5 เม.ย. เวลา 14:00 • สิ่งแวดล้อม

ธารน้ำแข็งหิมาลัย ละลายเร็วกว่าที่อื่น 267% มวลน้ำแข็งหายไปแล้วสูงเท่าตึก 6 ชั้น แม่น้ำขาดต้นน้ำ

ภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย (HKH) เป็นเทือกเขาสูงที่ทอดยาวผ่าน 8 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย จีน เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ และเมียนมาร์ เคยถูกเรียกว่า “ขั้วโลกที่สาม” (Third Pole) เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของหิมะและน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดนอกเขตขั้วโลก เป็นต้นกำเนิดของลุ่มแม่น้ำสายสำคัญถึง 10 สายที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรจำนวนมหาศาล แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง
รายงานจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาอย่างบูรณาการ (ICIMOD) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 1990–2020 ภูมิภาค HKH สูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปแล้ว 12% และสูญเสียปริมาณน้ำแข็งสำรองไป 9% ซึ่งอัตราการสูญเสียนี้ได้เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากปี 2010 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในพื้นที่หิมาลัยตะวันออกและตอนกลาง
1
ข้อมูลที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ อัตราการละลายของธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ผลการศึกษาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ 5 แห่งที่ติดตามย้อนกลับไปถึง 70 ปีพบว่า มวลน้ำแข็งที่สูญเสียไปในช่วงหลังปี 2000 มีอัตราสูงกว่าช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่ 17% ไปจนถึง 267% ในบางพื้นที่
จากการสำรวจพบว่า ธารน้ำแข็งกังโกตรี แหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำคงคา แสดงสภาวะมวลน้ำแข็งติดลบอย่างต่อเนื่องและรุนแรงตลอด 70 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับธารน้ำแข็งบารา ชิกรี และเซมู ก็มีสมดุลมวลเป็นลบเช่นกัน จนน้ำแข็งบางลงและถอยร่นในระยะยาว
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อลุ่มแม่น้ำสายหลัก โดยพบว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ลุ่มแม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรหมบุตรสูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปแล้วประมาณ 21% และ 16% ตามลำดับ ซึ่งความผันผวนของปริมาณน้ำนี้จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับชุมชนปลายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก
แต่ยังไม่รุนแรงเท่าแม่น้ำสายอื่น ๆ ทางตะวันออกของภูมิภาค โดยแม่น้ำสาละวินสูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปมากถึง 33% ตามมาด้วยแม่น้ำแยงซี 23% และแม่น้ำเหลือง 22% ข้อมูลนี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของระบบนิเวศลุ่มน้ำในเอเชียที่พึ่งพิงน้ำละลายจากยอดเขาสูง
โฆษณา