Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
27 มี.ค. เวลา 04:11 • ประวัติศาสตร์
รัชกาลที่ 10 พระเจ้าแผ่นดินในบทบาทนักบิน
ถวายบังคมจอมราชา
พระบุญญาเกริกฟ้าไกล
ธ ทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร
ศูนย์รวมใจชาวไทยสมัครสมาน
ถวายพระพรองค์ราชินี
คู่บารมีองค์ราชัน
ขอพระองค์ทรงเกษมสำราญ
งามตระการเคียงขัตติยะไทย
อุ่นไอจากฟ้าเรืองรอง
แสงทองส่องมา ไพร่ฟ้าต่างสดใส
มหาราชา ราชินี มิ่งขวัญปวงชนชาวไทย
เทิดไท้พระภูวไนย ถวายใจสดุดี
เพลงสดุดีจอมราชา (ฉบับปรับปรุงล่าสุด)
"ประเทศชาติจะเป็นปึกแผ่นมั่นคงได้ ก็ด้วยคนไทยทุกหมู่เหล่าพร้อมเพรียงกันปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยมีอุดมคติและจุดมุ่งหมาย อย่างเดียวกัน คือ ประโยชน์สุขของทุกคนในชาติ ข้าพเจ้าจึงยินดีมาก ที่ได้เห็นความพร้อมเพรียงของทหารและตำรวจในวันนี้ ทั้งได้ฟังคำปฏิญาณ แสดงความจงรักภักดี และเจตนาอันแน่วแน่ ที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน"
ข้อความตอนหนึ่งจากพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ก็มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังเนื่องในโอกาสวันที่ระลึกกองทัพอากาศ วันที่ 27 มีนาคม.ศ.2569 บทความนี้หากมีข้อความใดใช้คำราชาศัพท์ผิดพลาด ผู้เขียนก็ต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านมา ณ ที่นี้ สำหรับบทความที่จัดทำขึ้นนี้เพื่อเป็นการร่วมรำลึกถึงบุคคล อากาศยาน วีรกรรม หรือเรื่องน่ารู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อ FC กองทัพไทยทุกท่าน
ในโลกนี้จะมีสักกี่ประเทศที่พระราชาทรงขับเครื่องบิน ในโลกนี้จะมีสักกี่ประเทศที่พระราชาทรงมีชั่วโมงบินมากที่สุด ในโลกนี้จะมีสักกี่ประเทศที่พระราชาทรงเป็นครูการบิน ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ กองทัพอากาศไทยไม่ได้มีแค่ F-16 และ Gripen แต่ยังมีนักบินรบฝีมือดีที่ไม่ชำนาญแค่การบังคับเครื่องบินขับไล่ F-5 เข้าสู่สมรภูมิ แต่พระองค์ยังทรงทำการบินเครื่องบินโดยสาร Boeing 737 ที่กองทัพอากาศถวายให้เป็นเครื่องบินพระที่นั่งด้วย
สำหรับเรื่องราวของกษัตริย์นักบินที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เรียกได้ว่าเนื้อหาครบรสเมื่อทุกท่านได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ แม้พระองค์จะทรงมีสถานะเป็นพระมหากษัตริย์ แต่ชีวิตก็มิได้อยู่ในพระราชวัง พระองค์ทรงทำการศึกแบบมิเกรงกลัวอันตรายจากข้าศึก เฉกเช่นพระมหากษัตริย์ในสมัยก่อนที่ปกป้องเอกราชและอธิปไตยของไทยด้วยพระองค์เอง นี่คือเรื่องเล่าสุดประทับใจในวันนี้
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 พระองค์มิใช่แค่ผู้ทรงสืบราชสันตติวงศ์ในรางวงศ์จักรี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่าปฐมกษัตริย์นักบินแห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการบินอย่างรอบด้าน ทั้งในฐานะนักบินขับไล่ นักบินอากาศยานปีกหมุน และนักบินพาณิชย์ ซึ่งทรงใช้ทักษะเหล่านี้ทั้งในการป้องกันประเทศและงานด้านการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยด้านการทหารมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยในปี พ.ศ. 2512 ขณะยังทรงมีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เข้าร่วมการฝึกทักษิณ 12 ของกองทัพเรือ และทรงเป็นพระองค์แรกที่นำทหารนาวิกโยธินยกพลขึ้นบก ณ หาดบ้านทอน จังหวัดนราธิวาส
