28 มี.ค. เวลา 01:04 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Bronco ม้าบินแห่งทัพฟ้าไทย

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน บทความนี้เราจะมาย้อนรำลึกถึงวีรกรรมอากาศยานแบบหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทมากในกองทัพอากาศไทย แม้จะเป็นเพียงชื่อในปัจจุบัน แต่พี่น้องชาวไทยก็ยังจำวันที่ขึ้นบินได้ไม่มีวันลืม สำหรับท่านผู้อ่านบางท่านเเค่เห็นรูปทรงที่พิพิธภัณฑ์ทหารอากาศหรือขณะที่จอดตั้งแสดงอยู่ที่ทางเข้ากองบิน 41 ท่านผูอ่านก็นึกถึงสมัยที่ไปงานวันเด็กเมื่อตอนเป็นวัยเตาะเเตะขึ้นมาเลยใช่ไหมครับ
แน่นอนว่าวันนี้ผู้เขียนก็มีเรื่องเล่าที่ทุกท่านจำกันได้ บทความเกี่ยวกับเครื่องบินแบบนี้เคยนำเสนอไปแล้ว 2 ครั้ง วันนี้ก็จะมานำเสนออีกครั้ง เพื่อเป็นการสดุดวีรกรรมของเครื่องบินโจมตีแบบนี้และเป็นการส่งต่อประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าให้คนรุ่นหลังได้จดจำ วันนี้ขอเชิญทุกท่านพบกับ OV-10 Bronco ครับ
ตำนานของ OV-10 Bronco หรือชื่อในทางราชการของกองทัพอากาศไทยคือเครื่องบินโจมตีแบบที่ 5 (บจ.5) ไม่ได้เริ่มต้นในห้องประชุมลับของเพนตากอน แต่เกิดจากวิสัยทัศน์ของอดีตนาวิกโยธินสองนาย คือ K.P. Rice และ W.H. Beckett ที่ร่วมกันออกแบบเครื่องบินต้นแบบจากไฟเบอร์กลาสในสวนหลังบ้านและโรงรถ พวกเขาต้องการสร้างเครื่องบินที่ใช้ชีวิตอยู่กับทหาร มีความสมบุกสมบัน เรียบง่าย และสามารถสนับสนุนหน่วยภาคพื้นดินได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องบินขับไล่เจ็ตความเร็วสูงในยุคนั้นทำไม่ได้
การออกแบบของ OV-10 Bronco มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเริ่มจากโครงสร้างหางคู่ หากท่านผู้อ่านท่านใดเคยเห็น Bronco ตอนบินโชว์ CAS (Close Air Support) ในงานวันเด็ก จะเห็นว่ามันถูกออกแบบให้มีลำตัวส่วนกลาง สำหรับนักบิน 2 นาย และมีคานหางคู่เชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ Garrett T-76 สองเครื่อง อีกทั้งการใช้เครื่องยนต์ใบพัดช่วยให้มีแรงบิดสูงและประหยัดเชื้อเพลิงกว่าเครื่องยนต์เจ็ต
อีกหนึ่งจุดเด่นทุกท่านคุ้นเคยกันคือห้องนักบินแบบตู้ปลา นี่คือจุดเด่นที่สุด เพราะกระจกห้องนักบินถูกออกแบบให้ยื่นออกมาและโค้งมน ทำให้นักบินมีทัศนวิสัยรอบตัว 360 องศา และสามารถมองลงไปเห็นทหารราบกำลังยิงปะทะบนพื้นดินหรือใต้ท้องเครื่องได้โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากในการค้นหาเป้าหมายขนาดเล็กในป่า และส่วนหลังของลำตัว Bronco มีพื้นที่ว่างที่สามารถบรรทุกพลร่มได้ 5 นาย, วางเปลพยาบาลได้ 2 เตียง หรือบรรทุกสัมภาระได้ถึง 3,200 ปอนด์ ซึ่งเครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินโจมตีแบบอื่นในยุคสงครามเย็นทำไม่ได้
