เมื่อวาน เวลา 03:56 • การเมือง

ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก EP.13 รอวันยึดซำแตคืน

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีให้จับตามองว่ากันทุกวัน แม้จะถูกกลบด้วยข่าวน้ำมันหรือแม้กระทั่งสงครามในตะวันออกกลาง แต่ก็ไว้วางใจเล่ห์เหลี่ยมทหารกัมพูชาไม่ได้ เพราะพวกเขาอาจเปิดศึกรอบ 3 กับเราก็ได้ใครจะไปรู้
วันนี้ "ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก" จะขอนำทุกท่านไปดูว่าศักยภาพในการทำสงครามของทหารกัมพูชานั่นมีมากน้อยเพียงใดที่จะรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ แล้วพวกเขาจะทำการรบได้เมื่อใด ถ้าพร้อมแล้วขอเชิญทุกท่านติดตามเนื้อหาต่อไปนี้กันครับ
สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ซำแต จังหวัดศรีสะเกษ กำลังกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อปรากฏหลักฐานใหม่จากการตรวจการณ์ทางอากาศที่ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงชัยภูมิทางการทหารของฝั่งกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมจะยังไม่มีการปะทะรุนแรง แต่ความเคลื่อนไหวใต้พรมแดนกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
พระอาจารย์เยื้อน ขันติพโลมาสำรวจงานสร้างถนนเข้าสู่ฐานปฏิบัติการของทหารไทยที่ซำแต
หลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกค้นพบคือการขุดคูเรตความยาวกว่า 3 กิโลเมตร ลึกเข้าไปจากแนวรั้วลวดหนามประมาณ 1 กิโลเมตร ในพื้นที่ซำแต คูนี้ไม่ได้ถูกขุดขึ้นเพื่อการทำเกษตร แต่มีลักษณะเป็นทางยาวเชื่อมต่อกัน และมีการขุดหลุมวงกลมเป็นระยะเพื่อใช้เป็น ฐานตั้งปืน ค. หรือเครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่
การเลือกพิกัดนี้ไม่ได้แค่เหมาะสมสำหรับการยิงสนับสนุนแนวหน้า หรือยิงขึ้นไปบนพื้นที่สูงข่มของไทยเท่านั้น แต่ยังมีการจัดตั้งหมู่บ้านทหาร ซ่อนตัวอยู่หลังสวนมะม่วงหิมพานต์ เพื่อใช้เป็นจุดรวมพลและที่พักกำลังพลโดยหลบเลี่ยงสายตาจากฝั่งไทย อีกทั้งฮุน เซน ยังมีความหวังว่าจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้มีตึกสูงและสร้างกาสิโนสำหรับเป็นเมืองสแกมเมอร์ตามรอยปอยเปตและที่โอร์เสม็ด
จากการตรวจสอบข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศด้วยโดรนของฝั่งไทยบริเวณพื้นที่ ซำแต จังหวัดศรีสะเกษ ได้ค้นพบหลักฐานใหม่ที่แสดงถึงการเตรียมความพร้อมทางทหารของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นคูยุทธศาสตร์ซึ่งถูกขุดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงประมาณหนึ่งเดือน สำหรับคูดังกล่าวมีความลึกประมาณ 120-150 เซนติเมตร
ถนนที่ซำแตสร้างโดยทหารไทย
ที่นี่มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ยิงปืน ค. และปืนใหญ่ สำหรับ ยิงสนับสนุนจากระยะไกลและเป็นฐานสำหรับส่งทหารกัมพูชาไปโจมตีจุดสูงข่มของทหารไทยเช่น ภูมะเขือ ผามออีแดง หรือแม้กระทั่งพลาญหินแปดก้อน นอกจากนี้ยังตรวจพบชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการตั้งฐานทัพทางทหารและกระสอบทรายเตรียมไว้พร้อมแล้ว
ไม่เพียงเท่านี้โดรนสามารถบันทึกภาพ บ้านพักหลังคาสีน้ำเงิน ซึ่งซ่อนอยู่หลังสวนมะม่วงหิมพานต์ ลึกเข้าไปจากแนวรั้วลวดหนามประมาณ 1 กิโลเมตร พื้นที่นี้ถูกระบุว่าเป็นหมู่บ้านทหารที่ใช้เป็นจุดรวมพลและที่พักกำลังพล โดยมีการนำครอบครัวมาอยู่เพื่ออำพรางว่าเป็นชุมชนเกษตรกรรม แถมยังมีการพบกองเสาหินและเสาปูนเตรียมไว้ในพื้นที่ ซึ่งคาดว่านำมาใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับบังเกอร์หรือป้อมปืนตามแนวคูที่ขุดใหม่
ในวันเดียวกันภาพจากโดรนตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 6 นาย กำลังปฏิบัติหน้าที่ขุดคูและเสริมสร้างความมั่นคงในบริเวณจุดใหม่ที่ตรวจพบ พิกัดที่ตรวจพบนี้อยู่ห่างจากจุดที่เคยมีการปะทะคารมกันบริเวณสระน้ำประมาณ 1 กิโลเมตร ในพื้นที่ตรงนี้นอกจากใช้สำหรับยิงปืนใหญ่และปืนค.แล้วยังใช้การสนับสนุนอาหารและเสบียงขึ้นไปยังพื้นที่สูงของพวกเดียวกัน เช่น เนิน 333 เขาสัตโสม เขาพนมประสิทธิโส พลาญบั้งไฟ ภูผีและปราสาทพระวิหาร
หลักฐานเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้สร้างดินแดนการเกษตร แต่เป็นการดัดแปลงภูมิประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารและการเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะในอนาคตซึ่งทางกองทัพบกไทยโดยทีมฟีนิกซ์ฝูงบินโดรนชั้นเลิศ จากหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินว่าขีดความสามารถในการใช้โดรนของไทยยังคงเหนือกว่ามาก
ถนนสายนี้ใช้สำหรับขนส่งเสบียงและอาวุธให้ทหารไทยที่ซำแต
อดีตทหารพรานในพื้นที่ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า พื้นที่ซำแตเดิมเป็นพื้นที่ทำกินของคนไทย แต่ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชาได้สร้างหมู่บ้านทหารขึ้น โดยทหารทุกนายได้มีการนำครอบครัวมาอยู่อาศัยเพื่อเตรียมทำสงครามเหมือนกับการปะทะ 2 รอบแรกที่ผ่านมา ท่านเล่าว่าหมู่บ้านเหล่านี้จะตั้งอยู่ลึกเข้าไปจากแนวรั้วลวดหนามประมาณ 1 กิโลเมตร โดยซ่อนตัวอยู่หลังสวนมะม่วงหิมพานต์เพื่อไม่ให้ฝั่งไทยสังเกตเห็นได้ง่ายจากพื้นดิน
การขุดคูเรตใหม่ความยาวกว่า 3 กิโลเมตร ทหารพรานดำรง เสนาะวาที อดีตอาสาสมัครทหารพรานค่ายปักธงชัย ที่เคยประจำการที่ซำแต วิเคราะห์ว่าคูนี้มีไว้เพื่อป้องกันการบุกโจมตีจากฝ่ายไทยและใช้ในการเคลื่อนย้ายกำลังพลไปมาได้โดยไม่ถูกตรวจพบ พิกัดการวางปืน ค. หรือเครื่องยิงลูกระเบิด
ทหารพรานดำรงตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายกัมพูชาเลือกขุดหลุมปืน ค. ไว้ในหมู่บ้านทหารซึ่งห่างจากหน้าแนวประมาณ 1 กิโลเมตร เพราะพื้นที่ซำแตเป็นพื้นที่ราบแตกต่างจากที่อื่นในกองทัพภาคที่ 2 ที่เต็มไปด้วยป่าไม้และภูเขาสูง หากตั้งปืนชิดแนวรบเกินไป วิถีกระสุนที่เป็นวิถีโค้งจะข้ามเป้าหมายไปตกด้านหลัง
อดีตทหารพรานที่เคยประจำการในพื้นที่ระบุว่า ในอดีตพื้นที่นี้ไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวร แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะ ฝ่ายกัมพูชาได้เร่งขุดสนามเพลาะและทำบังเกอร์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้เสาปูนและกระสอบทรายเสริมความแข็งแรง อีกทั้งในขณะนี้ทหารกัมพูชาอาศัยช่วงเวลาที่ฝั่งไทยมีการสับเปลี่ยนกำลังพล กลับค่ายทหารที่ เชียงใหม่ ลำปาง ตาก พิษณุโลก หรือแม้กระทั่งค่ายหน่วยรบพิเศษที่ลพบุรี ในการเร่งสร้างและปรับปรุงฐานปืน ค. เหล่านี้
นายทหารชั้นผู้ใหญ่มาตรวจเยี่ยมชีวิตความเป็นอยู่ของทหารบกไทยที่ช่องอานม้า
แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่อดีตทหารพรานและผู้นำชุมชนในพื้นที่ เช่น ผู้ใหญ่บ้านโศกขามป้อม ยังคงประสานงานกับกองทัพภาคที่ 2 เพื่อตรึงกำลังและเฝ้าระวังไม่ให้มีการล้ำเส้นยุทธศาสตร์เข้ามา อดีตทหารพรานท่านนี้ยังให้ความเห็นว่า ฝ่ายไทยไม่ควรประมาท เพราะการขุดคูและตั้งฐานปืนในลักษณะนี้เป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบกได้ให้ข้อมูลผ่านเฟสบุ๊คของท่านและยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยระบุว่าสถานการณ์มีทิศทางที่อาจนำไปสู่ การปะทะรอบที่ 3 ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ เรื่องแรกการสะสมอาวุธ พลโท ธีรนันท์กล่าวว่ากัมพูชาสั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก และมีการส่ง ครูฝึกทหารรับจ้างจากเบลารุสประมาณ 50 นาย เข้ามาฝึกสอนการใช้อาวุธใหม่ให้ทหารกัมพูชาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
อีกทั้ยังมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยว พลโท ธีรนันท์กล่าวเพิ่มเติมว่าการเลือกตั้งของกัมพูชาในปีหน้าเป็นตัวกระตุ้นให้รัฐบาลกัมพูชาอาจต้องการสร้างชัยชนะทางการทหารเพื่อเรียกคะแนนนิยมท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ ท่านคาดการณ์ว่าควรจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหลังสิ้นสุดหน้าฝนหรือประมาณเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการรบมากกว่าช่วงดินโคลน
กาสิโนที่ช่องอานม้าหลังถูกกองทัพอากาศไทยโจมตี
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าการเคลื่อนไหวและการสะสมอาวุธตามข้อมูลจากเจ้ากรมข่าวทหารบกเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ทางข่าวกรอง โดยมีประเด็นสำคัญคือ ความเสี่ยงที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แม้จะมีการประชิดกำลังในหลายพื้นที่ แต่ท่านก็มองว่าสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่ถึงระดับที่น่ากังวลหรือเป็นวิกฤตและขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก
เมื่อท่านพูดถึงเรื่องเส้นยุทธศาสตร์ ท่านกล่าวว่าตราบใดที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ล้ำแนวรั้วลวดหนามหรือเส้นสมมติฐานเข้ามาในเขตไทย กองทัพยังถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวในดินแดนของเขา แต่ทหารไทยยังคงตรึงกำลังเข้มข้นตลอดแนวชายแดน
ทางด้านพลโท พงศกร รอดชมภู หรือเสธ.โหน่ง อดีตรองเลขาธิการสมช. มีมุมมองที่น่าสนใจและค่อนข้างตึงเครียดเกี่ยวกับการเสริมกำลังทหารของกัมพูชา โดยมองว่าสถานการณ์มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การสงครามครั้งใหญ่ ท่านได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวจาก AMARIN TV ว่า "กัมพูชาได้ว่าจ้างทหารรับจ้างหรือครูฝึกจากเบลารุสจำนวนประมาณ 50 นาย เดินทางมาถึงกรุงพนมเปญตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาเพื่อทำหน้าที่ฝึกสอนทหารกัมพูชาในการใช้อาวุธใหม่ๆ ที่สั่งซื้อมาจากยุโรปตะวันออก"
ท่านยังวิเคราะห์วงรอบการฝึกว่าใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ทำให้ทหารกัมพูชามีความพร้อมในการใช้อาวุธเบาในการปะทะได้ทันที ส่วนความพร้อมสำหรับการรบใหญ่ที่ต้องใช้อาวุธหนัก ท่านคาดว่าจะพร้อมในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมซึ่งเป็นช่วงหลังหน้าฝนที่สภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวยมากกว่า
พล.ร.9 มาตรวจเยี่ยมพื้นที่ช่องอานม้าหลังการปะทะ
เสธ.โหน่งมองว่ากัมพูชามีแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการปะทะในสงครามครั้งใหม่เพื่อหวังผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชัยชนะเพื่อคะแนนนิยม เนื่องจากกัมพูชากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและมีแผนการเลือกตั้งในปีหน้า รัฐบาลอาจต้องการสร้างชัยชนะทางการทหาร เช่น การพยายามยิงเครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทยให้ตกสักลำ หรือยิงรถถังไทยในสงครามคันหนึ่งเพื่อประกาศชัยชนะและเรียกความเชื่อมั่นจากคนในประเทศ
กัมพูชาต้องการกดดันให้ไทยเปิดด่านชายแดนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงอาจใช้วิธีการยั่วยุให้เกิดการปะทะก่อน เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการดึงหน่วยงานระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงและบังคับให้มีการเจรจาในเงื่อนไขที่ตนต้องการ อีกทั้งยังมีข้อมูลเรื่องการใช้ โดรนแบบไฟเบอร์ออปติกที่ระบบแจมสัญญาณของไทยอาจใช้ไม่ได้ผล ซึ่งเป็นภัยคุกคามใหม่ที่ไทยต้องเฝ้าระวัง
ในขณะที่กองทัพไทยมีเครื่องบินรบที่มีประสิทธิภาพอย่าง F-16 แต่ฝั่งกัมพูชาไม่สามารถจัดหาเครื่องบินรบยุคใหม่ (Gen 4) ได้ทันเวลาสำหรับการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ส่งผลให้กัมพูชาต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีมาเน้นการใช้ โดรนเป็นอาวุธหลักแทน
ทหารกัมพูชาในการปะทะรอบแรก
กัมพูชาเริ่มสะสมและฝึกฝนการใช้โดรนพลีชีพ (Suicide Drone) และโดรน FPV ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เห็นได้ชัดในสมรภูมิอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อนำมาใช้ทิ้งระเบิดและโจมตีเป้าหมาย สิ่งที่ท่านเสริมช่วงท้ายคือเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกมีรายงานข่าวกรองระบุว่ากัมพูชาอาจใช้โดรนที่ควบคุมผ่านสายไฟเบอร์ออปติก ซึ่งมีข้อได้เปรียบคือ ไม่สามารถใช้ระบบ Jammer ตัดสัญญาณได้ ทำให้ฝั่งไทยจำเป็นต้องเตรียมการใช้โดรนเพื่อล่าโดรนแทน
ในขณะที่กองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินรบที่มีประสิทธิภาพอย่าง F-16 แต่ฝั่งกัมพูชาไม่สามารถจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gen 4 มาสอย F-16 และ Gripen ได้ทันเวลาสำหรับการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ส่งผลให้กัมพูชาต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีมาเน้นการใช้ โดรนเป็นอาวุธหลักแทน มีรายงานจากหน่วยทหารในแนวหน้าว่ากัมพูชาเริ่มสะสมและฝึกฝนการใช้โดรนพลีชีพและโดรน FPV ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เห็นได้ชัดในสมรภูมิอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อนำมาใช้ทิ้งระเบิดและโจมตีเป้าหมาย
พร้อมทั้งมีข้อมูลว่ากัมพูชาจ้างครูฝึกบินโดรนเป็นทหารรับจ้าง เข้ามาฝึกสอนการใช้อาวุธใหม่และเทคโนโลยีทางการทหารตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเรียนรู้บทเรียนจากการปะทะทั้ง 2 รอบในปี 68
ทหารไทยที่ภูมะเขือ
ฝูงบินโดรน PHOENIX เขี้ยวเล็บโดรนพิฆาตของกองทัพบกไทยพร้อมเข้าประจัญบานหากซำแตกลายเป็นพื้นที่สงคราม ด้วยขีดความสามารถที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในการปะทะช่วงเดือนธันวาคม ขีดความสามารถในการโจมตีของฝูงบินโดรนทีมฟีนิกซ์สามารถแบกหัวปลี RPG น้ำหนัก 10 กิโลกรัม หรือ กระสุนปืนค. ครั้งละ 4 ลูก เพื่อบินไปปล่อยลงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ แถมยังถูกขนานนามว่าเป็นโดรนสายแว้นเนื่องจากเป็นโดรน FPV ที่บินได้อย่างรวดเร็วและปราดเปรียว สามารถบินไล่กดดันข้าศึกให้จนมุมได้
ปัจจุบันกองทัพบกไทยมีการผลิตนักบินโดรนมาแล้วถึง 11 รุ่น รวมกว่า 400 นาย ซึ่งมีความชำนาญสูง โดยหัวหน้าทีมฟีนิกซ์ประเมินว่าหากเทียบประสิทธิภาพการทำงานแบบสมบูรณ์ 100% ฝั่งกัมพูชาอาจทำได้เพียง 20% เท่านั้นในขณะนี้ ไม่แน่ว่าสงครามครั้งใหม่ที่ซำแตหากเกิดขึ้นเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นในจังหวัดชายแดนอีสานใต้ จะเป็นการประชันกันด้วยเทคโนโลยีโดรนควบคู่ไปกับการรบแบบดั้งเดิมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
โดยฝั่งไทยอาศัยความได้เปรียบจากประสบการณ์ของทีมฟีนิกซ์และจำนวนนักบินที่เชี่ยวชาญ ในขณะที่กัมพูชาพยายามปรับตัวด้วยการสะสมโดรนและอาวุธใหม่จากยุโรปตะวันออกเพื่อชดเชยการขาดแคลนเครื่องบินรบที่จะไปต่อกรกับ F-16
ฐานปฏิบัติการของทหารไทยที่ซำแต
ทางด้านพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์และความพร้อมของกัมพูชาไว้ว่าการเสริมกำลังพลและอาวุธของกัมพูชาในปัจจุบันมีการเติมกำลังทหารทั้งในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 คือที่ชายแดนสระแก้วและกองทัพภาคที่ 2 คือภาคอีสานตอนล่างพร้อมทั้งมีการเกณฑ์ทหารเพิ่มและสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง พลเอก รังษี มองว่าการยั่วยุที่เกิดขึ้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกดดันให้ไทยเปิดด่านชายแดน เนื่องจากกัมพูชากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก
ท่านประเมินว่าขีดความสามารถของกองทัพไทยยังเหนือกว่ามาก และมองว่าการขุดคูเรตของกัมพูชาที่ซำแตนั้นอาจกลายเป็นหลุมฝังศพของพวกมันเองหากเกิดการปะทะกันจริง หากเกิดการปะทะรอบที่ 3 ท่านเห็นว่าไทยควรจัดการอย่างเด็ดขาดโดยไม่ต้องเจรจา เพื่อยุติภัยคุกคามให้สิ้นสภาพไป
พื้นที่ซำแตในขณะนี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยได้ตามปกติ แต่มีนัยทางการทหาร เพราะที่นี่ถูกสร้างมาสำหรับรอการปะทะในสงครามครั้งหน้า ซึ่งฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังเข้มข้นและเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา สถานการณ์การเสริมกำลังที่ซำแต และพื้นที่อื่นๆตามแนวชายแดนไทยในขณะนี้ ส่อแววจะปะทะหรือไม่ ขอฝากคำถามนี้ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้คิด สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
นอกจากทหารหลักและทหารพรานแล้วยังมีตชด.เดินลาดตระเวนรักษาความเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
Credit บทความและภาพประกอบ
Suparkit Berm
รักษ์ เขาศาลา
มังกร ซ่อนตัว
9001Family กองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๙
กองทัพบก Royal Thai Army
Pichai Phunpuangprai
AMARIN TV
กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 22
เรียบเรียงโดย : นักรบดาวแดง
โฆษณา