พระองค์ทรงเริ่มรับการศึกษาด้านการทหารระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2513 จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน และสำเร็จการศึกษาปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต ด้านการทหารจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ในปี พ.ศ. 2519 นอกจากนี้ยังทรงเข้าฝึกหลักสูตรพิเศษ เช่น การทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรการลาดตระเวน และหลักสูตรส่งทางอากาศ
ทรงเริ่มสะสมประสบการณ์การบินจากอากาศยานหลายรูปแบบ เริ่มจากเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ UH-1H, UH-1N และ UH-1S ของกองทัพบกไทยในช่วงปี พ.ศ. 2522-2523 จากนั้นทรงเข้ารับการฝึกบินเครื่องบินปีกตรึงโดยเริ่มจากเครื่องบินฝึกไอพ่นแบบ T-37 และ T-33 ของกองทัพอากาศตามลำดับ ก่อนที่ในช่วงปี พ.ศ. 2525-2526 พระองค์ทรงเข้าฝึกหลักสูตรการบินขับไล่พื้นฐานและหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นสูงกับเครื่องบินขับไล่ไอพ่นแบบ F-5E/F Tiger II ณ ฐานทัพอากาศวิลเลียม รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา
พระองค์ทรงมีชั่วโมงบินเฉพาะสำหรับเครื่องบินแบบ F-5 มากกว่า 2,800 ชั่วโมง ซึ่งคือตัวเลขนี้คือตัวเลขที่สูงมากและทำได้ยากยิ่งในการบิน แต่สำหรับพระเจ้าแผ่นดินในบทบาทนักบินขับไล่แห่งกองทัพอากาศไทยมันคือประสบการณ์ที่ดีจากการขึ้นบินปกป้องน่านฟ้าไทยและการทรงเป็นพระอาจารย์ผู้ถ่ายประสิทธิ์ประสาทวิชาแก่นักบินขับไล่รุ่นใหม่ที่ทรงฝึกทบทวนและปฏิบัติภารกิจร่มกับพระองค์อย่างต่อเนื่อง
ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2530 พระองค์ทรงชนะเลิศการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และทรงได้รับเครื่องหมายความสามารถในการใช้อาวุธทางอากาศชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด ทั้งด้านการระเบิด จรวด และปืนใหญ่จากกองทัพอากาศ
ในช่วงสงครามเย็นพระองค์ทรงนำเครื่องบินรบคู่พระทัย F-5E ขึ้นบินปฏิบัติภารกิจอย่างดุเดือดในสมรภูมิสำคัญหลายแห่งหนึ่งในนั้นคือสงครามช่องบก แม้จะไม่มีการบันทึกถึงรายละเอียดของภารกิจ แต่เหตุการณ์นี้ยืนยันได้ว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้านักบินขับไล่ที่ทรงออกศึกในสนามรบดุจพระมหากษัตริย์ที่ประทับบนหลังช้างในปรวัติศาสตร์ นี่เป็นครั้งหนึ่งพระองค์ทรงนำกำลังอากาศเข้าสู่การรบจริงอย่างกล้าหาญโดยไม่ทรงหวั่นเกรงต่ออันตราย
สำหรับ F-5E เครื่องบินขับไล่พระที่นั่งในรัชกาลที่ 10 เคยเป็นอากาศยานที่มีสมรรถนะสูงที่สุดของกองทัพอากาศไทยในยุคหนึ่ง และมีบทบาทสำคัญในสมรภูมิจริงหลายสมรภูมิ เครื่องบินขับไล่ F-5 มีประวัติการรบโชกโชนในหลายเหตุการณ์ เช่น การปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ , ยุทธการที่ช่องบก ,เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา , สงครามชายแดนไทย-เวียดนาม , กรณีพิพาทบ้านร่มเกล้า ฯลฯ
F-5E เป็นเครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียงรุ่นแรกๆที่นำกองทัพอากาศไทยเข้าสู่ยุคการบินด้วยความเร็วเหนือเสียงหรือ Supersonic โดยสามารถทำความเร็วได้ถึง 1.6 เท่าของความเร็วเสียง แม้จะเป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นเก่า แต่กองทัพอากาศไทยได้ปรับปรุงให้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ยุคใหม่ผ่านโครงการ Super Tigris เช่นการปรับปรุงระบบเรดาร์ ELM-2032 , ติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศสมัยใหม่เช่น ขีปนาวุธ Derby และ Python 5 และระบบควบคุมการบินแบบดิจิทัล
การปรับปรุงความทันสมัยนี้ทำให้ F-5TH มีประสิทธิภาพเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 อย่าง Gripen ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการติดตั้งระบบ Data Link จนทำให้ F-5 สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการรบร่วมกับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 อย่าง F-16 และ Gripen ได้อย่างสมบูรณ์ในระบบ Network Centric Warfare ซึ่งเป็นหัวใจของการรบสมัยใหม่
การอัปเกรดนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานไปจนถึงปี พ.ศ. 2574-2578 โดยใช้งบประมาณน้อยกว่าการจัดซื้อเครื่องบินใหม่ถึง 10 เท่า ส่วน F-5E ฝูงบิน 904 เดโดชัยที่สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะปฐมกษัตริย์นักบินแห่งราชวงศ์จักรีนั้น ก็ยังคงขึ้นทำการฝึกบินเป็นประจำ แม้จะมิได้กลับมาทรงขับเครื่องบินแบบนี้แล้วร่วมกับนักบินในฝูง ก็ยังคงมีนักบินรุ่นใหม่มาทำการบินต่อและเรียนรู้ยุทธวิธีการบินร่วมกันฉันพี่น้องเหมือนกับสมัยที่พระองค์ยังทรงมีสถานะเป็นพระอาจารย์ของนักบินทุกนาย
เมื่อมีการจัดงานครบรอบ 88 ปี กองทัพอากาศ ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้นำเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่อย่าง F-35A มาบินโชว์ผาดแผลงจนกลายเป็นที่น่าสนใจจากผู้ชื่ชอบการบินทั้งหลาย ในวันเดียวกันนั้นเองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเยี่ยมชมอากาศยานที่มาจัดแสดงทุกแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเครื่องบินขับไล่ F-5 ในฐานะเครื่องบินคู่พระทัยเมื่อครั้งยังทรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แน่นอนว่าพระองค์ทรงเป็นนักบินรบที่มีชั่วโมงบินกับเครื่องบิน F-5 มากกว่า 2,800 ชั่วโมง
ในงานนี้พระองค์ได้เสด็จฯ ไปยังเครื่องบินขับไล่ F-5E หมายเลข 90401 ลายพรางฟ้าซึ่งเคยเป็นเครื่องบินพระที่นั่งที่ทรงใช้ทำการบินมาอย่างยาวนาน ภาพประวัติศาสตร์ที่ถูกกล่าวถึงมากคือตอนที่พระองค์ทรงใช้ พระหัตถ์สัมผัสที่ตัวเครื่องบินขับไล่ F-5 และทรงมีรับสั่งสั้นๆกับเครื่องบินลำนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความรักและความผูกพันที่มีต่ออากาศยานที่เคยปฏิบัติภารกิจร่วมกันมา
แม้ในงาน 88 ปีกองทัพอากาศจะมี F-5E จากยุคสงครามเย็น แต่พระองค์ไม่ได้เพียงแค่ทอดพระเนตรด้วยความรำลึกถึงความหลังเท่านั้น แต่ทรงสนพระราชหฤทัยใน F-5 TH Super Tigris ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการอัปเกรดระบบใหม่ทั้งหมด ในช่วงเวลานั้นพระองค์ได้เสด็จฯ ขึ้นไปผรทับในที่นั่งนักบินแล้วทอดพระเนตรภายในห้องนักบินของ F-5TH ด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงสอบถามและศึกษาเกี่ยวกับการอัปเกรดระบบ Avionics และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้เครื่องบินขับไล่ยุค 3 สามารถก้าวกระโดดขึ้นมามีสมรรถนะเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 ได้
ไม่ใช่แค่การทรงบินเครื่องบินรบเท่านั้น ยังทรงมีพระปรีชาสามารถในการบังคับ Boeing 737 เยือนต่างประเทศและในประเทศโดยจะเห็นได้จากในเดือนเมษายนพ.ศ.2568 พระองค์ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ เยือนภูฏาน ซึ่งสนามบินพาโรนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่บินยากที่สุดในโลกเนื่องจากตั้งอยู่ในหุบเขาลึกและต้องใช้ทักษะการบังคับเครื่องด้วยมือ โดยไม่สามารถใช้ระบบนำร่องอัตโนมัติได้เต็มที่ แต่ก็ทรงนำเครื่องลงจอดอย่างปลอดภัย
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มีนาคมพ.ศ.2569 พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 (Pilot in Command) ขับเครื่องบิน Boeing 737-800 เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วยพระองค์เอง ภารกิจนี้ถูกยกย่องว่าเป็นการส่งข้อความทางการทูตที่ทรงพลัง แสดงถึงความให้เกียรติและความไวเนื้อเชื่อใจต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างสูงสุด
พระองค์ทรงใช้ทักษะการบินขับเครื่องบินพระราชพาหนะรวมถึงเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ เช่น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่โดยไม่หวั่นต่อภยันตราย รวมถึงทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 ในการนำเฮลิคอปเตอร์ Bell 412 ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคเหนือ รวมถึงทรงสนพระราชหฤทัยและสืบสานงานพระราชดำริโครงการฝนหลวงจากพระราชบิดาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่แห้งแล้ง
อดีตนายตำรวจชื่อดังที่ผันตัวมาทำคลิปเล่าเรื่องทางการทหารและตำรวจอย่างพลตำรวจโท เรวัช กลิ่นเกษร ได้แสดงความชื่นชมและยืนยันถึงพระปรีชาสามารถด้านการบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยระบุว่าสำหรับพระองค์ท่านแล้ว การขับเฮลิคอปเตอร์ถือเป็นเพียงเรื่องเบสิก หรือพื้นฐานง่าย ๆ เท่านั้นแต่สิ่งที่สะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพอย่างแท้จริงคือการที่ทรงสามารถขับเครื่องบินทหารและเครื่องบินพาณิชย์ได้อย่างเชี่ยวชาญ
จากคำบอกเล่าของท่านเรวัชช่วยตอกย้ำว่าบทบาทกษัตริย์นักบินของพระองค์ไม่ใช่เพียงการขานนามตามฐานันดรศักดิ์ แต่ทรงเป็นนักบินขับไล่ที่มีประสบการณ์สูงดังจะเห็นได้จาก สมัยที่พระองค์ทรงประจำการอยู่ในฝูงบิน F-5E ซึ่งเป็นฝูงเดียวกับรุ่นน้องของท่าน และต่อมายังทรงขึ้นทำการบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16B โดยทรงประทับในที่นั่งหลัง ในทางเทคนิคทรงมีชั่วโมงบินเฉพาะกับเครื่อง F-5 มากกว่า 2,000 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับนักบินขับไล่ระดับโลก
ความเป็นนักบินที่เป็นมากกว่าตำนานยังเห็นได้ชัดจากการที่ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินที่ 1 ในขับเครื่องบินโดยสาร Boeing 737 เสด็จฯ เยือนต่างจังหวัดในไทยแทนที่จะเสด็จประทับโดยรถยนต์เนื่องด้วยพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จฯด้วยพระปรีชาสามารถด้านการบิน ดังนั้นจึงปรากฎภาพการเสด็จเยี่ยมเยือนราษฎรด้วยการบังคับเครื่องบินอย่างเชี่ยวชาญราวกับว่าทรงเป็นกัปตันนำเรือถึงท่าเรือปลายทางได้
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อกองทัพอากาศไทยและกิจการด้านการบินในไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นปูชนียบุคคลที่ควรค่าแก่การยกย่องทั้งการทรงบินเครื่องบินรบออกรบจริง การทรงบินเฮลิคอปเตอร์ หรือแม้กระทั่งการทรงบินเครื่องบินพระราชพาหนะ การทรงงานเช่นนี้ทำให้พสกนิกรไทยเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะผ่านไผกี่ปี สถาบันกษัตริย์ที่พิทักษ์และรักษาแผ่นดินไทยมาตั้งแต่อดีต จะยังคงอยู่ไปตลอดกาลเพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ
สำหรับเรื่องเล่าเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านการบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ก็จบลงไปแล้ว หากมีขาดตกบกพร่องประการใดก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้อย่างสูง สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ปรับให้คมชัดด้วย AI ขณะทรงเป็นนักบินขับไล่ F-5 มาให้ทุกท่านได้รับชมกัน ขณะนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
TOP NEWS LIVE
THAI LAO DAILY
วอร์โซน เรื่องราวสงคราม
Thai Weapon Channel
History World
Wassana Nanuam
มูลนิธิมุจลินทร์นาคราช Mujarin Nakaraj Foundation
สารคดีเจ้าฟ้าของพระราชา
Gemini AI
Google AI Studio
เรียบเรียงโดย : ROOSTER
สงคราม
ทหาร
ประวัติศาสตร์
บันทึก
2
3
2
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย