25 มี.ค. เวลา 16:44 • ประวัติศาสตร์

จาก “ผ้าของปีศาจ” สู่รันเวย์ระดับโลก: ความลับ 21 ลายทางบนเสื้อคุณ

นี่คือเรื่องราวของ "ลายทางเบรตัน" (Breton Stripes) หรือที่คนฝรั่งเศสเรียกว่า La Marinière แบบจัดเต็มที่อาซิ้มหลงไหลในลายทางเรียบๆ แต่ก็สงสัยมาตลอด ว่าทำไมลายทางนี้ถึงเป็นที่นิยมและอยู่มาหลายยุคสมัยหลายสมัย
ประวัติศาสตร์ “ลายทางเบรตัน” (The History of Breton Stripes)
1. จุดเริ่มต้น: จาก “ผ้าของปีศาจ” สู่ “ชุดกะลาสี”
ยุคกลาง: สัญลักษณ์ที่ต้องอยู่ให้ห่าง
ย้อนกลับไปในอดีต ลายทางไม่ได้มีความหมายด้านแฟชั่นเหมือนทุกวันนี้เลยค่ะ หนังสือ “The Devil's Cloth: A History of Stripes“ ของ Michael Pastoureau (ปี 2001) เปิดเผยว่า เดิมทีลายทางเป็นเสื้อผ้าสำหรับโสเภณี อาชญากร คนบ้า และคนชายขอบของสังคมค่ะ รัฐบาลยุโรปในสมัยนั้นมีคำสั่งให้คนกลุ่มนี้ต้องสวมเครื่องหมาย ”ลายทาง“ เพื่อให้มองเห็นได้ง่ายท่ามกลางฝูงชน ลายทางจึงเป็นสัญญาณเตือนทางสายตาว่า ”คนนี้คือคนนอก... จงระวัง!"
ทำให้อาซิ้มมานึกย้อนดู ก็จริงนะคะ ตอนเรายังเด็กๆมักจะเห็นการ์ตูนวาดรูปนักโทษใส่ชุดลายทางขาว-ดำตลอด จนเป็นภาพจำสำหรับอาซิ้มไปเลยค่ะ ว่าถ้าใส่เสื้อลายนี้จะหมายถึงนักโทษหรือคนไม่ดีค่ะ
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของเสื้อลายทาง เกิดขึ้นในปี 1858
มีข้อกำหนดทางรัฐสภาสั่งให้ 'tricot rayé' (เสื้อถักลายทาง) กลายเป็นเครื่องแบบมาตรฐานของกองทัพเรือในแถบบริตตานี (Brittany) ท่านนายพล Hamelin รัฐมนตรีกระทรวงทหารเรือในขณะนั้น ถึงขั้นเขียนคำสั่งระบุรายละเอียดว่า “ตัวเสื้อต้องประกอบด้วยแถบสีขาว 21 แถบ ซึ่งแต่ละแถบต้องกว้างเป็นสองเท่าของแถบสีน้ำเงินครามที่มีจำนวน 20 ถึง 21 แถบ”
แล้วทำไมต้องมี 21 ลาย?
• ตำนานเล่าว่ายุคนั้นฝรั่งเศสภายใต้ นโปเลียนที่ 3 มีความภาคภูมิใจในแสนยานุภาพทางเรือมาก จึงมีเรื่องเล่าขานว่า จำนวน 21 แถบนั้น สื่อถึงชัยชนะ 21 ครั้งของนโปเลียน โบนาปาร์ต ที่มีเหนือกองทัพเรืออังกฤษค่ะ
• ความจริง ไม่ว่าเหตุผลดั้งเดิมจะเป็นอย่างไร แต่สีที่ตัดกันอย่างชัดเจนของลายทางมีประโยชน์ในทางปฏิบัติมากค่ะ เพราะมันช่วยให้มองเห็นกะลาสีที่ตกเรือในทะเลได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางคลื่นทะเล ต่างจากกองทัพบกที่ต้องเน้นการพรางตัว แต่กลางทะเลหลวง การพรางตัวไม่มีประโยชน์เลยค่ะ
2. ทำไมถึงกลายมาเป็น “แฟชั่นยอดนิยม” ? (The Chanel Effect)
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 เสื้อลายทางเบรตันยังคงถูกมองว่าเป็นชุดทำงานที่เน้นการใช้งานสำหรับคนชายฝั่ง ของชาวประมง
จนกระทั่งปี 1917 หนึ่งในนักท่องเที่ยวที่สังเกตเห็นความเก๋แบบเรียบง่าย (Simple chicness) ของลายทางเบรตันก็คือ Coco Chanel ค่ะ ด้วยแรงบันดาลใจจากเสื้อที่ดูสดใสของชาวประมง Chanel ได้นำ Marinière มาปรับโฉมใหม่ สร้างสรรค์เป็นเสื้อทรงสั้นคล้ายเสื้อคลุม (Smock-like version)
•Chanel นำผ้า Jersey มาปฏิวัติ โดยนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อลายทางทรงหลวม
เธอใช้ลายทางเพื่อปลดปล่อยผู้หญิงออกจากชุดคอร์เซ็ตที่อึดอัด สู่ลุค “Garçonne” ที่ช่วยปลดปล่อยผู้หญิงออกจากการแต่งตัวที่ต้องรัดคอร์เซ็ต อย่างแน่นหนาในยุค Belle Époque
การหยิบยืมดีไซน์จาก Marinière มาใช้ ทำให้ Chanel ได้นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของผู้หญิงที่มีความเป็นอิสระ เสรี ทะมัดทะแมง และไม่จำกัดเพศ (Gender-neutral) เป็นครั้งแรกค่ะ หลังจากนั้นไอคอนระดับโลกอย่าง Pablo Picasso, Marilyn Monroe และ Audrey Hepburn ก็หยิบมาใส่จนกลายเป็นเทรนด์ระดับโลกและยังคงเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบันด้วยค่ะ
3. ทำไมถึงกลายมาเป็น “ปารีเซียนสไตล์” ที่คลาสสิกและควรมีติดตู้?
คนปารีสขึ้นชื่อเรื่องสไตล์ "Effortless Chic" หรือความสวยที่ดูเหมือนไม่ได้พยายาม ซึ่งเสื้อลายทางตอบโจทย์นี้ที่สุดค่ะ:
• Timeless (เหนือกาลเวลา): ลายทางเบรตันไม่เคยตกยุค (Out of fashion) ผ่านมา 100 ปีก็ยังดูทันสมัย
• Versatile (แมตช์ง่าย): ใส่คู่กับยีนส์ก็ได้ หรือใส่ทับด้วย Cardigan เนื้อดีก็ดูหรูหราขึ้นมาทันที
• Gender Neutral: เป็นไอเทมที่ใส่ได้ทุกเพศ ให้ลุคที่ดูสะอาดตา สดชื่นแบบ Nautical อย่างแท้จริง
และดีไซเนอร์สองท่านนี้คือผู้ที่เปลี่ยนจาก "เสื้อกะลาสี" ให้กลายเป็น "งานศิลปะและวัฒนธรรมป๊อป" อย่างแท้จริง
1. Jean-Paul Gaultier: บิดาแห่งลายทางยุคใหม่
ถ้าพูดถึงลายทาง (Marinière) ในยุคปัจจุบัน ทุกคนต้องนึกถึง Gaultier ค่ะ เขาเริ่มนำลายทางมาใช้ในคอลเลกชันตั้งแต่ช่วงต้นยุค 1980 และกลายเป็น "ยูนิฟอร์มประจำตัว" ของเขาเองด้วย
จากความทรงจำในวัยเด็ก Gaultier หลงรักลายทางเพราะคุณแม่ชอบจับเขาแต่งตัวด้วยเสื้อถักกะลาสีตั้งแต่เด็ก
เขาไม่ได้แค่ทำเสื้อยืด แต่เขานำลายทางไปทำทุกอย่าง ตั้งแต่ชุดราตรีปักคริสตัล, ชุดซีทรู, ไปจนถึงการใช้ขนนกและลูกปัดมาประดับบนลายทาง
สิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกจำลายทางของเขาได้มากที่สุดคือ ขวดน้ำหอม "Le Male" (รูปตัวผู้ชายสวมเสื้อกะลาสี) และการออกแบบชุดให้ Madonna ในทัวร์ Blond Ambition ปี 1990 ซึ่งช่วยส่งต่อลายทางนี้ไปสู่สายตาคนทั่วโลก จากเป็นไอคอนระดับโลกค่ะ
2. Karl Lagerfeld: เมื่อลายทางไปอยู่ในสนามฟุตบอล
สำหรับ "ปู่คาร์ล" แห่ง Chanel เขาไม่ได้แค่รักษาต้นตำรับของ Coco Chanel ไว้เท่านั้น แต่เขายังนำลายทางไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงค่ะ
Marinière บนสนามบอล: ในปี 2011 เมื่อ Nike เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้ทีมชาติฝรั่งเศส Karl Lagerfeld ได้ร่วมออกแบบชุดเยือน (Away Kit) โดยใช้ ลายทางเบรตัน มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก
ชุดบอลชุดนี้ทำจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลและคอตตอนออร์แกนิก ตัว Karl เองยังเป็นคนถ่ายภาพโปรโมตแคมเปญนี้ด้วยตัวเอง ทำให้ชุดกีฬาชุดนี้กลายเป็นหนึ่งในชุดบอลที่ "แฟชั่นที่สุดในโลก" และเป็นของสะสมที่หายากในปัจจุบันไปแล้วค่ะ
อาซิ้มว่ามันน่าทึ่งจริงๆนะคะ... จากเสื้อที่กะลาสีใส่เพื่อให้คนมองเห็นเวลาตกเรือ หรือชุดของโสเภนี นักโทษ จะกลายมาเป็นขวดน้ำหอมสุดเซ็กซี่ของ Gaultier และไปไกลถึงขั้นเป็นชุดแข่งของนักบอลทีมชาติฝรั่งเศสโดยฝีมือ Karl Lagerfeld
นี่แหละค่ะคือพลังของดีไซน์ที่คลาสสิก ซึ่งต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน หรือจะถูกนำไปวางไว้ในบริบทไหนก็ตาม แต่ลายทางเบรตันก็ยังดู “เท่” และมีเสน่ห์อยู่เสมอ ไม่เคยล้าสมัยหรือตกยุคเลยค่ะ
อาซิ้มเองก็เป็นสาวกของลายทางเหมือนกันค่ะพอแอบไปค้นดู ในตู้เสื้อผ้าของอาซิ้มก็มีลายทางอยู่หลายชิ้นทีเดียวนะ บางทีคิดอะไรไม่ออก ก็หยิบเสื้อลายทางนี่แหละค่ะ เพื่อนๆหล่ะค่ะ มีเสื้อลายทางในตู้บ้างไหม ?
Reference : History of Breton Stripes & Striped T-Shirts
: France's Striped Shirt and Beret: Origins of a Stereotype
โฆษณา