Bronco สามารถขึ้น-ลงในระยะสั้นมาก (STOL : Short Takeoff and Landing) ใช้ระยะลงจอดเพียง 200 ฟุตโดยใช้ระบบย้อนแรงดันใบพัด ทำให้สามารถปฏิบัติการจากถนนหลวง ลานบินชั่วคราวในการรบตามป่าเขาหรือสนามบินทหารแบบเครื่องบินรบไอพ่นก็ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการวิ่งขึ้นรันเวย์ยาวๆ แค่เชิดหัวขึ้นก็บินได้แบบจรวดแล้วนะฮะ
ในขณะที่เครื่องบินขับไลทิ้งระเบิดไอพ่นในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็น F-4 , F-5 หรือรุ่นอื่นๆในสมัยสงครามเย็นต้องบินเร็วและใช้เชื้อเพลิงมหาศาล Bronco สามารถบินด้วยความเร็วต่ำและวนอยู่เหนือสมรภูมิได้นานถึง 5 ชั่วโมง เมื่อติดถังน้ำมันสำรองทำให้นักบินมีเวลาเหลือเฟือในการระบุตำแหน่งศัตรูและสนับสนุนทหารราบได้ต่อเนื่อง
ความแม่นยำในการโจมตีมีสูง เนื่องจากการออกแบบให้ อาวุธทั้งหมดติดตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางลำตัวเครื่อง ทำให้นักบินสามารถเล็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำสูงกว่าเครื่องบินที่ติดตั้งอาวุธไว้ที่ปีก ไม่เพียงเท่านี้เครื่องยนต์ถูกออกแบบให้ซ่อมบำรุงได้ด้วยเครื่องมือธรรมดาในภาคสนาม และในยามฉุกเฉินยังสามารถเติมน้ำมันรถยนต์ เพื่อบินต่อได้ ซึ่งเพิ่มโอกาสอยู่รอดในพื้นที่ทุรกันดาร
เมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ F-4 Phantom II ที่บินเร็วเกินไปจนมองไม่เห็นเป้าหมายขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ Bronco สามารถบินช้าๆ เพื่อตรวจการณ์และโจมตีเป้าหมายในระยะประชิดหรือ Danger Close ได้อย่างปลอดภัย จึงทำให้ทหารภาคพื้นฝ่ายเดียวกันไม่ได้รับลูกหลงการถูกระเบิดแบบในสมัยสงครามเวียดนามที่นำ F-4 มา Bomb แล้วบางครั้งไปพลาดท่าทำทหารอเมริกันตาย
ในการรบแรกของ Bronco เกิดขึ้นที่เหนือป่าไม้อันงดงามในสงครามเวียดนาม ที่นี่ถือเป็นจุดกำเนิดที่สร้างตำนานให้กับเครื่องบินโจมตีแบบนี้ในฐานะผู้พิทักษ์ทหารราบ โดยเริ่มเข้าสู่สมรภูมิครั้งแรกในปีค.ศ.1968 และพิสูจน์ให้เห็นถึงความอเนกประสงค์ผ่านการใช้งานในภารกิจจริงของสามเหล่าทัพคือนาวิกโยธินสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯและกองทัพอากาศสหรัฐฯ
สำหรับกองบินนาวิกโยธินสหรัฐฯ เป็นหน่วยบินแรกที่นำ Bronco เข้าประจำการ โดยทำหน้าที่เป็นอากาศยานควบคุมการโจมตีทางอากาศล่วงหน้า (Forward Air Control : FAC) และการลาดตระเวนด้วยอาวุธ นักบินจะบินเจ้า Bronco ในระดับต่ำและช้าเหนือแนวรบเพื่อค้นหาตำแหน่งศัตรู และชี้เป้าด้วยจรวดควันให้กับเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดสมรรถนะสูง โดยนาวิกโยธินทำชั่วโมงบินรบรวมกันสูงถึงกว่า 38,000 ชั่วโมง
กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF): เน้นการใช้งานในบทบาท FAC และการประสานงานการโจมตี
โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษในโครงการ Pave Nail ซึ่งมีกระเปาะชี้เป้าด้วยเลเซอร์เพื่อสนับสนุนการทิ้งระเบิดนำวิถีของเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด F-4 Phantom II บนเส้นทางโฮจิมินห์ในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังถูกใช้ในภารกิจรบทางเคมีคือ Operation Ranch Hand และบางครั้งยังใช้พื้นที่ห้องบรรทุกสัมภาระด้านหลังในการทำภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตนักบินที่ถูกยิงในสงครามลับที่ลาวอีกด้วย
กองทัพเรือสหรัฐฯมีฝูงบิน VAL-4 Black Ponies ถือเป็นหน่วยบินเดียวที่ใช้ Bronco ในฐานะเครื่องบินโจมตีเบาโดยตรง ภารกิจหลักคือการคุ้มกันเรือเร็วในแม่น้ำและหน่วย SEAL ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งอากาศยานแบบนี้มักจะให้การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support : CAS) ด้วยอาวุธหนักอย่างจรวด Zuni ขนาด 5 นิ้ว ที่มีอานุภาพรุนแรง โดยติดตั้งกับกระเปาะจรวดที่ใต้ปีกทั้ง 2 ข้าง
ด้วยห้องนักบินรูปทรงตู้ปลาแบบกระจกใสกิ๊ก ทำให้นักบินสามารถมองเห็นเป้าหมายขนาดเล็กที่ซ่อนตัวในป่าได้ดีแม้กระทั่งเห็นทหารเวียดกง ยังบินดิ่งลงไปยิงปืนและทิ้งระเบิดได้
ในขณะเดียวกัน Bronco เป็นอากาศยานทางทหารแบบแรกในเวียดนามที่สามารถสร้างหลักนิยมใหม่ให้เกิดขึ้นได้ในสงครามสมัยใหม่ คือการแยกภารกิจชัดเจนด้วยกำลังทางอากาศในเวลาเดียวกัน เช่น สนับสนุนทหารราบใช้เครื่องบินโจมตี ส่วนเครื่องบินขับไล่เจ็ตใช้จัดการเครื่องบินขับไล่เจ็ตฝ่ายตรงข้ามและเฮลิคอปเตอร์ใช้ทำภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตหากนักบินถูกยิงตก พร้อมทั้งส่งทหารเข้าสู่แนวหน้าในระดับต่ำ
ไม่เพียงเท่านี้ Bronco เป็นอากาศยานเพียงชนิดเดียวในสงครามเวียดนามที่สามารถยิงกระสุนควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออำพรางตาทหารราบอเมริกัน ทำให้พวกเขาสามารถเปิดฉากซุ่มโจมตีทหารเวียดนามได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ประกอบกับด้วยความที่บินช้าจึงสามารถวนมายิงอีกรอบได้ ในขณะเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดเจ็ตต้องบินหลายรอบจนอาจเปลืองน้ำมัน
แม้จะมีความคล่องตัวสูง แต่ด้วยความเร็วที่ค่อนข้างต่ำทำให้ Bronco ตกเป็นเป้าของอาวุธต่อสู้อากาศยานจากพื้นดินได้ง่าย
ตลอดสงครามเวียดนาม กองทัพอากาศสหรัฐฯ สูญเสียเครื่องบินรุ่นนี้ไปถึง 64 ลำ จากทั้งหมด 157 ลำ
ขณะที่กองทัพเรือสูญเสียไป 7 ลำ มรดกที่สำคัญที่สุดของ Bronco ในเวียดนามไม่ใช่เพียงสถิติการรบ แต่คือ ความไว้วางใจจากทหารภาคพื้นดิน ที่เรียกขานนักบิน Bronco ว่าพี่ใหญ่หรือ Big Brother เพราะเป็นเครื่องบินที่อยู่ใกล้ชิดสมรภูมิและพร้อมจะช่วยเหลือพวกเขาเสมอในยามคับขัน
มีกองทัพอากาศและหน่วยงานบินพลเรือนใดบ้างที่ใช้งาน Bronco มาดูกันที่แรก ณ เจ้าของเครื่องบินแบบดังกล่าวคือสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศผู้ผลิตและใช้งานหลักใน 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพเรือ , นาวิกโยธิน และ กองทัพอากาศ ซึ่ง Bronco ทั้ง 3 เหล่าทัพนี้มีบทบาทอย่างมากในช่วงสงครามเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ในสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปีค.ศ.1991 ส่วนการรบครั้งล่าสุดคือภารกิจต่อต้านกลุ่ม ISIS ในปีค.ศ.2015
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์มีการรับมอบเครื่องบินโจมตี OV-10A และ OV-10C เพื่อใช้ในภารกิจปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย เช่น กลุ่มอาบูซายาฟ ซึ่งกองทัพอากาศไทยได้ทยอยบริจาคเครื่องบินโจมตีแบบดังกล่าวส่วนใหญ่ให้กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2004-2011 ด้วย
ต่อมาเป็นกองทัพอากาศอินโดนีเซียจัดซื้อ OV-10F จำนวน 16 ลำ และใช้งานอย่างหนักในปฏิบัติการที่ติมอร์ตะวันออกและอาเจะฮ์ ต่อมาเป็นกองทัพอากาศโคลัมเบียได้รับเครื่องบินโจมตี OV-10A จากสหรัฐฯ เพื่อใช้ในภารกิจต่อต้านกลุ่มกบฏ
อีกหนึ่งกองทัพอากาศในลาตินอเมริกาที่ใช้งาน คือกองทัพอากาศเวเนซุเอลา พวกเขามีการประจำการเครื่องบินรุ่นดังกล่าวและเคยมีประวัติการปะทะกับเครื่องบิน F-16 แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับเครื่องบิน F-16 เพราะนักบินมีความสามารถสูงและเครื่องมีสมรรถนะสูงกว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อปีค.ศ.1992 สำหรับรายละเอียดเรื่องนี้จะมีให้ติดตามต่อในอนาคต
ส่วนที่ยุโรปมีกองทัพอากาศเยอรมนีตะวันตก ใช้งานรุ่นพิเศษคือ OV-10B โดยส่วนใหญ่ใช้ในภารกิจลากเป้าซ้อมยิงและเป็นเป้าลวงทางเรดาร์ ในทวีปแอฟริกากองทัพอากาศโมร็อกโกมีการใช้งาน Bronco ซึ่งพวกเขานำเครื่องบินแบบดังกล่าวไปใช้ในสงครามเวสเทิร์นซาฮารา
ต่อมาเป็นกองทัพอากาศเกาหลีใต้ โดยมีข้อมูลระบุว่ายังคงมีการใช้งานเครื่องบินโจมตีรุ่นนี้อยู่ในช่วงปีค.ศ.2003 ส่วนสถานะปัจจุบันนั้นไม่ทราบแน่ชัด อีกหนึ่งประเทศที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้นั่นคือเวียดนามใต้ มีการใช้งานในฝูงบินสนับสนุนทางอากาศอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงสงครามเวียดนามด้วยฝูงบิน Bronco มือหนึ่งจากสหรัฐฯ
ในบทบาทของการเป็นอากาศยานพลเรือนและภารกิจของหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่การรบ OV-10 Bronco ได้สร้างคุณประโยชน์ที่สำคัญหลายประการ โดยใช้จุดเด่นด้านทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยม ความสามารถในการบินช้าได้เป็นเวลานาน และความสมบุกสมบันนำมาประยุกต์ใช้กับการบินนอกเหนือจากสงคราม
หน่วยงานป้องกันไฟป่าของรัฐแคลิฟอร์เนีย และสำนักจัดการที่ดินได้นำ Bronco มาใช้เป็นเครื่องบินชี้เป้าและระบุพิกัดเพื่อการดับไฟป่าจากทางอากาศ โดยนักบินจะบินวนเหนือพื้นที่ไฟป่าเพื่อทำหน้าที่ควบคุมและนำทางเครื่องบินควบคุมไฟป่าหรือสารเคมีดับเพลิงขนาดใหญ่ ให้สามารถเข้าโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย
องค์การ NASA ได้ใช้ Bronco ในโครงการวิจัยต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะการศึกษาด้านการบินที่ความเร็วต่ำ ซึ่งลักษณะการออกแบบของเครื่องบินรุ่นนี้มีความเหมาะสมกับงานประเภทนี้เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ NASA ยังเคยดูแลรักษาเครื่องบินแบบดังกล่าวก่อนจะถูกนำกลับไปปรับปรุงเพื่อใช้ในภารกิจทางทหารอีกครั้งในภายหลัง
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ใช้งาน Bronco ที่ดัดแปลงเป็นพิเศษเพื่อสนับสนุนภารกิจกวาดล้างและสกัดกั้นยาเสพติดในทวีปอเมริกาใต้ โดยทำหน้าที่ฉีดพ่นสารเคมีเพื่อทำลายไร่โอคา ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติด นอกจากหน่วยงานข้างต้นแล้ว ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ เช่น Bureau of Alcohol, Tobacco, Firearms and Explosives ที่นำ Bronco ไปใช้ในภารกิจตรวจการณ์และสนับสนุนการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน
ทั้งนี้และทั้งนั้นแม้ OV-10 จะปลดประจำการจากกองทัพสหรัฐฯไปแล้ว มันยังคงสร้างคุณประโยชน์อย่างมากในภารกิจพลเรือน โดยเฉพาะการบินทดสอบอากาศยาน หรือภารกิจฝที่ต้องใช้ความแม่นยำในการชี้เป้าและการตรวจการณ์หาพิกัดให้เครื่องบินควบคุมไฟป่า
แล้วกองทัพอากาศไทยเล่าหายไปไหน ตอนนี้มาแล้วนะครับกับเรื่องราวของ Bronco ในกองทัพอากาศไทย ส่วนมากเคยมีประจำการจำนวน 32 ลำ ใช้ชื่อทางราชการที่กองทัพอากาศตั้งให้คือเครื่องบินโจมตีแบบที่ 5 หรือ บจ.5 โดยใช้ในภารกิจต่อต้านการก่อความไม่สงบในประเทศและรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
เหตุการณ์ที่ทำให้ บจ.5 กลายเป็นตำนานในไทยเกิดขึ้นในกรณีพิพาทบ้านร่มเกล้าเมื่อปีค.ศ.1988 โดยมีเหตุการณ์สำคัญคือการเสียสละของนักบินบจ.5 ทั้ง 2 ท่านคือนาวาอากาศโท สมนึก เยี่ยมสถาน (ยศ ณ ขณะนั้น) และ เรืออากาศเอก ไพโรจน์ เป้าประยูร (ยศ ณ ขณะนั้น) ได้เข้าโจมตีเป้าหมายทางอากาศเพื่อสนับสนุนทหารราบอย่างใกล้ชิด
ขณะปฏิบัติภารกิจ Bronco ลำนี้ก็ถูกระดมยิงด้วยปืนต่อสู้อากาศยานและจรวดนำวิถีความร้อน SA-7 จนปีกขวาขาดและไฟลุกไหม้ นักบินทั้งสองท่านจึงตัดสินใจดีดตัวออกจากเครื่องก่อนจะระเบิดเพียงเสี้ยววินาที และถูกจับเป็นเชลยนาน 12 วันก่อนจะได้รับอิสรภาพหลังการเจรจาสงบศึก
ไม่เพียงแต่การรบกัมคอมมิวนิสต์ในประเทศหรือการทำสงครามชายแเดน สำหรับการลาดตระเวนทางอากาศร่วมกับทหารหลัก ทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดนในป่าทึบทางภาคเหนือ เสียงเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อพของ Bronco คือเสียงแห่งความตายที่แก๊งค้ายาเสพติดได้ยินจนไม่กล้าเหยียบเท้าเข้ามาในป่าที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยมีความศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้เจ้าที่เจ้าทาง
ด้วยทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยมเมื่อมองจากในห้องนักบินแบบตู้ปลา ทำให้นักบินสามารถมองเห็นเป้าหมายขนาดเล็กเป็นแก๊งค้ายาที่ลำเลียงยาเสพติดใส่กระเป๋าเดินใจเย็นในป่าโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายไทย ซึ่งทำได้ดีกว่าการนำเครื่องบินขับไล่เจ็ตมาบินลาดตระเวน ด้วยความสามารถในการบินช้าและวนเหนือป่าชายแดนไทย-พม่าได้นานหรือภาษาทหารเรียกว่า Loiter Time ทำให้มันสามารถช่วยแจ้งพิกัดแก่ทหารหลักในส่วนของกองทัพภาคที่ 3 ทหารพราน และตชด.ในการเข้าปะทะและจับกุมได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
กองทัพอากาศไทยเคยมีการนำบจ.5 ไปใช้ในการรักษาความมั่นคงชายแดนเพื่อไม่ให้มีการทะลักเข้ามาของยาเสพติด ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยทุกยุคทุกสมัย แม้ปัจจุบันจะปลดประจำการไปแล้ว เครื่องบิน Bronco ที่ไม่ได้ส่งต่อให้แก่ประเทศฟิลิปปินส์ ก็มีการนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศหรือตามกองบินบางแห่งเพื่อนำไปใช้ประโยชน์สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์ทางการทหาร ดังนั้น Bronco จึงไม่ใช่แค่เครื่องบินโจมตีแต่เป็นคุณลุงใจดีที่อยู่ในความทรงจำของคนรุ่นหลังจากวีรกรรมที่เคยช่วยเหลือทหารและตชด.ไทยในอดีตที่ผ่านมา
ข้อมูลจำเพาะ OV-10C กองทัพอากาศไทย
ผู้สร้าง : บริษัทร็อกเวลส์อินเตอร์เนชั่นเนล (สหรัฐอเมริกา)
ประเภท : เครื่องบินโจมตีใบพัดเอนกประสงค์ 2 ที่นั่ง
เครื่องยนต์ : เทอร์โบใบพัด แอรีเสิร์ช ที-76-จี-412/413 ให้กำลังเครื่องละ 750 แรงม้า 2 เครื่อง
กางปีก : 12.19 เมตร
ยาว : 12.67 เมตร
สูง : 4.62 เมตร
พื้นที่ปีก : 27.03 ตารางเมตร
น้ำหนักเปล่า : 3,161 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 4,494 กิโลกรัม
อัตราเร็วสูงสุด : 452 กิโลเมตร/ชั่วโมงที่ระดับน้ำทะเล
อัตราเร็วเดินทาง : 345 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อัตราการไต่ระดับ : 2,073 เมตร/วินาที
ระยะทางวิ่งขึ้นพ้น : 15 เมตร 341 เมตร
ระยะทางร่อนลง : 15 เมตร 372 เมตร
รัศมีทำการรบ : 367 กิโลเมตร เมื่อติดอาวุธเต็มที่
พิสัยบิน : 2,298 กิโลเมตร
อาวุธ : ปืนกลอากาศ เอ็ม-60 ซี ขนาด 7.62 มม. 2 กระบอกที่ครีบรูปกระเปาะข้างลำตัว
อาวุธปล่อยไซด์ไวน์เดอร์ ใต้ปีกข้างละ 1 นัด
กระเปาะจรวด
กระเปาะพลุส่องแสง
ระเบิดไม่นำวิถี
กระสุนควัน
ชื่อทางราชการของกองทัพอากาศไทย : เครื่องบินโจมตีแบบที่ 5 (บ.จ.5)
ปีที่ประจำการ : ค.ศ.1971-2004
สถานะ : ปลดประจำการ
สำหรับเรื่องราวของเจ้าม้าป่า OV-10 Bronco ที่จัดทำขึ้นย้อนหลังเนื่องในโอกาสวันที่ระลึกกองทัพอากาศ ก็ได้จบลงไปแล้ว แต่ที่ยังไม่จบนั้นคือเรื่องเล่าจากรุ่นต่อรุ่นที่เครื่องบินโจมตีแบบนี้ได้เคยปกป้องผืนแผ่นดินไทย ต่อให้กาลเวลาผ่านไปสิบปี ร้อยปีหรือมากกว่านั้น ก็ไม่มีทางที่จะลบชื่อ OV-10 Bronco ได้ เพราะนี่คือตัวตึงแห่งยุคสงครามเย็นที่ไม่มีใครลืมลง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
กองทัพอากาศไทย
Peter Steineman
Google AI Studio
Dan Stijovich
2483 Reenactment Group
R.A. Ferguson
Augusto Laghi Collection
Thai Weapon Channel
LEELiFE-LEEเล่า
Dark Skies
PilotPhotog
Dwanyes Photography
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา