4 เม.ย. เวลา 06:05 • หนังสือ

‘ผมไม่ต้องการบอกให้คนอ่านรู้สึกอย่างไร แต่ผมต้องการทำให้พวกเขารู้สึก’

ตัน ตวัน เอ็ง สนทนากับ เจนนิเฟอร์ มาเล็ก เกี่ยวกับนวนิยายเล่มใหม่ The House of Doors
29 กุมภาพันธ์ 2024 โดย เจนนิเฟอร์ มาเล็ก
เจนนิเฟอร์ มาเล็ก จาก The JRB (The Johannesburg Review of Books): ขอแสดงความยินดีด้วย ที่ผลงานของคุณได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบ Longlist ของ Walter Scott Prize สำหรับวรรณกรรมแนวประวัติศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่าคุณเองก็มีประสบการณ์กับรางวัลนี้มาแล้วจากการเป็นผู้ชนะในปี 2013 ด้วยผลงานเรื่อง The Garden of Evening Mists อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดคุณเข้าหาความเรียงประเภทนี้? และประวัติศาสตร์มีความหมายต่อคุณอย่างไรบ้าง?
TTE: ผมเริ่มอ่านหนังสือ และเริ่มอ่านอย่างหมกมุ่นมาตั้งแต่ยังเด็กมาก พ่อแม่ของผมท่านค่อนข้างปล่อยวางกับสิ่งที่ผมอ่าน พวกท่านไม่เคยตีกรอบการอ่านของผมเลย แม้ว่าผมจะอ่านหนังสือหลายเล่มที่ดูจะมีความเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าที่เด็กหรือวัยรุ่นควรจะอ่านก็ตาม ผมไม่เคยแบ่งแยกเลยว่าหนังสือที่กำลังอ่านอยู่นั้นเป็นแนวประวัติศาสตร์หรือร่วมสมัย สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือการได้จมดิ่งลงไปในโลกแห่งจินตนาการที่ผมกำลังอ่านอยู่
ในตอนนี้ เวลาที่ผมเขียนนวนิยาย ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นวรรณกรรมประวัติศาสตร์เลย สำหรับผม มันคือนวนิยายที่บังเอิญว่าฉากหลังเกิดขึ้นในยุคสมัยใดสมัยหนึ่ง เพราะนั่นคือสิ่งที่เรื่องราวเรียกร้อง ในฐานะนักเขียน ผมพยายามจะสร้างประสบการณ์แบบเดียวกับที่ผมเคยได้รับตอนเป็นเด็กชายที่อ่านหนังสือเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ ผมอยากจะหลงลืมตัวเองไปในเรื่องราว โดยเฉพาะในเรื่องที่ผมกำลังเขียนอยู่ เพราะถ้าแม้แต่ตัวผมเองยังไม่หลงลืมไปกับมัน ผมจะคาดหวังให้ผู้อ่านเป็นแบบนั้นได้อย่างไร?
บางทีอาจเป็นเพราะนักเขียนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างโลกในอดีตที่สมจริงและน่าเชื่อถือขึ้นมาใหม่ สำหรับผมแล้ว วรรณกรรมแนว "ประวัติศาสตร์" จึงให้ความรู้สึกที่จมดิ่งและเป็นส่วนหนึ่งกับมันได้มากกว่า การที่นวนิยายเหล่านี้จะประสบความสำเร็จได้ ซึ่งความจริงก็รวมถึงนวนิยายทุกประเภท ความรู้สึกถึงสถานที่และเวลานับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ การได้เห็นว่าสังคมและผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามกาลเวลาก็เป็นเรื่องที่ให้ความกระจ่างและน่าหลงใหล ในเรื่อง The Gift of Rain ผมได้เปรียบเทียบแผ่นดินมลายูก่อนและระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนในเรื่อง The Garden of Evening Mists ผมได้สำรวจว่าบุคคลที่ได้รับบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงนั้นรับมืออย่างไรหลังจากผ่านพ้นปีแห่งสงครามที่น่าสะพรึงกลัว นวนิยายนั้นล้วนเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการที่ตัวเอกหรือโลกทั้งใบนั้นเปลี่ยนไปอย่างไร
ตอนที่ผมกลับไปอ่านร่างแรกของ The House of Doors ผมค่อนข้างตกใจเหมือนกัน ที่พบว่ามันเป็นนวนิยายเฟมินิสต์ที่ซ่อนความเกรี้ยวกราดไว้อย่างเงียบเชียบ ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น แต่ผมตระหนักได้ว่าผมไม่สามารถเขียนถึงผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1900 โดยไม่ให้เธอเผชิญหน้ากับความคาดหวัง ข้อจำกัด และความไม่ยุติธรรมที่สังคมหยิบยื่นให้ผู้หญิงได้เลย
ผมคิดว่าเมื่อก่อนเคยมีการเหยียดวรรณกรรมในเชิงวรรณศิลป์ต่อ "วรรณกรรมประวัติศาสตร์" อยู่บ้าง แต่ Walter Scott Prize มีส่วนช่วยอย่างมากในการเปลี่ยนทัศนคตินั้น ในช่วง 15 ปีนับตั้งแต่รางวัลนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยดยุคและดัชเชสแห่งบักคลู (Duke and Duchess of Buccleuch) รางวัลนี้ได้สร้างคุณูปการอันประเมินค่าไม่ได้ในการดึงความสนใจของโลกมาสู่นวนิยายที่มักถูกมองข้ามจากรางวัลอื่นๆ นับเป็นเกียรติอย่างสูงจริงๆ ที่ผมได้รับรางวัลนี้เมื่อปี 2013
ตอนนี้ความรู้ทางประวัติศาสตร์มีความสำคัญมากกว่ายุคไหนๆ มีคนมากมายในโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ ผู้สร้างกระแสทางความคิด หรือนักการเมือง ที่พยายามจะเขียนอดีตขึ้นใหม่เพื่อให้สอดรับกับผลประโยชน์ของตนเอง ประวัติศาสตร์กำลังถูกบิดเบือนเพื่อให้เราโกรธแค้น เพื่อชักจูงเรา และเพื่อเป่าให้เราปลิวไปตามเส้นทางที่พวกเขาต้องการ
นวนิยายเรื่อง The Go-Between ของ แอลพี ฮาร์ตลีย์ (LP Hartley) เปิดเรื่องด้วยประโยคที่ว่า: ‘อดีตคือต่างประเทศ พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ที่นั่นไม่เหมือนกับเรา’ (‘The past is a foreign country; they do things differently there.’)มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่เราจำเป็นต้องรู้ด้วยว่ามันแตกต่างกันอย่างไร เราต้องมีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือคำลวง ถ้าคุณไม่อยากเป็นเพียงแกะอีกตัวหนึ่งในฝูง ก็เริ่มจากการทำความเข้าใจอดีต และย้อนเวลากลับไปศึกษาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
The JRB: คุณเคยกล่าวว่า The House of Doors เป็นหนังสือที่เขียนยากเป็นพิเศษ และคุณเกือบจะถอดใจกับมันไปแล้ว ฉันดีใจมากที่คุณไม่ได้ทำแบบนั้น แต่มีอะไรในนวนิยายเล่มนี้ที่ทำให้การเขียนให้จบเป็นความท้าทายที่ยากลำบากขนาดนั้น?
TTE: ผมเคยตั้งใจจะให้หนังสือเล่มที่สามของผมเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อน แต่แล้วผมต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาหัวเข่าที่มีปัญหา กระบวนการฟื้นตัวนั้นยาวนานและยากลำบากมาก ผมไม่สามารถฝืนใจให้เริ่มโครงการเขียนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้ เลยวางมันไว้ข้างๆ แล้วเริ่มเขียนสิ่งที่ผมจินตนาการไว้ว่าจะเป็นนวนิยายเล่มเล็กๆ เขียนง่าย และไม่ต้องค้นคว้าข้อมูลอะไรมากมาย แต่ผมคิดผิดไปถนัดเลย
ผมจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองแก้บทเขียนเรื่อง The House of Doors ไปกี่ครั้ง เนื้อเรื่องมันไม่ลงตัว มีเส้นเรื่องที่สับสนปนเปกันเต็มไปหมด อีกทั้งการนำตัวบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์อย่าง ดับเบิลยู ซอมเมอร์เซต มอห์ม (W Somerset Maugham) ดร. ซุน ยัตเซ็น (Sun Yat-sen) นักปฏิวัติชาวจีน และ เอเธิล เพราด์ล็อก (Ethel Proudlock) เข้ามาไว้ในเรื่อง และทำให้พวกเขามีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันนั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก
มีคนเคยพูดกับผมว่า ‘มันต้องง่ายกว่ามากแน่ๆ ที่เขียนถึงคนที่มีตัวตนจริง เพราะสิ่งที่คุณต้องทำก็แค่พรรณนาถึงพวกเขาและจำลองพวกเขาลงบนหน้ากระดาษ’ แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ในความเป็นจริงมันยากกว่ามาก คุณต้องทำให้พวกเขามีชีวิตชีวาขึ้นมาภายใต้ข้อจำกัดของข้อมูลทุกอย่างที่โลกรู้จักเกี่ยวกับตัวเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องนำเสนอบางสิ่งที่สดใหม่ ดูมีเลือดเนื้อ และสมจริงให้แก่พวกเขาด้วย คุณต้องทำให้พวกเขากลับมาหัวเราะ ร้องไห้ เกลียดชัง และรักได้อีกครั้ง หลังจากที่พวกเขากลายเป็นเถ้าธุลีไปนานแล้ว
นอกจากความท้าทายเหล่านั้นแล้ว ทิศทางของโครงเรื่องของผมยังต้องสอดรับกับบุคลิกภาพและอุปนิสัยของบุคคลที่มีตัวตนจริงเหล่านี้ด้วย การเขียนถึงตัวละครที่ผมสร้างขึ้นเองจากจินตนาการนั้นให้ความรู้สึกว่าถูกจำกัดน้อยกว่ามาก
ปัญหาเพิ่มเติมเกิดขึ้นเมื่อบรรณาธิการของผมพบว่าลำดับเวลาที่แตกต่างกันในเรื่องนั้นสร้างความสับสน ผมจึงรับฟังคำแนะนำของเขาและใส่ระบุวันที่รวมถึงชื่อสถานที่ไว้ในส่วนหัวของแต่ละบท ผมไม่เคยชอบหัวข้อประเภทนี้เลย แต่ก็น่าประหลาดใจ (และน่าเจ็บใจ) ที่การใส่ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ลงไปช่วยคลี่คลายความสับสนในเนื้อเรื่องได้อย่างมาก
เขายังแนะนำให้ผมเลื่อนฉากสองหรือสามฉากไปไว้ในช่วงท้ายๆ ของเล่ม เพื่อไม่ให้ความตื่นเต้นระทึกใจนั้นจางหายไปก่อนเวลาอันควร ซึ่งก็ได้ผลดีมากเช่นกัน ในที่สุด สิ่งที่ผมเคยมองว่าเป็นภูเขาที่สูงชันจนไม่อาจข้ามผ่านได้ กลับกลายเป็นว่าการปีนขึ้นไปนั้นยากน้อยกว่าที่ผมหวังไว้ตอนแรก ผมยังได้เพิ่มฉากใหม่ๆ เข้าไปอีกจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือฉากที่ วิลลี (Willie) ไปว่ายน้ำในตอนกลางคืน
เมื่อเปรียบเทียบกับนวนิยายเล่มก่อนๆ ของผม Doors เป็นนวนิยายที่เงียบเชียบกว่า และเน้นไปที่โลกภายในมากกว่า ผมต้องการให้เปลือกนอกดูสำรวมและสงบราบเรียบอย่างแนบเนียน และอย่างที่เราทราบกันดี การเขียนงานที่นิ่งเรียบนั้นยากกว่าการเขียนงานที่หวือหวาฉูดฉาดมาก
The JRB: The House of Doors มีทั้งส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์การเมือง ส่วนที่เป็นเรื่องราวความรักที่ต้องห้าม (หรือจะให้เจาะจงคือ 'หลายเรื่องราว' ความรัก) ส่วนที่เป็นวรรณกรรมชีวประวัติและประวัติศาสตร์ ส่วนที่เป็นการศึกษาตัวละคร และยังเป็นเหมือนจดหมายรักถึงบรรยากาศอันเขียวชอุ่มชุ่มชื่นของมาเลเซีย ในบรรดาเลเยอร์เหล่านี้ คุณสนุกกับการเขียนส่วนไหนมากที่สุด?
TTE: ผมไม่เคยแยกองค์ประกอบเหล่านี้ออกจากกันเลยเวลาเขียนนวนิยาย ผมให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพงานเขียนของผมมากกว่า ว่าจะสร้างประโยคที่มีความออริจินัล สมจริง และงดงามได้อย่างไร? และจะทำอย่างไรให้งานเขียนของผมนั้น ‘ส่องประกาย’ ออกมา?
ส่วนที่ผมชอบที่สุดในการเขียนหนังสือคือการ ‘เกลา’ หรือการเขียนใหม่ครับ ผมสามารถใช้เวลาหลายปีไปกับมัน เพื่อโลดแล่นไปกับภาษาในร่างต้นฉบับ นวนิยายทุกเล่มที่ผมเขียนจะต้องดีขึ้นกว่าเล่มก่อนหน้าเสมอ ไม่อย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?
ผู้สัมภาษณ์คนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตกับผม โดยอ้างถึงเรื่อง The Gift of Rain และ The Garden of Evening Mists ว่าการเขียนถึงความโหดร้ายในยามสงครามและความรุนแรงที่แสนเจ็บปวดคงจะเป็นเรื่องยาก ‘ตรงกันข้ามเลย’ ผมตอบเขาไป ‘ผมกลับรู้สึกสนุกกับมันค่อนข้างมาก’
ความตึงเครียดและความขัดแย้งในฉากประเภทนั้นทำให้มันเขียนง่าย ส่วนที่ยากจริงๆ คือส่วนที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เป็นพวก ‘เนื้อเยื่อประสาน’ ที่แสนธรรมดาซึ่งเชื่อมโยงตอนจบของส่วนหนึ่งเข้ากับจุดเริ่มต้นของส่วนใหม่ ตัวอย่างเช่น ‘ต่อมาในเย็นวันนั้น เมื่อพวกเขามารวมตัวกันที่ระเบียง’ มันไม่ง่ายเลยที่จะข้ามไปยังฉากถัดไป บรรยายทัศนียภาพใหม่ อารมณ์ที่เปลี่ยนไป การผ่านพ้นของเวลา และยังต้องทำออกมาในรูปแบบที่สดใหม่และน่าประทับใจ
หัวใจสำคัญของ The House of Doors คือเรื่องของการสร้างสรรค์ ว่าเรื่องราวต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร และถูกส่งต่อจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือแม้แต่ข้ามผ่านกาลเวลาได้อย่างไร นักเขียนเปลี่ยนข้อเท็จจริงให้เป็นเรื่องแต่งได้อย่างไร? และพวกเขาเปลี่ยนเรื่องแต่งให้กลายเป็นข้อเท็จจริงได้อย่างไร?
The JRB: หนังสือเล่มนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การพิจารณาคดีของ เอเธิล เพราด์ล็อก ผู้หญิงผิวขาวคนแรกที่ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมในมลายู เธออ้างว่าชายที่เธอสังหารพยายามจะข่มขืนเธอ แต่เธอกลับถูกตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ คุณได้ทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้อย่างไรบ้าง และคุณตัดสินใจอย่างไรว่าส่วนไหนควรจะเสริมแต่งให้เป็นเรื่องเหนือจริง (fictionalise)?
TTE: ผมอ่านเรื่องสั้นเรื่อง "The Letter" ของซอมเมอร์เซต มอห์ม ครั้งแรกตอนสมัยวัยรุ่น ต่อมาผมจึงได้พบว่าเขาเขียนเรื่องนี้ขึ้นโดยอิงจากคดีความของ เอเธิล เพราด์ล็อก ซึ่งเกิดขึ้นที่กัวลาลัมเปอร์เมื่อปี 1911 เรื่อง "The Letter" ทำให้ผมสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับตัวเอเธล ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมจึงอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเธออย่างละเอียด ผมคิดว่าแม้จะผ่านมานานหลายปีขนาดนั้น แต่ลึกๆ ผมก็รู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งผมจะเขียนนิยายเกี่ยวกับเรื่องนี้
ใน "The House of Doors" ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องราวในแบบของผมเองว่า มอห์มไปได้ยินเรื่องของ เอเธล เพราด์ล็อก มาได้อย่างไร ผมไม่สามารถหาสำเนาบันทึกคำให้การในศาลได้จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติในมาเลเซีย
หลังจากเพียรพยายามหาอยู่นาน ในที่สุดผมก็พบเอกสารเหล่านั้นในสองแห่ง คือที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ณ คิว (Kew) ในสหราชอาณาจักร และที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติในสิงคโปร์ บันทึกคำให้การเหล่านั้นมักจะชวนให้สับสนหรือมีช่องว่างที่ขาดหายไป เนื่องจากการจดบันทึกในชั้นศาลเมื่อกว่าร้อยปีก่อนไม่ได้ละเอียดรอบคอบเหมือนในปัจจุบัน ผมต้องใช้ทักษะเก่าๆ สมัยที่เป็นทนายความอยู่นานกว่าจะทำความเข้าใจบันทึกเหล่านั้นได้
โนวาลิส (Novalis) กวีท่านหนึ่งเคยเขียนไว้ว่า "นวนิยายทั้งมวลล้วนอุบัติขึ้นจากข้อบกพร่องของประวัติศาสตร์" ในช่องว่างและความเงียบงันของประวัติศาสตร์นี่เอง ที่ผมได้ใส่จินตนาการเพื่อสร้างเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมา
ผมอยากให้ "The House of Doors" เป็นเสมือนการ "แกะรอยย้อนกลับ" (reverse-engineering) ของเรื่อง "The Letter" ผมหวังว่าผู้อ่านที่ได้อ่าน "Doors" จะหาเรื่อง "The Letter" มาอ่านด้วยเช่นกัน
ผมมองว่าหนังสือสองเล่มนี้เป็นเหมือนกระจกเงาคู่หนึ่งที่สะท้อนกันและกัน การอ่าน "The House of Doors" จะส่งผลต่อการอ่าน "The Letter" ของคุณ ซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อผลงานเล่มแรก และในทางกลับกัน มันก็จะหล่อหลอมวิธีที่คุณมองเรื่องสั้นเรื่องหลังด้วย เป็นเช่นนี้วนเวียนไปเรื่อยๆ เพียงแค่การปรับองศาของกระจกบานใดบานหนึ่งเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้คุณเริ่มตั้งคำถามต่อการรับรู้ที่มีต่อผลงานแต่ละชิ้น สะท้อนกลับไปกลับมา จนคุณไม่สามารถแยกแยะได้ว่าส่วนไหนคือความจริง และส่วนไหนคือเรื่องแต่ง
The JRB: รายละเอียดหนึ่งที่ฉันรักมากในนวนิยายคือการบรรยายถึงต้นไม้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฉันมีความชื่นชมอย่างลึกซึ้งต่อคนที่สามารถระบุชื่อพวกมันออกมาได้ง่ายๆ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะฉันพบว่าพวกมันช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมาก
ใน "The House of Doors" นั้นเต็มไปด้วยสิ่งนี้ เช่น "พวกเราไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ เป็นวงกลมใต้ต้นคาเมลธอร์น (camelthorn) กิ่งก้านที่ล่อนจะมีหนามสีขาวเรียวแหลมยาวเท่ากับนิ้วก้อยของฉันพุ่งออกมา" "ต้น อังสนา (angsana) ขนาดมหึมาที่มีเฟิร์นขึ้นปกคลุมเต็มลำต้น แทงยอดออกมาจากใจกลางชานพัก" ต้นมะพร้าวที่ "เหมือนกับดอกไม้ทะเลที่โบกสะบัดอยู่ในกระแสน้ำ" คุณเป็นคนที่รู้จักชื่อต้นไม้พวกนี้อยู่แล้วหรือเปล่า?
TTE: ผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องชื่อของพรรณไม้หรอก แต่การระบุรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงลงไปช่วยให้งานเขียนดูมีความสมจริง มันทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงบรรยากาศของสถานที่ได้ทันที ในระหว่างที่เดินเล่นตอนเย็น ผมจะพยายามเรียนรู้ชื่อต้นไม้ พืชพรรณ และดอกไม้ที่ผมพบเจอ รวมถึงชื่อนกและสัตว์อื่นๆ ด้วย แม้ในช่วงที่ไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน กระบวนการเขียนก็ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา ผมมักจะทดลองขัดเกลาวลีและการบรรยายจากสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผม หรือไม่ก็เก็บข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเอาไว้เพื่อใช้ในอนาคต
ในหนังสือแต่ละเล่ม การจะเขียนบรรยากาศของธรรมชาติให้ดูสละสลวยแต่ยังคงความแปลกใหม่นั้นยากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการบรรยายที่แม่นยำและโดดเด่นจนเกิดแรงสั่นสะเทือน ไม่ใช่แค่ในความคิด แต่ในหัวใจด้วย "ใช่เลย! ใยแมงมุมมันดูเป็นแบบนั้นเป๊ะเลย ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มีใครบรรยายแบบนี้บ้างนะ?"
ผู้อ่านต้องสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของตัวละครและบรรยากาศของสถานที่ ผมใช้ทุกเทคนิคที่มีเพื่อพาผู้อ่านเข้าไปอยู่ใจกลางของฉากนั้น ทั้งกลิ่น เสียง การมองเห็น การสัมผัส และที่ทรงพลังยิ่งกว่านั้นคือ การใช้คำที่สร้างความหมายแฝงและแรงสะท้อนกลับ ซึ่งผมหวังว่ามันจะช่วยสั่นระฆังให้ดังก้องขึ้นในใจของผู้อ่าน ผมไม่อยาก "บอก" ผู้อ่านว่าควรรู้สึกอย่างไร แต่ผมต้องการ "ทำให้" พวกเขารู้สึก
The JRB: มอห์มเคยเป็นหนึ่งในนักเขียนที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องมากที่สุดในยุคสมัยของเขา มีตอนหนึ่งที่คุณให้เขาประกาศว่า "เราจะถูกจดจำผ่านเรื่องเล่าของเรา" แต่ตั้งแต่นั้นมา ชื่อเสียงของเขากลับค่อยๆ เลือนหายไปจนค่อนข้างเงียบเหงา อะไรที่ดึงดูดคุณให้สนใจผลงานของเขา และคุณคิดว่าเพราะเหตุใดดวงดาวของเขาจึงหม่นแสงลงในยุคปัจจุบัน?
TTE: เป็นความจริงที่ มอห์มไม่ใช่นักเขียนที่โด่งดังระดับโลกเหมือนที่เขาเคยเป็น แต่ร้านหนังสือหลายแห่งในอังกฤษและในเมืองต่างๆ ทั่วโลกก็ยังคงวางขายผลงานเล่มดังๆ ของเขาอยู่ หนึ่งในนิยายที่ดีที่สุดของเขาอย่าง "The Painted Veil" ก็เพิ่งถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน (Edward Norton) และ นาโอมิ วัตส์ (Naomi Watts) เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
ตอนที่ผมไปทัวร์โปรโมตหนังสือ "Doors" ในสหราชอาณาจักรและอเมริกา ผมรู้สึกยินดีมากที่มีคนจำนวนมากบอกผมว่าพวกเขายังคงอ่านผลงานของมอห์มอยู่ ในบทวิจารณ์เรื่อง "Doors" ในหนังสือพิมพ์ The Guardian แซน บรูกส์ (Xan Brooks) ได้กล่าวไว้อย่างตรงประเด็นมากว่า "ซอมเมอร์เซต มอห์ม อาจจะตกยุคไปแล้ว แต่ผลงานของเขาก็ไม่เคยหยุดพิมพ์"
มอห์มเป็นหนึ่งในบุคคลที่น่าหลงใหลที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบ ตอนที่เขาเริ่มออกเดินทางครั้งแรกนั้นเขายังใช้เรือกลไฟ และเขาก็มีชีวิตยืนยาวพอที่จะได้เดินทางด้วยเครื่องบินไอพ่น เขาใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานจนได้เห็นโลก ทั้งทัศนคติและศีลธรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
งานเขียนและเรื่องเล่าของ ซอมเมอร์เซต มอห์มจะยังคงอยู่ต่อไป เขาไม่ได้พยายามเกาะกระแสยอดฮิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เขาเขียนเกี่ยวกับธาตุแท้ของมนุษย์ ซึ่งธาตุแท้ของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่เหนือกาลเวลา
The JRB: ขออนุญาตถามถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เรื่อง "The Letter" นั้นตีพิมพ์ครั้งแรกในรวมเรื่องสั้นชุด "The Casuarina Tree" (ต้นสนทะเล) การที่ต้นสนทะเลมีความสำคัญอย่างมากใน "The Gift of Rain"นวนิยายเล่มแรกของคุณนั้น เป็นการแสดงคารวะต่อมอห์ม หรือเป็นการปูทางล่วงหน้ามาสู่หนังสือเล่มนี้หรือเปล่า?
TTE: ต้นไม้เหล่านั้นเป็นภาพที่เห็นได้ชินตาตามชายหาดของปีนัง ผมจึงไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเพื่อปูทางไปสู่ "Doors" ล่วงหน้า แต่ใน "Doors" ก็มีจุดที่เชื่อมโยงกลับไปยังนิยายสองเล่มแรกของผมอยู่หลายแห่ง หนังสือเหล่านี้ดำเนินเรื่องอยู่ในโลกใบเดียวกัน และมีช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกมันจะมีจุดเชื่อมต่อเล็กๆ เหล่านี้ เพื่อสร้างเสียงสะท้อนและแรงสั่นสะเทือนระหว่างหนังสือของผม
ผมรู้ว่าแฟนหนังสือที่ติดตามกันมานานและมีสายตาเฉียบแหลมจะสนุกกับการค้นหาความเชื่อมโยงเหล่านี้ บางจุดก็เห็นได้ชัดเจน แต่ก็มีอีกหลายจุดที่แนบเนียนและแยบยลกว่านั้น และแน่นอนว่ามีการเชื่อมโยงกลับไปยังเรื่องราวของมอห์มด้วย easter-eggs ทางวรรณกรรมเหล่านี้ทำให้ตัวละครและเรื่องราวในหนังสือรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กว้างใหญ่กว่าขอบเขตของหน้ากระดาษ
(Easter eggs ทางวรรณกรรม คือ ข้อความ นัย หรือรายละเอียดเล็กๆ ที่นักเขียน "ซ่อน" ไว้ในเนื้อหาอย่างแนบเนียน โดยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงเรื่องหลัก แต่มีไว้เพื่อให้ผู้อ่านที่ช่างสังเกตหรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ รู้สึกตื่นเต้นเมื่อค้นพบ * ผู้แปล)
เกร็ดเรื่องต้นสนทะเลใน "Doors" ที่ว่ามันกระซิบความลับให้ผู้ฟังได้ยินนั้น ผมพบในบทนำของหนังสือรวมเรื่องสั้น "The Casuarina Tree" ของมอห์มนี่แหละ ตอนที่ผมอ่านครั้งแรกผมยังสงสัยเลยว่า "เขาไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน?" พอผมเขียน "Doors" ผมเลยตัดสินใจเล่นสนุกด้วยการให้ เลสลี (Lesley) เป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง ผมชอบแนวคิดที่ว่าเรื่องเล่าเดินทางวนเวียนเป็นวงกลม พวกเราทุกคนต่างก็เป็นเสียงสะท้อนของเสียงสะท้อนอื่นๆ ต่อๆ กันมา
The JRB: มอห์มไม่เคยลังเลที่จะหยิบยกบุคคลจริงและเหตุการณ์จริงมาใส่ในเรื่องเล่าของเขา หรือแม้กระทั่งการใช้ชื่อจริงของคนเหล่านั้นอย่างตามใจตนเอง ดังที่คุณได้ชี้ให้เห็นในนวนิยาย คุณคิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรกับการที่คุณพรรณนาภาพลักษณ์ของเขาออกมาแบบนี้?
TTE: ผมมั่นใจว่าผมได้รักษาความสมดุลและความเป็นกลางในการถ่ายทอดภาพลักษณ์ของ มอห์ม ผมแสดงภาพเขาอย่างที่เขาเป็นจริงๆ ทั้งในฐานะปุถุชนและในฐานะนักเขียน ครบถ้วนทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ทั้งความมั่นใจในตนเองและความไม่มั่นคงในใจ ความใจแคบไปจนถึงความมีน้ำใจโอบอ้อมอารี ผมคงจะยินดีมากหากได้มีโอกาสรู้จักกับเขาจริงๆ
ช่วงเวลาที่ใกล้เคียงที่สุดที่ผมได้สัมผัสคือตอนที่เหลนสาวของมอห์มติดต่อผมมาเมื่อปีที่แล้ว เธอเล่าว่าเธอและแม่ของเธอซึ่งเป็นหลานสาวของมอห์ม ชื่อว่า คามิลลา (Camilla) ต่างก็ชื่นชอบ "Doors" และขอบคุณที่ผมเขียนถึงเขา พวกเราได้นัดดื่มกันที่อพาร์ตเมนต์ของคามิลลาในลอนดอนในเย็นวันฝนตกวันหนึ่ง นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ฟังเธอเล่าเรื่องของคุณตาของเธอ รวมถึงช่วงเวลาปิดเทอมที่เธอและพี่ชายเคยไปพักที่วิลลา มอเรสก์ (Villa Mauresque) ซึ่งเป็นบ้านของเขาที่ กัป แฟราต์ (Cap Ferrat)
หลายคนมักติดภาพว่ามอห์มเป็นคนแก่ที่เกลียดชังมนุษย์และเข้าถึงยาก แต่คามิลลาเผยให้ผมเห็นว่าเขาเป็นคุณตาที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความรัก เป็นค่ำคืนที่รื่นเริงและทำให้ผมตาสว่างมากที่ได้ใช้เวลาร่วมกับหลานสาวและเหลนสาวของมอห์ม ผมจะเก็บรักษาความทรงจำนี้ไว้เป็นสมบัติล้ำค่าตลอดไป
The JRB: เมื่อคุณจมดิ่งอยู่ในโลกของเขาขนาดนี้ คุณรู้สึกบ้างไหมว่า มอห์มกำลังเข้ามาแทรกแซงหรือพยายามผลักดันตัวเองเข้ามาในสำนวนการเขียนของคุณ?
TTE: ในตอนแรกผมเขียนบทของ มอห์ม ด้วยสไตล์และน้ำเสียงของเขาเอง ผมอ่านหนังสือของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และศึกษาว่าเขาพูดหรือเคลื่อนไหวอย่างไรจากวิดีโอจดหมายเหตุและบทสัมภาษณ์ทางออนไลน์ แต่หลังจากเขียนไปได้ไม่กี่บท ผมกลับรู้สึกว่าหนังสือมันไม่มีชีวิตชีวา ผมจึงตระหนักได้ว่าปัญหาคือผมกำลังสร้าง "หุ่นเชิด" ของมอห์มขึ้นมา พอผมละทิ้งเทคนิคนั้นไป เขาก็กลับมามีชีวิตสำหรับผมจริงๆ
ผมเป็นแฟนตัวยงของมอห์มและงานเขียนของเขา และผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องซื่อสัตย์ต่อบุคลิกและลักษณะนิสัยของเขา แต่ผมก็ต้องคอยระวังไม่ให้ตัวเองเขียนงานเลียนแบบของมอห์มโดยไม่รู้ตัว ผมสนุกกับการเขียนถึงเขา ผมสามารถใส่ประสบการณ์หลายอย่างในฐานะนักเขียนของผมทั้งความสุขและความอัดอั้นตันใจในชีวิตของนักเขียน ทั้งยามที่อยู่หน้าโต๊ะทำงานและนอกเหนือจากนั้นลงไปในนวนิยายเรื่องนี้ได้
The JRB: นวนิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องในมาลายายุคอาณานิคมช่วงต้นทศวรรษ 1900 และในบรรดาสิ่งต่างๆ มากมายที่ฉันรักในหนังสือเล่มนี้ ความสามารถของคุณในการเข้าไปอยู่อาศัยในยุคสมัยนั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดอาจจะเป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คุณจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร? คุณจมดิ่งอยู่กับวรรณกรรมเรื่องแต่งในยุคนั้นหรือเปล่า? หรือหนังสือสารคดี? หรือว่าคุณมีไทม์แมชชีนกันแน่?
TTE: ผมมีไทม์แมชชีน... ล้อเล่นนะ หนึ่งในแง่มุมที่ท้าทายที่สุดของการเขียนถึงอดีตคือ การที่เราจะเผลอตัดสินอดีตผ่านมุมมองของคนในยุคปัจจุบันได้ง่ายเหลือเกิน ซึ่งมันทั้งง่าย เย้ายวนใจ และเป็นการทำงานที่ขี้เกียจอย่างยิ่ง ผมต้องคอยระวังไม่ให้ตัวเองยัดเยียดคุณค่าของคนสมัยใหม่ลงไปในโลกมาลายายุคทศวรรษ 1900 ที่ผมสร้างขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งที่ผมเขียนต้องเป็นของยุคสมัยนั้นจริงๆ ทั้งภาษา คำศัพท์ วลี สแลง การอ้างอิงทางวัฒนธรรม ไปจนถึงทัศนคติต่างๆ
สำหรับการค้นคว้าของผม หนังสือชีวประวัติและบันทึกประจำวันจากยุคนั้นมีประโยชน์มากกว่าเรื่องแต่ง เช่นเดียวกับภาพถ่ายเก่าๆ และไปรษณียบัตร ประวัติศาสตร์นั้นช่างยิ่งใหญ่และยากจะควบคุมจนน่าหวั่นใจที่จะลองสกัดมันออกมาเป็นก้อนที่พอจะจัดการได้ แต่ผมเรียนรู้ว่าบ่อยครั้งที่ผมมักจะบังเอิญไปเจอข้อเท็จจริงที่ประหลาดและน่าหลงใหลที่สุดใน "เชิงอรรถ" ของหนังสือ เชิงอรรถแห่งประวัติศาสตร์เหล่านี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเข้าสู่เรื่องราวที่ผมพยายามจะเล่านั่นเอง
The JRB: ฉันค่อนข้างรู้สึกขบขันและหวั่นใจอยู่บ้าง เมื่อได้เห็นบทวิจารณ์ชิ้นหนึ่งของ "The House of Doors" ที่ประกาศว่านวนิยายเรื่องนี้หยิบยื่น "มุมมองต่อระบอบจักรวรรดินิยมที่สมดุลอย่างน่าสดชื่น" ในขณะที่นักวิจารณ์คนอื่นๆ พยายามชี้ให้เห็นว่า นวนิยายเรื่องนี้บรรยายผ่าน "น้ำเสียงของผู้กดขี่" (แต่สำหรับฉันแล้ว การที่คุณจัดการกับประเด็นด้านอาณานิคมในนิยายเล่มนี้ถือว่ามีความเชี่ยวชาญ ซับซ้อน เจ็บแสบ และสง่างามมาก) คุณได้ใคร่ครวญหรือคาดการณ์ถึงการตีความผลงานของคุณในลักษณะเหล่านี้ไว้บ้างไหม?
TTE: มันเป็นคำกล่าวที่ยุติธรรมและตรงไปตรงมาครับ ผมเคยเป็นทนายความ และทนายความถูกฝึกมาให้มองทุกอย่างอย่างเป็นกลางและมองจากทุกแง่มุม เขาว่ากันว่าเหรียญมีสองด้าน แต่จริงๆ แล้วมันมีสามด้านนะครับ ขอบเหรียญก็ถือเป็นอีกด้านหนึ่งไม่ใช่หรือ?
ส่วนความเห็นที่ว่าผมเขียนด้วย "น้ำเสียงของผู้กดขี่" นั้น ดูเหมือนจะมีความหมายนัยแฝงอยู่ในคำพูดเหล่านั้นว่าผม "ไม่ควร" ทำเช่นนั้น ซึ่งมันฟังดูเป็นการดูแคลนกันอย่างมาก ผมอยากจะถามกลับว่า "ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?" และ "คุณเป็นใครถึงมาบอกว่าผมควรเขียนอย่างไร?"
เกิดอะไรขึ้นกับจินตนาการสร้างสรรค์และเสรีภาพทางศิลปะกันหมด? ในฐานะนักเขียน เป้าหมายหลักของผมคือการหาวิธีที่ดีที่สุดในการเล่าเรื่องที่ผมต้องการจะเล่า และหากเรื่องนั้นจะดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทรงพลัง และสมจริงที่สุดจากมุมมองการเล่าเรื่องเฉพาะเจาะจงแบบใดแบบหนึ่ง นั่นแหละคือคำตอบทั้งหมด "จบและเคลียร์" (Finish and klaar) อย่างที่ชาวแอฟริกาใต้ชอบพูดกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่เอาประเด็นเหล่านี้มาทำให้ตัวเองต้องลำบากใจในระหว่างที่เขียนหรอก ผมมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของงานเขียน ผมต้องมั่นใจว่ามันมีความแปลกใหม่ ปลุกเร้าอารมณ์ และปราศจากสำนวนซ้ำซากจำเจ งานเขียนที่มักง่ายทำให้ผมโกรธมาก
ผมเคยพูดเรื่องนี้มาก่อนตามเทศกาลวรรณกรรมต่างๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาชีพนักเขียน ผมมีเป้าหมายหลักประการหนึ่งคือ การสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ใช่แค่ "ทันสมัย" แต่ต้อง "เหนือกาลเวลา" ในแต่ละปีมีหนังสือตีพิมพ์ออกมาเป็นหมื่นเป็นแสนเล่ม จะมีสักกี่เล่มที่จะยังมีคนอ่านหรือถูกจดจำได้ในอีกสิบหรือห้าปีข้างหน้า? หรือแม้แต่ในอีกสองปีข้างหน้าล่ะ?
The JRB: ขณะที่ฉันอ่าน "The House of Doors" ฉันถลำลึกลงไปในประวัติศาสตร์จีนหลายเรื่องเลย ทั้งเรื่อง หง ซิ่วเฉวียน (Hong Xiuquan) กับอาณาจักรเมืองแมนแดนสันติ (Taiping Heavenly Kingdom) ซุน ยัตเซ็น (Sun Yat-sen) กับสมาคมฟื้นฟูประเทศจีน (Revive China Society) รวมถึงความสำคัญของทรงผมเปีย ในฐานะนักเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ คุณมีกลยุทธ์อย่างไรในการนำเสนอผลงานจากการค้นคว้าและการอ่านอันมหาศาลของคุณ ให้ดู "บางเบา" แนบเนียนไปกับงานเขียน?
TTE: ความเย้ายวนใจที่จะสาดทุกเศษเสี้ยวของข้อมูล รายละเอียด เกร็ดความรู้ และเรื่องเล่าที่ผมใช้เวลาสะสมมานานหลายปีลงไปในนวนิยายนั้นมีอยู่เสมอ ผมต้องฝึกสัญชาตญาณและความสามารถในการแยกแยะว่าเมื่อไหร่ที่ "น้อยคือมาก" มันคือการประคองสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผมกำลังเขียนถึงหัวข้อที่ผู้อ่านในส่วนอื่นๆ ของโลกอาจไม่คุ้นเคยนัก หัวข้อที่คุณยกตัวอย่างมานั้นถือว่าช่วยขยายความได้ดี
วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหานี้คือ การสร้างตัวละครที่ไม่ล่วงรู้ถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่คุณต้องการนำเสนอ อีกวิธีคือการดึงความสนใจของผู้อ่านไปยังลักษณะเฉพาะหรือพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นความผิดปกติของยุคสมัยนั้น ตัวอย่างเช่น ใน "Doors" เลสลีสงสัยว่าทำไม ดร. ซุน ยัตเซ็น ซึ่งเป็นคนจีน ถึงไม่ไว้ผมทรงเปีย ซึ่งเป็นเปียยาวที่จักรพรรดิจีนบังคับให้ต้องทำ ผมต้องใช้ความละเอียดอ่อนและจินตนาการในการถักทอการค้นคว้าของผมเข้ากับเนื้อผ้าของเรื่องเล่า เพื่อให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของลวดลายโดยรวม
หากพูดถึง ดร. ซุน ยัตเซ็น คนส่วนใหญ่ในเอเชียย่อมรู้จักว่าเขาคือใครและเขาสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อประวัติศาสตร์จีนเพียงใด แต่ในตอนแรกผมเริ่มสนใจในตัวเขาเพียงเพราะว่า ตอนผมยังเด็ก พ่อของผมมักจะเล่าให้ฟังว่าท่านเติบโตมาในบ้านที่ห่างจากอดีตที่ทำการพรรคการเมืองของ ดร. ซุน ในปีนังเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น
The JRB: เมื่อความรู้สึกชาตินิยมเข้าครอบงำ (ซึ่งมันก็เกิดขึ้นได้กับทุกคนนั่นแหละ) ฉันก็มักจะอ้างตัวคุณอย่างไม่กระดากอายเลยว่าเป็น "คนของเรา" อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง ในฐานะนักเขียนชาวแอฟริกาใต้ ดังนั้น เนื้อหาในหนังสือส่วนที่ดำเนินเรื่องใน คารู (Karoo) แม้จะเพียงสั้นๆ แต่ก็ทำให้ฉันเบิกบานใจมาก อะไรคือเหตุผลที่คุณย้าย โรเบิร์ตและเลสลี ไปอยู่ที่แอฟริกาใต้? เป็นเพราะความคุ้นเคย? หรืออาจจะเป็นความเสน่หาหรือเปล่า?
TTE: ผมต้องสารภาพตามตรงว่า คารูไม่ใช่หนึ่งในสถานที่โปรดของผมเลย เช่นเดียวกับ เลสลี แฮมลิน (Lesley Hamlyn) ผมเองก็ "โหยหาท้องฟ้าในฤดูมรสุมของแถบศูนย์สูตร และสีสันที่แปรเปลี่ยนไปมาเหมือนกิ้งก่าของท้องทะเล" แต่ผมก็เข้าใจถึงเสน่ห์ของคารูที่มีต่อใครบางคนนะ มันเหมือนกับการพ่นทรายที่ขัดเอาความฟุ้งเฟ้อและความกังวลไร้สาระที่อุดตันชีวิตประจำวันของเราออกไปจนหมด
เหตุผลที่เลือกคารูก็เหมือนกับเหตุผลหลายๆ อย่างในงานวรรณกรรม คือมันเป็นเหตุผลที่เรียบง่ายพื้นๆ เลย โรเบิร์ตจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งเพื่อสุขภาพของเขา และผมต้องการให้เลสลีถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ให้เธอหายสาบสูญไป และซึ่งเป็นหนึ่งในความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ คือการถูกลืม จะมีที่ไหนเหมาะไปกว่าคารูอีกล่ะ?
The JRB: คุณได้กลับไปเขียนหนังสือเล่มที่คุณค้างไว้ก่อนจะเริ่มแต่ง "The House of Doors" หรือเปล่า? หรือนี่คือคำถามที่น่ากลัวซึ่งในฐานะแฟนตัวยงฉันรู้สึกว่าต้องถามให้ได้ ผลงานชิ้นต่อไปที่คุณกำลังซุ่มทำอยู่คืออะไร?
TTE: ผมกลับไปเขียนแล้ว จริงๆ นะ แต่ผมไม่เคยพูดถึงหนังสือที่กำลังทำอยู่เลย ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับการบรรยายเมนูอาหารที่คุณวางแผนจะปรุงน่ะ ผมอยากจะละเลียดชิมรสชาติของอาหารจานนั้นตอนที่มันปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว มากกว่าที่จะมานั่งฟังใครพูดถึงมันยืดยาว
The JRB: ท้ายที่สุดนี้ ในเมื่อนักเขียนมักจะเป็นนักอ่านตัวยง ฉันเลยชอบถามนักเขียนว่าช่วงนี้อ่านอะไรอยู่บ้าง มีหนังสือเล่มไหนบนโต๊ะข้างเตียงหรือบนโต๊ะทำงานของคุณในตอนนี้ที่อยากจะแนะนำไหม?
TTE: Tenderness โดย อลิสัน แมคเลาด์ (Alison MacLeod) เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ดี.เอช. ลอว์เรนซ์ (D.H. Lawrence) และการต่อสู้ของเขาในการเขียน "Lady Chatterley’s Lover" เล่มต่อมาคือ The Mirror and The Road: Conversations with William Boyd แก้ไขโดย อลิสแตร์ โอเวน (Alistair Owen) ซึ่งเป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์ของบอยด์ (Boyd) เกี่ยวกับผลงานและชีวิตของเขา
อีกเล่มคือ Stand By Me โดย เวนเดลล์ เบอร์รี (Wendell Berry) ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งล่าสุดของผมเลย เป็นเรื่องสั้นที่เขียนได้อย่างงดงามครอบคลุมช่วงเวลาเป็นศตวรรษ โดยมีความเชื่อมโยงกันผ่านผู้คนและชุมชนเกษตรกรรมเล็กๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่
ต่อมาคือ Henry ‘Chips’ Channon: The Diaries 1938—1943 เล่มที่สามของไดอารีจากหนึ่งในคนที่ชอบอ้างชื่อผู้มีชื่อเสียง (name-droppers) ที่สุดในประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ยี่สิบ ชิปส์ แชนนอน เคยพบปะกับทุกคนที่ควรค่าแก่การรู้จักในสังคมชั้นสูงของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ขุนนาง ศิลปิน หรือนักเขียน และเขาเขียนถึงคนเหล่านั้นในไดอารีของเขาด้วยความตรงไปตรงมาอย่างร้ายกาจ เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน และความจิกกัด
นอกจากนี้ยังมี Imperial Twilight โดย สตีเฟน อาร์ แพลตต์ (Stephen R. Platt) หนังสือที่น่าดึงดูดและน่าหลงใหลเกี่ยวกับสงครามฝิ่นในจีนช่วงต้นศตวรรษที่สิบเก้า และเล่มสุดท้ายคือ A Bite of the Apple โดย เลนนี่ กู๊ดดิ้งส์ (Lennie Goodings) เลนนี่เคยสัมภาษณ์ผม (และทำได้ยอดเยี่ยมมาก) ที่เทศกาลวรรณกรรมบาธ (Bath Literary Festival) เมื่อปีที่แล้ว เธอเป็นประธานของสำนักพิมพ์ วิราโก (Virago Press) และหนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวตลอดหลายทศวรรษที่เธอทำงานที่นั่น
ที่มา: The Johannesburg Review of Books
February 29, 2024 by Jennifer Malec
โฆษณา