31 มี.ค. เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

✊เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

เลือกมาแล้ว ก็ต้องประท้วงได้ กรณีศึกษาการประท้วงของประชาชนอเมริกันในเหตุการณ์ร่วมสมัย
💪ภาพการประท้วงรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้กลายเป็นกระแสต่อสถานการณ์การเมืองโลกเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังดำเนินแผนการทางทหารอย่าง Operation Epic Fury ที่มีเป้าหมายในการชิงโจมตีก่อนเพื่อตัดกำลังของอิหร่านในทุก ๆ ด้าน
ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการรบ การตัดการส่งกำลังบำรุงรวมถึงทำลายสายบังคับบัญชาอย่างกรณีของอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ที่ถูกสหรัฐฯและชาติพันธมิตรอย่างอิสราเอลโจมตีใส่จนเสียชีวิตในบ้านพักที่กรุงเตหะราน ทำให้อิหร่านเกิดสูญญากาศทางการเมืองไปชั่วขณะ
💸การทำสงครามกับอิหร่านของสหรัฐในครั้งนี้ท่ามกลางวิกฤติทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นภายในประเทศนั้นทำให้ประชาชนอเมริกันเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากจนเกิดการชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นในหลาย ๆ รัฐที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นมินนิโซตา (Minnesota) แคลิฟอร์เนีย (California) เพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) ฯลฯ เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุติสงครามที่เกิดขึ้นและหันมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังมากกว่าผลาญงบประมาณไปกับสงครามที่อยู่ไกลประเทศ
😎ในฐานะของนักเรียนประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสหรัฐนั้น การประท้วงครั้งใหญ่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดินที่มีสิทธิและเสรีภาพอย่างสหรัฐฯ แต่ในช่วงที่สหรัฐฯทำสงครามเวียดนาม ก็เคยเกิดการประท้วงที่เคยยิ่งใหญ่ในระดับประเทศมาแล้ว ซึ่งในการประท้วงบางครั้งก็มีมีความรุนแรงถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตรวมถึงคนที่ถูกจับกุมด้วย
✊การประท้วงสงครามเวียดนามในสหรัฐฯนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1964 ซึ่งนำโดยกลุ่มนักศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้าภายใต้ชื่อกลุ่มว่า “May 2nd Movement” โดยกิจกรรมในการประท้วงครั้งนั้นจะเป็นการเดินขบวนสั้นๆ ในย่านไทม์สแควร์เพื่อต่อต้านรัฐบาลในการส่งปรึกษาทางทหารไปยังเวียดนามใต้ และการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ลงมติในกรณีอ่าวตังเกี๋ย (Gulf of Tonkin Resolution) ในการส่งทหารเข้าไปรบในเวียดนามใต้
👉อีก 1 ปีต่อมาก็เกิดการประท้วงสงครามเวียดนามที่เป็นการประท้วงอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 17 เมษายน 1965 ซึ่งครั้งนี้นำโดยกลุ่ม Students for a Democratic Society (SDS) โดยมีแกนนำที่สำคัญคือ พอล พอตเตอร์ (Paul Potter)
ซึ่งสาเหตุที่สำคัญที่เป็นตัวชนวนในการประท้วงครั้งนี้คือการที่รัฐบาลเปิดปฏิบัติการโรลลิ่งทันเดอร์ (Operation Rolling Thunder) ที่เป็นการทิ้งระเบิดในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเวียดนามเหนืออย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องยาวนานที่สุด และเป็นปีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งทหารไปยังเวียดนามอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
🔥การประท้วงของประชาชนเริ่มรุนแรงมากขึ้นตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวียดนาม จนกระทั่งในปี 1968 เมื่อเวียดนามเหนือเปิดฉากปฏิบัติการวันตรุษ (Tet Offensive) ที่ถึงแม้ผลลัพธ์ทางการทหารจะล้มเหลว แต่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งถูกถ่ายโดยผู้สื่อข่าวภาคสนามไปยังทีวีที่ห้องนั่งเล่นของประชาชนอเมริกันมันกลับทำให้ความเชื่อถือของรัฐบาลในเรื่องสงครามเวียดนามนั้นพังทลายลงทันที
📢เพราะก่อนหน้านี้ในช่วงปี 1965 - 1967 รัฐบาลพยายามบอกกับประชาชนว่า “เรากำลังจะชนะสงครามนี้แล้ว” แต่ภาพและวิดิโอที่ชาวอเมริกันเห็นในห้องนั่งเล่นในบ้านของพวกเขากลับเป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของรัฐบาลมากไม่ว่าจะเป็นภาพที่สถานฑูตสหรัฐฯ ถูกหน่วยแซปเปอร์ (Sapper) ของเวียดนามเหนือบุก หรือภาพที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ กำลังต่อสู้กับกองกำลังเวียดกงในเมืองเว้ (Hue) ด้วยความเหนื่อยและอ่อนล้า
ซึ่งภาพและเหตุการณ์เหล่านี้สร้างความรู้สึกต่อประชาชนต่อสงครามครั้งนี้ว่า “ห่างไกลต่อชัยชนะ” และเริ่มรู้สึกอย่างจริงจังโดยเฉพาะชนชั้นกลางในสหรัฐฯว่า “เรากำลังรบไปเพื่ออะไรในสงครามครั้งนี้”
🔫ประกอบกับในปีดังกล่าวได้เหตุการณ์ลอบสังหารบุคคลสำคัญที่เป็นทั้งนักกิจกรรมและนักการเมืองที่ใฝ่หาสันติภาพเช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) ซึ่งเป็นนักกิจกรรมเพื่อสิทธิคนผิวสีและยังต่อต้านสงครามเวียดนามด้วย และโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี้ (Robert Francis Kennedy) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ที่กำลังจะลงแข่งตำแหน่งประธานธิบดีชิงกับริชาร์ด นิกสัน (Richard Milhous Nixon) จากพรรคริพับลิกัน ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม
✝การเสียชีวิตของพวกเขาคือหนึ่งในปัจจัยหลายๆปัจจัยที่ทำให้เกิดการประท้วงรัฐบาลตามที่ต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ แต่การประท้วงในปี 1968 ที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนอเมริกันมากที่สุดคือ “การประท้วงที่งานประชุมพรรคเดโมแครตที่เมืองชิคาโก” (Democratic National Convention of 1968) ที่นำโดยกลุ่มยิปปี้ (Yippies) และกลุ่ม SDS ที่เคยเป็นแกนนำในการประท้วงครั้งแรก
จุดมุ่งหมายของพวกเขาคือการประจานให้คนอเมริกันรู้ว่าพรรคเดโมแครตที่ปกครองประเทศอยู่ ณ ขณะนั้นเป็นพรรคที่สนับสนุนให้ทำสงครามเวียดนามต่อ และการที่พรรคเลือกที่จะเปลี่ยนตัวผู้สมัครประธานาธิบดีอย่าง ยูจีน แมคคาร์ธี (Eugene Joseph McCarthy) ที่มีแนวต่อต้านสงครามอย่างชัดเจนไปยังฮิวเบิร์ต ฮัมฟรีย์ (Hubert Humphrey) ที่ผู้ประท้วงมองว่าเป็นร่างทรงของลินดอน บี. จอห์นสัน (Lyndon Baines Johnson) ประธานาธิบดีสหรัฐฯจากพรรคเดียวกันที่พาประเทศเข้าสู่สงครามเวียดนาม
🪖การประท้วงในครั้งนั้นจบด้วยความรุนแรงโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นตำรวจและกองกำลังป้องกันชาติ (National Guard) เข้าสลายการชุมนุมโดยการใช้แก๊สน้ำตา ทุบทีและบีบบังคับผู้ชุมนุมต้องสลายตัว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังเข้าไปทำร้ายประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มาชุมนุมรวมถึงนักข่าวที่มาทำข่าวเรื่องที่เกิดในเมืองด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้เป็นต้นกำเนิดวลีที่เป็นตำนานอย่าง “The Whole World is Watching!” (โลกกำลังจับตาดูพวกคุณอยู่) ซึ่งเป็นวลีที่เกิดขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม
และผลของเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้พรรคเดโมแครตต้องเสียเก้าอี้ประธานาธิบดีให้กับนิกสันจากพรรคริพับลิกันที่มีความชัดเจนในเรื่องการถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามมากว่าพรรคเดโมแครต และยังมีผู้ถูกบำเนินคดีจากการชุมนุมดังกล่าวถึง 7 คนที่แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะถูกศาลตัดสินยกฟ้องในเวลาต่อมาก็ตาม
😡แต่ใช่ว่านิกสันจะสามารถบริหารประเทศไปด้วยความราบรื่น แม้ว่าเขาดำเนินนโยบายให้เวียดนามดำเนินการเอง (Vietnamization) ด้วยการค่อย ๆ ถอนกำลังทหารออกไปทีละนิดและสอนเรื่องยุทธวิธีต่าง ๆ ให้กับทหารเวียดนามใต้ รวมถึงสนับสนุนให้เวียดนามใต้เริ่มปฏิบัติการทางทหารด้วยกันเองโดยไม่ต้องพึ่งทหารสหรัฐฯก็ตาม
แต่เขาก็แอบดำเนินการปฏิบัติการทางทหารในเวียดนามด้วยเช่นกัน คือปฏิบัติการบุกกัมพูชา (Cambodian incursion and the Cambodian liberation 1970) ซึ่งทันทีที่ประชาชนทราบข่าวเรื่องการบุกกัมพูชาในเดือนพฤษาภาคม 1970 กระแสต่อต้านสงครามเวียดนามก็กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง
📖ซึ่งการชุมนุนในปี 1970 นี้เริ่มโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยเคนต์สเตท (Kent State University - KSU) ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1970 และวันที่ 2 พฤษภาคม เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารฝึกทหารสำรอง (Reserve Officers' Training Corps) ภายในมหาวิทยาลัย ทำให้นายกเทศมนตรีเมืองเคนต์ในขณะนั้นประกาศสภาวะฉุกเฉินและให้กองกำลังป้องกันชาติเข้ายึดพื้นที่ในมหาวิทยาลัยทันที
🔥เหตุการณ์บานปลายถึงขั้นนองเลือดในวันที่ 4 พฤษภาคม เมื่อนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรวมตัวกันประท้วงในลานกว้างของมหาวิทยาลัยในเวลา 11.00 น. อีก 50 นาทีต่อมา ทหารเริ่มการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา แต่นักศึกษาบางส่วนไม่ยอมสลายตัวพร้อมกับขว้างปาก้อนหินตอบโต้พร้อมกับตะโกนด่าทอใส่ทหารด้วย จึงทำให้ทหารต้องถอยร่นไปที่อาคาร Taylor Hall
และหลังจากนั้นมีกลุ่มทหารจำนวนหนึ่งได้หันหลังกลับและยิงปืนใส่กลุ่มนักศึกษาที่ประท้วงอยู่เป็นเวลาราว ๆ 13 วินาที ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บรวม 9 คนและเสียชีวิตอีก 4 คน ซึ่ง 2 ใน 4 เป็นเพียงนักศึกษาที่เดินผ่านในบริเวณที่สลายการชุมนุมเท่านั้น
😞ผลจากการประท้วงดังกล่าวมีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทั้งหมด 25 คน แต่มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงพร้อมกับรอลงอาญา ซึ่งกระบวนการดำเนินคดีนี้ถูกมองว่าเป็นการ "ข่มขู่" ฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐเหมือนกับในกรณีการชุมนุมที่เมืองชิคาโก ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ดำเนินการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงจากทั้ง 2 เหตุการณ์ต่างไม่มีใครออกมารับผิดชอบเลยแม้แต่คนเดียว
กรณีนี้อาจตีความได้ว่าเป็นการลอยนวลพ้นผิด (Impunity) โดยที่รัฐไม่ได้โดนบทลงโทษอย่างจริงจัง มีเพียงแค่การจ่ายเงินเยียวให้กับผู้เสียชีวิตเท่านั้น
🤔เรื่องการประท้วงในอดีต กับการประท้วงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ทำให้ชวนคิดได้ว่า ถ้าทรัมป์ตัดสินใจสลายความชุมนุมด้วยความรุนแรง ผลลัพธ์ของเหตุการณ์อาจจะแย่จนถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมืองอเมริกาขึ้นอีกรองหรือไม่ หรือทรัมป์อาจจะเลือกทางประณีประนอมด้วยการรีบจบสงครามกับอิหร่านให้ไวที่สุดแล้วมาแก้ปัญหาภายในประเทศเพื่อกู้กระแสนิยมกลับมา เรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไป
#สงคราม #อิหร่าน #สหรัฐ #เหตุการณ์โลกปัจจุบัน #ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามเวียดนาม #เวียดนาม #ลาว #กัมพูชา #สงครามลับในลาว
โฆษณา