1 เม.ย. เวลา 02:39 • ประวัติศาสตร์

​EP.7 | วีรสตรีแห่งย่างกุ้ง 'อองซาน ซูจี' : ดอกไม้ ความหวัง และกระบอกปืน

​หากจะทำความเข้าใจว่าทำไมประเทศเมียนมาถึงเดินมาถึงจุดแตกหักที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เราต้องมองข้ามภาพจำเรื่อง "นางเอกกับผู้ร้าย" แล้วมาเจาะลึกความสัมพันธ์อันแสนเปราะบางระหว่าง "ดอว์ อองซาน ซูจี" สัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย และ "ทัตมาดอว์" (กองทัพเมียนมา) สถาบันที่เชื่อมั่นหมดหัวใจว่าตนคือผู้พิทักษ์ชาติเพียงหนึ่งเดียว
​ความพังทลายของประเทศนี้ เกิดขึ้นเมื่อ "สมดุล" ของทั้งสองฝั่งขาดสะบั้นลงครับ...
​1. รอยต่อแห่งประวัติศาสตร์: สายเลือดวีรบุรุษที่ถูกปลุกให้ตื่น
เดิมที อองซาน ซูจี ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในฐานะภรรยาและแม่ในประเทศอังกฤษ แต่จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อเธอเดินทางกลับย่างกุ้งในเดือนมีนาคม ปี 1988 เพื่อมาดูแลแม่ที่ป่วยหนัก
ภาพถ่ายครอบครัวอองซานซูจี กำลังปิกนิกอยู่ที่สก๊อตแลนด์ กับสามี (มีหนวดเครา) และลูกชายสองคน
จังหวะนั้นตรงกับเหตุการณ์ลุกฮือครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 (เหตุการณ์ 8888) ที่ประชาชนออกมาประท้วงขับไล่เผด็จการเนวิน และถูกปราบปรามด้วยกระสุนจริงจนมีผู้เสียชีวิตนับพันคน ท่ามกลางความโกลาหล ซูจีในฐานะ "ลูกสาวของนายพลอองซาน" (บิดาแห่งเอกราชและผู้ก่อตั้งกองทัพพม่า) ได้ตัดสินใจก้าวขึ้นเวทีปราศรัยที่เจดีย์ชเวดากอง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1988 ต่อหน้าฝูงชนนับแสน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เธอกลายเป็นแกนนำในการเรียกร้องประชาธิปไตย
อองซานซูจี กล่าวสุนทรพจน์ในการชุมนุมใหญ่ที่เจดีย์ชเวดากอง เมื่อ 26 ส.ค. 1988 (2531)
ประชาชนเดินขบวนประท้วง พร้อมกับชูภาพวีรบุรุษ นายพลอองซาน
2. สองมุมมอง: อิสรภาพที่สูญหาย กับ ความหวาดระแวงของกองทัพ
​ในมุมมองของประชาชน (แม่แห่งชาติ): สิ่งที่ทำให้คนพม่ารักเธอสุดหัวใจ คือ "ความเสียสละ" ที่แลกมาด้วยชีวิตวัยกลางคนทั้งหมด เธอถูกรัฐบาลทหารสั่งกักบริเวณและจำคุกใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้งในช่วงปี 1989 - 2010 (รวมระยะเวลาที่สูญเสียอิสรภาพยาวนานกว่า 15 ปี จาก 21 ปี!) เธอต้องอยู่ในบ้านพักริมทะเลสาบอินยา ภาคย่างกุ้ง อย่างโดดเดี่ยว หรือแม้แต่ถูกส่งไปขังในเรือนจำอินเส่งอันโหดร้าย
ซูจี ถูกทหารกักบริเวณ อยู่ในบ้านเป็นเวลาประมาณ 15 ปี
จุดที่บีบหัวใจที่สุดคือในวันที่ 27 มีนาคม 1999 'ไมเคิล อริส' สามีของเธอป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ทหารพม่าไม่อนุญาตให้สามีบินเข้าประเทศ และกดดันให้เธอบินกลับอังกฤษไปดูใจแทน แต่ซูจีปฏิเสธ เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าเธอก้าวเท้าออกจากพม่า ทหารจะไม่มีวันให้เธอกลับมาอีก การยอมแลกไม่ได้สั่งลาคนรัก เพื่อยืนหยัดเคียงข้างประชาชน คือสิ่งที่ซื้อใจคนพม่าไปทั้งดวง
​ในมุมมองของกองทัพ ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นตัวร้าย แต่พวกเขามองว่าประเทศพม่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธมากมาย หากปล่อยให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ประเทศอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ (Balkanization) กองทัพเชื่อว่ามีเพียงพวกเขาที่รักษาความเป็นปึกแผ่นนี้ได้
​นอกจากนี้ กองทัพยังมีความหวาดระแวงภัยคุกคามจากชาติตะวันตก (Neo-Colonialism) การที่ซูจีมีครอบครัวเป็นชาวอังกฤษ และมีชาติตะวันตกหนุนหลัง ทำให้กองทัพมองว่าเธออาจเป็น "หุ่นเชิด" ที่ต่างชาติจะใช้เข้ามาแทรกแซงอธิปไตยของพม่า การมีอยู่ของเธอจึงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในสายตานายพล
พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประชุมร่วมกับ อองซาน ซูจี
3. การประนีประนอมสีเทา และยุคทองที่แสนสั้น
​หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2015 พรรค NLD ชนะถล่มทลาย ซูจีขึ้นเป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ (State Counsellor) พม่าเข้าสู่ "ยุคทอง" ที่เศรษฐกิจเปิดกว้างและมีเสรีภาพ
​แต่นี่คือยุคแห่งการ "เต้นรำกับเผด็จการ" ซูจีรู้ดีว่าทหารยังคุมกระทรวงความมั่นคงและมีโควตา ส.ส. 25% ในสภา เธอจึงพยายามแสดงให้กองทัพเห็นว่าเธอประนีประนอมได้ โดยเมื่อเดือน ธันวาคม 2019 ซูจีเดินทางไปศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่กรุงเฮก เพื่อขึ้นให้การ "ปกป้อง" กองทัพเมียนมาในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา
การกระทำนี้ทำให้นานาชาติช็อกและรุมประณามเธอ แต่สำหรับกองทัพและชาวบามาร์ นี่คือการพิสูจน์ว่าซูจียอมเอาชื่อเสียงและรางวัลโนเบลของตัวเองมาสังเวย เพื่อเป็นเกราะกำบังให้ประเทศ
อองซาน ซูจี ปกป้องเมียนมา จากการถูกกล่าวหาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงยา ณ ศาลสูงสุดของสหประชาชาติ กรุงเฮก
4. เลือกตั้ง 2020: ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สายป่านขาดสะบั้น
​จุดแตกหักที่นำไปสู่หายนะ เกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่ 8 พฤศจิกายน 2020 พรรค NLD กวาดที่นั่งไปถึง 83% ชนะขาดลอยยิ่งกว่าปี 2015 ในขณะที่พรรค USDP ซึ่งเป็นนอมินีของกองทัพพ่ายแพ้ราบคาบ
​ในมุมมองของมินอ่องหล่ายและกองทัพ: พวกเขามองว่ารัฐบาล NLD กำลังมีอำนาจล้นฟ้า และอาจนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อริบอำนาจทหาร ผนวกกับวาระที่ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย กำลังจะต้องเกษียณอายุราชการในวัย 65 ปี (ช่วงกลางปี 2021) หนทางสู่อำนาจทางการเมืองของเขาจึงถูกปิดตาย
​กองทัพจึงอ้างว่าพบ "การทุจริตรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 10 ล้านรายชื่อ" และเรียกร้องให้ตรวจสอบ แต่รัฐบาลของซูจีปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง สำหรับกองทัพ การถูกเพิกเฉยครั้งนี้ถือเป็นการลูบคมและเป็นสัญญาณว่าพวกเขาหมดความหมาย
5.​ ปฏิบัติการลบความทรงจำ 🏠 : การประมูล 'บ้านเลขที่ 54'
​อีกหนึ่งความพยายามในการลบภาพจำของซูจีออกจากหน้าประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นกับสถานที่ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้อย่าง "บ้านพักเลขที่ 54 ถนน University Avenue" ในย่างกุ้ง ซึ่งเป็นบ้านมรดกที่เธอถูกทหารกักบริเวณยาวนานถึง 15 ปี และเป็นจุดที่เธอเคยยืนเกาะรั้วปราศรัยปลุกใจคนนับหมื่น
​แต่ทว่า พี่ชายแท้ๆ ของเธอ (อองซาน อู) ซึ่งมีความสนิทสนมกับกองทัพ ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอแบ่งมรดก และแน่นอนว่าในยุคที่ทหารเรืองอำนาจ ศาลได้ตัดสินเข้าข้างพี่ชาย โดยมีคำสั่งให้นำบ้านประวัติศาสตร์หลังนี้ออกประมูลขายทอดตลาด!
​ราคาเริ่มต้นที่ตั้งไว้: สูงถึง 315 พันล้านจั๊ต (หากคิดตามเรตทางการจะราวๆ 5,200 ล้านบาท แต่ถ้าคิดตามเรตตลาดมืดจะอยู่ที่ประมาณ 3,100 ล้านบาท)
​ไม่มีใครกล้าซื้อ!: ในการเปิดประมูลรอบแรกเมื่อต้นปี 2024 "ไม่มีใครโผล่มาเสนอราคาสักคนเดียว" แม้ศาลจะพยายามหั่นราคาลงมาในการประมูลรอบต่อๆ มา แต่ก็ยังขายไม่ออกอยู่ดี!
เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย จากศาลแขวงกะมายุต กล่าวประมูลขายบ้าน อองซาน ซูจี
สาเหตุหลักไม่ใช่แค่เพราะราคาที่แพงหูฉี่ แต่มันคือ "ความกลัวและความเคารพ" ครับ เพราะรัฐบาลเงาของฝั่งประชาชน (NUG) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนบ้านหลังนี้เป็น "มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ" พร้อมขีดเส้นตายขู่ว่า ใครก็ตามที่กล้าซื้อหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยว จะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดและยึดทรัพย์ทันทีที่การปฏิวัติสำเร็จ บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นอนุสรณ์สถานตอกย้ำรอยร้าวที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง...
​บทสรุป: รุ่งอรุณ 1 กุมภาพันธ์ สู่การจองจำครั้งสุดท้าย และสงครามเจเนอเรชันใหม่
​ด้วยความหวาดระแวงว่าอำนาจของสถาบันทหารกำลังจะสูญสลาย รุ่งเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 กองทัพจึงตัดสินใจใช้กำลังบุกควบคุมตัวซูจีและแกนนำรัฐบาล ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และทำรัฐประหาร...
​ดอว์ อองซาน ซูจี ต้องเผชิญกับการ "สูญเสียอิสรภาพเป็นครั้งที่ 4" คราวนี้กองทัพเล่นงานหนักกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การกักบริเวณในบ้านพักเหมือนในอดีต แต่จับเธอขังเรือนจำเดี่ยว ยัดข้อหาตั้งแต่คอร์รัปชันไปจนถึงครอบครองวิทยุสื่อสารวอล์กกี้ทอล์กกี้ รวมโทษจำคุกตอนแรกสูงถึง 33 ปี (ก่อนจะมีการลดโทษบางส่วนจนเหลือ 27 ปี ในเวลาต่อมา)
อองซาน ซูจี (ซ้าย) และวินมินต์ (ขวา) ระหว่างการขึ้นศาลครั้งแรกในเนปยีดอ เมื่อ 24 พ.ค. 2021 (2564)
จนกระทั่งล่าสุดในเดือนเมษายน ปี 2024 (2567) ด้วยวัยที่เฉียด 80 ปี และสภาพอากาศในเรือนจำเนปยีดอที่ร้อนจัดจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทหารจึงต้องยอมย้ายเธอกลับมากักบริเวณที่บ้านพักรับรองแทน... เป็นการจองจำครั้งสุดท้ายที่แทบจะปิดฉากเส้นทางสตรีเหล็กแห่งการเมืองพม่าอย่างสมบูรณ์
มินอ่องหล่ายอาจเชื่อว่า เขาแค่ทำ "รัฐประหาร" เพื่อรีเซ็ตกระดานใหม่ จับซูจีขังคุกเหมือนที่กองทัพเคยทำสำเร็จมาตลอดในอดีต... แต่ทัตมาดอว์ประเมิน "ประชาชน" ในยุคนี้ต่ำเกินไป
​เมื่อสมดุลแห่งการประนีประนอมพังทลาย และความหวังถูกกระชากกลับไปในความมืดมิด ความโกรธแค้นของเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเสรีภาพจึงปะทุขึ้น จาก "สันติวิธี" ของแม่ซูจีในอดีต กำลังจะถูกแทนที่ด้วย "อาวุธปืน" ของเด็ก Gen Z...
​ใน EP.8 ตอนหน้า เราจะพาทุกท่านไปถอดรหัสการกำเนิดของ กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) วัยรุ่นที่ทิ้งคีย์บอร์ด หันหลังให้มหาวิทยาลัย และเดินเข้าป่าไปสู้กับทหารอาชีพ!
​💡 ข้อมูลเพิ่มเติม : ซูจี เคยถูกกักบริเวณและจองจำครั้งใหญ่ๆ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง
ชาวงเวลาที่ ซูจี ถูกกักบริเวณอยู่ในบ้าน มีประชาชนแห่มาให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง
📌 ครั้งที่ 1: การกักบริเวณครั้งแรก (กรกฎาคม 1989 - กรกฎาคม 1995)
ระยะเวลา: 6 ปี
สาเหตุ: หลังเหตุการณ์ประท้วง 8888 เธอเดินสายปราศรัยทั่วประเทศ รัฐบาลทหาร (สลอร์ค) ทนกระแสความนิยมไม่ไหว จึงสั่งกักบริเวณเธอให้อยู่แต่ในบ้านพักริมทะเลสาบอินยา (Inya Lake) ในย่างกุ้ง โดยตัดขาดการสื่อสารจากโลกภายนอก (ช่วงนี้เองที่เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1991 แต่ต้องให้ลูกชายไปรับแทน)
​📌 ครั้งที่ 2: ถูกสกัดดาวรุ่ง (กันยายน 2000 - พฤษภาคม 2002)
​ระยะเวลา: 1 ปี 7 เดือน
​สาเหตุ: เธอพยายามเดินทางออกจากย่างกุ้งเพื่อไปพบปะกับผู้สนับสนุนพรรค NLD ในต่างจังหวัด แต่ถูกทหารสกัดขบวนรถไว้ และสั่งกักบริเวณเธอไว้ในบ้านพักอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยตัวออกมาสั้นๆ
​📌 ครั้งที่ 3: จากเหตุการณ์นองเลือดสู่คุกอินเส่ง (พฤษภาคม 2003 - พฤศจิกายน 2010)
​ระยะเวลา: 7 ปีครึ่ง
​สาเหตุ: ขบวนรถของเธอถูกกลุ่มอันธพาลจัดตั้งของรัฐบาลทหารลอบโจมตีที่เมืองเดพายิน (Depayin Massacre) มีผู้สนับสนุนเสียชีวิตหลายสิบคน แทนที่รัฐบาลจะจับคนร้าย กลับจับซูจีไปขังที่ "เรือนจำอินเส่ง" (คุกที่โหดที่สุดของพม่า) อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะย้ายกลับมากักบริเวณที่บ้านพักยาวไปจนถึงหลังการเลือกตั้งจัดฉากของทหารในปี 2010
​(สรุปแค่ช่วงปี 1989 - 2010 ซูจีสูญเสียอิสรภาพไปถึง 15 ปี จาก 21 ปี)
​📌 ครั้งที่ 4: รัฐประหาร 2021 สู่การจองจำครั้งสุดท้าย? (1 กุมภาพันธ์ 2021 - ปัจจุบัน)
​ระยะเวลา: ตั้งแต่วันรัฐประหารจนถึงปัจจุบัน
​สาเหตุ: พรรค NLD ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย มินอ่องหล่ายจึงทำรัฐประหาร ซูจีถูกจับกุมตัวตั้งแต่วันแรก คราวนี้ทหารเล่นงานหนักกว่าเดิม ไม่ใช่แค่กักบริเวณแบบในอดีต แต่จับเธอไปขังเรือนจำเดี่ยวในเนปยีดอ พร้อมยัดข้อหาทางการเมืองและคอร์รัปชันสารพัดสารพัน รวมโทษจำคุกกว่า 30 ปี (ต่อมามีการลดโทษและย้ายมาควบคุมตัวที่บ้านพักบ้างเนื่องจากปัญหาคลื่นความร้อนและสุขภาพในวัยชรา)
📚 แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- BBC / Reuters: ลำดับเหตุการณ์รัฐประหารเมียนมา และชีวประวัติอองซาน ซูจี
- The Irrawaddy: การเมืองพม่าช่วงเปลี่ยนผ่าน, ผลการเลือกตั้ง 2020 และมุมมองของกองทัพ
#ถอดรหัสเมียนมา #ประวัติศาสตร์พม่า #การเมืองเมียนมา #อองซานซูจี #AungSanSuuKyi #มินอ่องหล่าย #รัฐประหารพม่า #ทัตมาดอว์ #Blockdit
โฆษณา