แนะนำวิธีดูดเสมหะที่ถูกต้อง ปลอดภัย พร้อมเช็กลิสต์อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่เจาะคอและไม่สามารถไอเพื่อขับเสมหะออกมาได้ด้วยตัวเอง "การดูดเสมหะ" (Suction) ถือเป็นขั้นตอนการดูแลที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้เสมหะอุดตันในทางเดินหายใจ อาจนำไปสู่ภาวะพร่องออกซิเจน ปอดอักเสบติดเชื้อ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม การดูดเสมหะจำเป็นต้องอาศัยความระมัดระวังและเทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ ในบทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจถึงขั้นตอนและ วิธีดูดเสมหะ อย่างถูกวิธี พร้อมแนะนำอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนลงมือทำครับ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนทำการดูดเสมหะ
การเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและสะอาด (ปราศจากเชื้อ) เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน โดยอุปกรณ์พื้นฐานที่ต้องมี ได้แก่
  • 1.
    เครื่องดูดเสมหะ (Suction Machine): ควรเลือกเครื่องที่ได้มาตรฐานและสามารถปรับแรงดันได้
  • 2.
    สายดูดเสมหะ (Suction Catheter): เลือกขนาดให้เหมาะสมกับผู้ป่วย (ผู้ใหญ่, เด็ก หรือทารก)
  • 3.
    ถุงมือทางการแพทย์: ควรใช้ถุงมือปราศจากเชื้อ (Sterile Gloves)
  • 4.
    น้ำเกลือ (Normal Saline 0.9%): สำหรับล้างทำความสะอาดสายดูดเสมหะ
  • 5.
    ถ้วยหรือภาชนะพลาสติกสะอาด: สำหรับใส่น้ำเกลือ
ขั้นตอนและวิธีดูดเสมหะที่ถูกต้อง ปลอดภัย
เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย
1. ล้างมือให้สะอาดและจัดท่าผู้ป่วย: ก่อนเริ่ม ให้ผู้ดูแลล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาด จากนั้นจัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูงประมาณ 30-45 องศา (Semi-Fowler’s Position) เพื่อป้องกันการสำลัก
2. ปรับแรงดันเครื่องดูดเสมหะ: เปิดเครื่องและปรับแรงดันให้เหมาะสม โดยทั่วไปผู้ใหญ่จะใช้แรงดันประมาณ 80-120 mmHg ส่วนเด็กจะใช้แรงดันที่ต่ำกว่านั้น
3. สวมถุงมือและจับสายดูดเสมหะ: สวมถุงมือปราศจากเชื้อในมือข้างที่ถนัดเพื่อจับสายดูดเสมหะ (สายส่วนนี้ห้ามสัมผัสสิ่งอื่นเด็ดขาด) ส่วนมืออีกข้างใช้สำหรับจับสายเชื่อมต่อกับเครื่องดูด
4. การสอดสายดูดเสมหะ: ค่อยๆ สอดสายดูดเสมหะเข้าไปทางปาก จมูก หรือท่อเจาะคออย่างเบามือ ข้อควรระวังคือห้ามกดดูดเสมหะในขณะที่กำลังสอดสายเข้าไปเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เยื่อบุฉีกขาดได้
5. ทำการดูดเสมหะ: เมื่อสายเข้าที่แล้ว ให้กดดูดเสมหะพร้อมกับค่อยๆ หมุนดึงสายขึ้นมาอย่างนุ่มนวล โดยการดูดแต่ละครั้ง ไม่ควรใช้เวลาเกิน 10-15 วินาที เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดออกซิเจน
6. ล้างสายและประเมินอาการ: ให้นำสายดูดเสมหะมาดูดน้ำเกลือเพื่อล้างเสมหะที่ค้างอยู่ในสายทิ้งไป หากผู้ป่วยยังมีเสมหะอยู่ ให้พักประมาณ 20-30 วินาทีให้ผู้ป่วยได้หายใจ แล้วจึงทำซ้ำจนกว่าเสมหะจะหมด
อ่านต่อเพิ่มเติม : https://rakmor.com/how-to-suction/
โฆษณา