุกคน
​หลังได้รับเอกราชในปี 1948 ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฝ่ายพลเรือน "อู นุ" (U Nu) รัฐธรรมนูญฉบับแรกได้ถูกนำมาใช้ โดยมี "หมวดที่ 10" ระบุถึง "สิทธิในการแยกตัว (Right of Secession)" ซึ่งอนุญาตให้รัฐของกลุ่มชาติพันธุ์ (เช่น รัฐฉาน และรัฐคะยา) ทำประชามติขอแยกตัวเป็นประเทศอิสระได้ หากอยู่ร่วมกันในสหภาพครบ 10 ปี
อู นุ (U Nu) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่าหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948)
​ในมุมมองของ กลุ่มชาติพันธุ์: นี่คือคำสัญญาแห่งความเท่าเทียม พวกเขาต้องการโครงสร้างแบบ "สหพันธรัฐ (Federalism)" ที่แต่ละรัฐมีอำนาจบริหารจัดการตัวเอง ไม่ถูกแทรกแซง และมีสิทธิเลือกอนาคตของรัฐตนเองตามที่ตกลงกันไว้ที่ปางโหลง
​แต่ในมุมมองของ รัฐบาลกลางและชาวพม่า: รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือความเสี่ยงสูงสุด เมียนมาประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 130 กลุ่ม หากปล่อยให้รัฐใหญ่ๆ แยกตัวออกไปได้ รัฐอื่นๆ ก็จะทำตาม และ "สหภาพเมียนมา" ที่บรรพบุรุษร่วมกันหลั่งเลือดต่อสู้กับอังกฤษและญี่ปุ่นมา จะต้องล่มสลายและถูกแบ่งเค้กจนไม่เหลือชิ้นดี
​ความหวาดระแวงนี้ ทำให้รัฐบาลกลางพยายามรวบอำนาจการบริหารไว้ที่ย่างกุ้ง ซึ่งยิ่งทำให้กลุ่มชาติพันธุ์รู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกผิดสัญญาและถูกลดทอนอำนาจลง
​1958-1962: ฟางเส้นสุดท้าย และจุดแตกหักของสองอุดมการณ์
​เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนครบ 10 ปีตามเงื่อนไข (ราวปี 1958) ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์เริ่มทวงถามถึงสิทธิในการปกครองตนเองและสิทธิในการแยกตัว
​ทว่า สถานการณ์ในย่างกุ้งขณะนั้นเปราะบางอย่างหนัก รัฐบาลพลเรือนของ อู นุ ขาดเสถียรภาพ เผชิญทั้งการก่อกบฏของพรรคคอมมิวนิสต์ (CPB) และความขัดแย้งทางการเมืองภายใน จนต้องเชิญผู้บัญชาการทหารสูงสุด "นายพล เน วิน" (Ne Win) เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลรักษาการชั่วคราว
นายพล เน วิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 29 ต.ค. 1958
​กองทัพเมียนมา หรือ "ทัตมาดอว์" (Tatmadaw) ในยุคนั้น ถูกปลูกฝังอุดมการณ์สูงสุดเพียงข้อเดียวคือ "ต้องรักษาความมั่นคงและเอกภาพของสหภาพไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม" ในปี 1961 ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ นำโดย เจ้าส่วยแต้ก อดีตเจ้าฟ้าแห่งรัฐฉาน ได้จัดการประชุมใหญ่ที่เรียกว่า "Federal Seminar" เพื่อผลักดันให้รัฐบาลแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ระบบสหพันธรัฐอย่างแท้จริง
​ในสายตาของกลุ่มชาติพันธุ์ นี่คือ "การเรียกร้องสิทธิโดยสันติวิธีผ่านกลไกรัฐสภา"
แต่ในสายตาของนายพล เน วิน และกองทัพ นี่คือ "ก้าวแรกของการแบ่งแยกดินแดน" ที่กำลังจะทำให้ประเทศแตกสลาย
​เช้ามืดวันที่ 2 มีนาคม 1962 กองทัพเมียนมาจึงตัดสินใจเลือกใช้ "กำลัง" เพื่อยุติความกลัวนั้น... นายพล เน วิน ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และจับกุมผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์รวมถึงนักการเมืองฝ่ายพลเรือนเข้าเรือนจำ
การรัฐประหารของ นายพลเนวิน เมื่อ 2 มี.ค. ได้รับการรายงานบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ The Guardian เมื่อ 3 มี.ค. 1962
ทหารเมียนมา ในเมืองย่างกุ้ง เมื่อเช้าวันที่ 2 มี.ค. 1962
​สู่ป่าลึก: ปฐมบทสงครามที่ไม่มีใครยอมแพ้
​การรัฐประหารปี 1962 ปิดตายพื้นที่การพูดคุยบนโต๊ะเจรจาอย่างถาวร
​เมื่อความพยายามในการใช้กลไกทางกฎหมายถูกปัดตก ผู้นำและคนหนุ่มสาวจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้ง ชิน, ฉาน, คะฉิ่น และกลุ่มอื่นๆ จึงตัดสินใจถอยร่นเข้าสู่ป่าลึก ก่อตั้ง กองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Armed Organizations - EAOs) เพื่อปกป้องดินแดนและสิทธิของตนเอง สมทบกับกองกำลังกะเหรี่ยง (KNU) ที่จับอาวุธต่อสู้มาตั้งแต่ปี 1949
สงครามกลางเมืองปะทุขึ้นเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพราะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น "ผู้ร้าย" โดยกมลสันดาน
แต่เป็นเพราะความไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรงระหว่าง...
[ความต้องการอิสรภาพและการปกครองตนเอง] ของชนกลุ่มน้อย
ปะทะกับ [ความกลัวประเทศแตกสลาย]
ของกองทัพเมียนมา
​78 ปีผ่านไป เสียงปืนตามแนวชายแดนยังคงดังกึกก้อง รัฐบาลเผด็จการทหารยุคแล้วยุคเล่าพยายามใช้กำลังทหารเพื่อรวมชาติให้เป็นหนึ่ง ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ก็ยืนหยัดต่อสู้เพื่อทวงถามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ที่ปางโหลง
​สนธิสัญญาปางโหลงอาจกลายเป็นเพียงอดีต แต่มันได้ทิ้งบทเรียนราคาแพงไว้ให้ประวัติศาสตร์โลกได้เห็นว่า... ตราบใดที่ความหวาดระแวงยังคงอยู่เหนือความเข้าใจ สันติภาพที่แท้จริงก็ยากที่จะหยั่งรากชูใบได้ในแผ่นดินนี้
หากคุณชอบการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่ให้มุมมองรอบด้านแบบนี้ ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตามเพจ "ถอดรหัสเมียนมา" ไว้ด้วยนะครับ การถอดรหัสประเทศเพื่อนบ้านของเราเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
​#ถอดรหัสเมียนมา #เมียนมา #พม่า #ประวัติศาสตร์ #การเมืองต่างประเทศ #สนธิสัญญาปางโหลง #สงครามกลางเมือง #สารคดี #อาเซียน
โฆษณา