Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
4 เม.ย. เวลา 07:20 • ธุรกิจ
🛑 โศกนาฏกรรมว่าด้วยการ Lay-off
ทำไมทุกคนตัดสินใจอย่างมีเหตุผล… แต่สุดท้ายองค์กรก็ยังต้อง “ปลดคน” อยู่ดี?
ทุกครั้งที่มีข่าวการ Layoff ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก หรือองค์กรขนาดใหญ่ในไทย คำอธิบายที่เราได้ยินบ่อย เช่น
* ผู้บริหารตัดสินใจพลาด
* เศรษฐกิจไม่ดี
* บริษัทกำลังมีปัญหา
* ตลาดเปลี่ยนเร็วเกินไปจนองค์กรตามไม่ทัน
* หรือกลยุทธ์เดิมใช้ไม่ได้ในบริบทใหม่ เป็นต้น
แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจาก “ความผิดพลาดของคนใดคนหนึ่ง” แต่มันคือผลลัพธ์ของ “ระบบ” ที่ทุกคนในนั้น ต่างก็พยายามตัดสินใจอย่างมีเหตุผลที่สุด…ในมุมของตัวเอง
และเมื่อเหตุผลเหล่านั้นถูกนำมารวมกัน มันกลับกลายเป็น “ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครต้องการ” คือ “Lay-off”
====
📉 1) วงจร 4 ระยะ สู่การ Layoff?
Phase 1: โตเร็ว เลยจ้างเร็ว (เริ่มเกิด Overhiring แต่ก็ยังทำตามนโยบาย)
ในช่วงที่ตลาดเติบโตเร็ว การแข่งขันสูง และเงินทุนยังไหลเข้าระบบ องค์กรแทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเร่งสปีดให้ทันเกม
“เร่งจ้าง เพื่อเร่งสร้าง” เพราะใครช้ากว่า = เสียโอกาสทันที
ภาพที่เห็นจริงคือ ทีมขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างรองรับ การ onboard ทำได้ไม่ลึก กระบวนการคัดเลือกถูกย่อเวลา และหลายตำแหน่งถูกสร้างขึ้น “เพื่อไล่ให้ทัน roadmap” มากกว่าความจำเป็นระยะยาว
แต่เมื่อ “ความเร็ว” กลายเป็น KPI หลัก สิ่งที่ตามมาคือ
* มาตรฐานการคัดเลือกเริ่มลดลง (จาก “fit กับงาน” → “เติมให้ทัน”)
* การประเมินระยะยาวถูกลดความสำคัญ (ลดการทดลอง/พิสูจน์ก่อนจ้าง)
องค์กรจึงเริ่มมีพนักงาน 2 กลุ่มปะปนกัน
* คนที่สร้างคุณค่าจริง (impact ต่อรายได้/ลูกค้า)
* และคนที่ “อยู่ได้เพราะจังหวะตลาด” (ถูกจ้างในช่วงเร่งโต)
Phase 2: KPI แยกส่วน องค์กรแตกทิศ
เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น การควบคุมด้วยเป้าหมายเดียวเริ่มทำไม่ได้ ผู้บริหารจึงแตก KPI ลงไปเป็นรายทีม ซึ่งฟังดู “สมเหตุสมผล” และวัดผลง่ายขึ้น
แต่ปัญหาที่แฝงอยู่คือ “local optimization” ทุกทีมเริ่ม Optimize “ของตัวเอง” ไม่ใช่ Optimize “ขององค์กร”
ตัวอย่างที่พบได้จริง เช่น
* ทีมพัฒนาเพิ่ม feature ได้เยอะ → แต่ไม่มีคนใช้ (output สูง แต่ outcome ต่ำ)
* ทีมการตลาดเพิ่ม traffic → แต่ไม่สร้างรายได้ (ตัวเลขดี แต่คุณภาพไม่ถึง)
เมื่อ KPI ไม่เชื่อมถึงกัน การตัดสินใจที่ “ถูกในทีม” อาจ “ผิดในภาพรวม”
เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “ทุกคนทำถูก…แต่บริษัทกลับไม่โต”
Phase 3: งานล้นระบบ แต่ผลลัพธ์เริ่มไม่ขยับ
เมื่อเริ่มเห็นว่าองค์กรไม่ไปข้างหน้า สิ่งที่องค์กรมักทำคือ “เพิ่มระบบควบคุม”
เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยง
* เพิ่ม layer ของ management เพื่อกำกับงาน
* เพิ่ม KPI เพื่อวัดให้ละเอียดขึ้น
* เพิ่มการประเมิน/รีวิว เพื่อคุมคุณภาพ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ คนเริ่ม “ทำงานเพื่อให้ดูดี” มากกว่าทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์
พฤติกรรมค่อยๆ เปลี่ยนจาก “สร้างคุณค่า” → “จัดการภาพลักษณ์ผลงาน”
เกิดสิ่งที่เรียกว่า
* งานประชุมเยอะขึ้น (เพื่อ align/approve มากกว่าสร้าง)
* งานรายงานเยอะขึ้น (เพื่อโชว์ความคืบหน้า)
* งานจริงน้อยลง (เวลาถูกกินด้วย process)
“ทุกคนดูยุ่งตลอดเวลา แต่ธุรกิจหรือองค์กรไม่ขยับ”
Phase 4: มองไม่ออกว่าใครสร้างคุณค่า
เมื่อองค์กรซับซ้อนเกินไป สายการบังคับบัญชาและ KPI ทับซ้อนกัน ผู้บริหารจะเริ่มเจอปัญหาใหญ่ คือ “visibility” ต่อ value ที่แท้จริง
“แยกไม่ออกว่าใครคือคนที่สร้าง value จริง”
การค่อยๆ ปรับทีละจุด (optimize รายบุคคล/รายทีม) กลายเป็นต้นทุนที่สูงเกินไป ทั้งเวลาและโอกาสทางธุรกิจ
สุดท้าย การตัดสินใจที่ “สมเหตุสมผลที่สุด” ในเชิงระบบ คือ
“ตัดทั้งระบบ แล้วเริ่มใหม่” หรือก็คือ Mass Layoff
เพราะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการ reset complexity แม้จะเป็นทางเลือกที่เจ็บ แต่ในมุมองค์กร มันคือการ “ลดน้ำหนัก” เพื่อกลับไปโฟกัสที่ value อีกครั้ง
====
🧠 2) เมื่อระบบบิด คนก็ต้องปรับตัว
เมื่อระบบให้รางวัลกับสิ่งบางอย่าง พฤติกรรมของคนจะ “ปรับตามระบบ” โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรคือ คนไม่ได้เปลี่ยน “ตัวตน” แต่เปลี่ยน “วิธีเอาตัวรอด” ให้สอดคล้องกับระบบที่ถูกออกแบบมา
จึงเกิด 2 archetype ชัดเจนในองค์กร
แบบที่ 1: คนสร้างคุณค่าจริง
* ทำงานใกล้รายได้ หรือใกล้ลูกค้ามากที่สุด
* โฟกัสผลลัพธ์จริง มากกว่าภาพลักษณ์ของผลงาน
* ใช้เครื่องมือ (รวมถึง AI) เพื่อเพิ่ม impact ต่อ business โดยตรง
คนกลุ่มนี้มักถูกวัดจาก “ผลลัพธ์สุดท้าย” เช่น รายได้ การเติบโต หรือ retention ของลูกค้า และมักต้องรับแรงกดดันสูง เพราะผลงานถูกตรวจสอบได้จริง
แบบที่ 2: คนเล่นเกมระบบ
* ทำงานให้หัวหน้าพอใจ หรือ optimize สิ่งที่ถูกวัด
* สื่อสารเก่งกว่าทำจริง (presentation > execution)
* ปั่นตัวเลขที่ “ดูดี” เช่น activity, report, engagement แต่ไม่สร้างมูลค่าจริง
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งใจ “ไม่สร้างคุณค่า” แต่กำลังตอบสนองต่อระบบที่ให้รางวัลกับ
* visibility มากกว่า value
* short-term metric มากกว่า long-term impact
ปัญหาไม่ใช่ว่าคนแบบที่ 2 “ไม่ดี” แต่คือ ระบบ “เปิดช่อง” ให้พฤติกรรมแบบนี้เติบโต
และเมื่อสัดส่วนของคนแบบที่ 2 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ องค์กรจะเริ่มเสียสมดุลย์โดยไม่รู้ตัว
* การตัดสินใจเริ่มอิง “ข้อมูลที่ดูดี” มากกว่าความจริง
* resource ถูกใช้ไปกับงานที่ไม่สร้าง impact
* คนเก่งจริงเริ่มหมดแรง เพราะต้องแบกระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ
สุดท้าย องค์กรจะเข้าสู่จุดที่ “ดูเหมือนทุกอย่างยังทำงานอยู่…แต่ความสามารถในการแข่งขันกำลังลดลงอย่างเงียบๆ”
====
🚀 3) ทางออก คือ “ตัดวงจร ก่อนต้องตัดคน”
การแก้ปัญหา Layoff ไม่ใช่การ “หยุดจ้าง” แต่คือการ “ออกแบบระบบให้เห็นคุณค่าจริง” ตั้งแต่ต้น
พูดให้ชัดขึ้น คือไม่ใช่การแก้ที่ “ปลายเหตุ” แต่ต้องย้อนกลับไปแก้ที่ “วิธีคิดของระบบ”
* เราวัดผลจากอะไร (output vs outcome)
* เราให้รางวัลกับพฤติกรรมแบบไหน
* และเรามองเห็น value ของคนได้ชัดแค่ไหน
“ถ้าระบบยังวัดผิด ต่อให้หยุดจ้าง หรือหยุดขยาย สุดท้ายปัญหาก็จะวนกลับมาในรูปแบบเดิม”
หนึ่งในแนวคิดที่ถูกใช้จริงในองค์กรระดับโลกคือ “The Keeper Test”
คำถามง่ายๆ ที่ทรงพลังคือ “ถ้าคนนี้จะลาออก เราจะพยายามรั้งเขาไว้ไหม?”
คำถามนี้ดูตรงไปตรงมา แต่จริงๆ แล้วมันบังคับให้ผู้บริหารต้อง “คิดเชิงคุณค่า” ไม่ใช่ “คิดเชิงความรู้สึก”
* ไม่ใช่ดูว่าเขาทำงานมานานแค่ไหน
* ไม่ใช่ดูว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่
* แต่ดูว่า “เขาสร้าง impact ต่อองค์กรจริงหรือเปล่า”
ถ้าคำตอบคือ “ไม่” แปลว่าองค์กรกำลังถือ “ต้นทุนที่ไม่สร้างคุณค่า” ไว้โดยไม่รู้ตัว
และถ้าปล่อยให้สะสมไปเรื่อยๆ วันหนึ่งมันจะกลายเป็นภาระระดับระบบ “ที่ต้องแก้ด้วยวิธีที่รุนแรงกว่าเดิม เช่น Layoff”
แนวคิดนี้ไม่ได้โหดร้าย แต่คือการรักษา เพราะองค์กรที่แข็งแรง ไม่ได้วัดจากจำนวนคน แต่วัดจาก “คุณภาพของคนต่อหนึ่งหน่วยระบบ”
“ความหนาแน่นของคนเก่ง” ให้ระบบยังคงมีประสิทธิภาพ
และที่สำคัญที่สุด องค์กรจะไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ต้อง “ตัดคนจำนวนมาก” เพราะมันสามารถ “คัดกรองและปรับตัว” ได้ตลอดเวลา
====
🤖 4) ยุค AI ยิ่งทำให้ชัด คือ “ระบบจะชัดขึ้น หรือพังเร็วขึ้น?”
AI กำลังเร่งให้ปรากฏการณ์นี้ “เร็วขึ้น” และ “ชัดขึ้น” ในเวลาเดียวกัน เพราะในโลกที่ AI สามารถทำงานซ้ำๆ วิเคราะห์ข้อมูล และสร้าง output ได้ในระดับที่ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น
สิ่งที่เคย “พออยู่ได้” ในระบบเดิม จะเริ่ม “ถูกเปิดโปง” อย่างรวดเร็ว
* งานที่ไม่มี impact จะถูกแทนที่เร็วขึ้น (automation แทนงาน routine)
* งานที่เคยใช้คนหลายคน อาจเหลือเพียงไม่กี่คนที่ใช้ AI เป็น leverage
* คนที่สร้าง value ไม่ชัด จะถูกมองเห็นเร็วขึ้น เพราะ output ถูกเปรียบเทียบได้แบบ real-time
ภาพที่เกิดขึ้นจริงในหลายองค์กรคือ
* คนที่ใช้ AI เก่ง สามารถทำงานได้เท่ากับทีมเล็กๆ
* ในขณะที่บางทีมยังทำงานแบบเดิม แต่ใช้ resource มากกว่าโดยไม่รู้ตัว
ความแตกต่างนี้จะทำให้ “gap ของ productivity” ขยายเร็วมาก องค์กรที่ยังมี
* KPI ที่ไม่เชื่อมรายได้ (วัด activity มากกว่าผลลัพธ์)
* งานที่วัดผลไม่ได้ (ไม่มี baseline หรือ impact ชัดเจน)
* หรือ culture ที่เน้นภาพลักษณ์ (presentation-driven มากกว่า execution)
“จะเข้าสู่ Phase 4 เร็วกว่าที่เคย” เพราะ AI จะทำให้ “สิ่งที่ไม่จำเป็น” ถูกตั้งคำถามทันที และลด tolerance ของ inefficiency ลงอย่างมาก
ในทางกลับกัน องค์กรที่ออกแบบระบบดี
* วัดผลจาก outcome ชัด
* เชื่อม KPI กับ value จริง
* และเปิดให้คนใช้ AI เพื่อเพิ่ม leverage
จะสามารถใช้ AI เป็น “ตัวคูณ productivity” ได้มหาศาล
สุดท้ายแล้ว AI ไม่ได้ทำให้บางองค์กรล้มเหลว แต่มันทำให้ “ระบบที่ดี” แข็งแรงขึ้น และ “ระบบที่อ่อนแอ” พังเร็วขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
====
📊 Case จริง - เมื่อ “เหตุผล” นำไปสู่ Layoff ระดับโลก
หากมองผ่านข้อมูลจริง จะเห็นชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “ความผิดพลาดเฉพาะองค์กร” แต่เป็นรูปแบบซ้ำ (pattern) ของระบบที่เกิดขึ้นในบริษัทชั้นนำของโลก
พูดให้ชัดขึ้นคือ นี่ไม่ใช่ “เหตุการณ์ครั้งเดียว” แต่เป็น “วงจรการตัดสินใจ” ที่เกิดซ้ำ
เมื่อองค์กรต้องปรับตัวตามบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วมาก เช่น ในช่วงปี 2020–2021 โลกธุรกิจถูกเร่งด้วยโควิด ทำให้ demand ด้านดิจิทัลพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้ง e-commerce, cloud และ online services เติบโตแบบก้าวกระโดด
สิ่งที่ “สมเหตุสมผลที่สุด” ในเวลานั้น คือ “การเร่งจ้าง เพื่อเร่งเติบโต”
หลายองค์กรแข่งขันกันจ้างคน เพราะ “ความเร็ว = ความได้เปรียบ”ทำให้ทีมถูกขยายเร็วเพื่อรองรับ traffic, product roadmap และ expansion ที่ถูกคาดว่าจะโตต่อเนื่อง
แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2022–2023 เศรษฐกิจเริ่มปรับฐาน เงินทุนเริ่มตึงตัว และ demand กลับสู่ภาวะปกติ
* สิ่งที่เคยเติบโตแบบ exponential เริ่มชะลอลง
* สิ่งที่ “สมเหตุสมผลที่สุด” จึงเปลี่ยนเป็น “การลดขนาดองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ”
ตัวอย่าง เข่น
* Meta ปลดพนักงานมากกว่า 11,000 คนในปี 2022 (~13% ของ workforce)
* Amazon ปลดพนักงานรวมมากกว่า 27,000 คน ในช่วงปี 2022–2023
* Google (Alphabet) ปลดพนักงานประมาณ 12,000 คน ในปี 2023 (~6%)
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ “การลดต้นทุน” แต่คือการ “รีเซ็ตโครงสร้างองค์กร” เพื่อให้สอดคล้องกับ reality ใหม่ของธุรกิจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรเหล่านี้ไม่ได้ “เพิ่งบริหารพลาด” ในวันที่ปลดคน แต่พวกเขา
* ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ในวันที่ต้องเร่งโต (optimize for growth)
* และยังคงตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ในวันที่ต้องหดตัว (optimize for efficiency)
ปัญหาจึงไม่ใช่ “การตัดสินใจผิด” แต่คือ “บริบทเปลี่ยน แต่ระบบยังปรับไม่ทัน” เมื่อระบบถูกออกแบบมาเพื่อ scale แต่ต้องกลับมา optimize efficiency อย่างรวดเร็ว ต้นทุนที่เคย “จำเป็น” จะกลายเป็น “ส่วนเกิน” ทันที
คำถามสำคัญคือ “ระบบแบบนี้…กำลังเกิดขึ้นในองค์กรของเราหรือไม่? และเราจะรู้ตัวทันก่อนหรือหลังที่ต้องตัดคน?”
====
✨ Layoff คือ “อาการ” ไม่ใช่ “โรค”
การปลดคน ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา แต่มันคือ “ผลลัพธ์ปลายทาง” ของระบบที่ค่อยๆ บิดเบี้ยว
องค์กรที่แข็งแรงจริง ไม่ใช่องค์กรที่ไม่เคย Layoff แต่คือองค์กรที่
* เห็นสัญญาณก่อน
* กล้าปรับระบบเร็ว
* และไม่ปล่อยให้ปัญหาสะสมจนแก้ไม่ได้
เพราะสุดท้ายแล้ว “องค์กรไม่ได้ล้ม เพราะคนไม่เก่ง” แต่ล้ม เพราะ “ระบบทำให้คนเก่ง ทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ”
#วันละเรื่องสองเรื่อง #Leadership #CorporateStrategy #TalentDensity #FutureOfWork
====
📚 Sources / References
* Meta Layoff Announcement (Mark Zuckerberg, 2022) —
https://about.fb.com/news/2022/11/mark-zuckerberg-layoff-message-to-employees/
* Amazon Layoffs Official Update (Andy Jassy, 2023) —
https://www.aboutamazon.com/news/company-news/update-from-ceo-andy-jassy-on-role-eliminations
* Google Layoffs Memo (Sundar Pichai, 2023) —
https://blog.google/inside-google/message-ceo/january-update/
* Layoffs.fyi – Tech Layoff Tracker (Global Data) —
https://layoffs.fyi/
* Harvard Business Review – The Hidden Costs of Overhiring —
https://hbr.org/2023/01/the-hidden-costs-of-overhiring
* McKinsey – Performance Through People (Talent Density Concept) —
https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance
ผู้นำ
วัฒนธรรมองค์กร
ธุรกิจ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย