4 เม.ย. เวลา 11:46 • การศึกษา

“ IDIOT syndrome : เมื่อผู้ป่วยเชื่อข้อมูลจาก internet มากกว่าแพทย์ ”

-----------------
วันนี้ขออนุญาตแชร์เรื่องที่น่าสนใจในยุคปัจจุบันเรื่องหนึ่ง มี References ท้ายเรื่องแล้วครับ
IDIOT ในแง่นี้ไม่ได้หมายถึง idiot ที่เรารู้จักกัน แต่ย่อมาจาก internet derived information obstruction treatment หมายถึงผู้ป่วยสืบค้นข้อมูลทาง social network วินิจฉัยโรคด้วยตนเอง และตัดสินใจปฏิเสธการรักษามาตรฐานที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แต่หันไปพึ่งพาการรักษาทางเลือก, สูตรลับ, ยาผีบอกที่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ ในสมัยก่อนจะพูดถึงแค่ข้อมูลจาก google แต่ปัจจุบันรวมถึงข้อมูลจากแชตบอต AI เช่น ChatGPT, Gemini
ผู้ป่วยที่มีภาวะ IDIOT syndrome มักมาพร้อมกับความมั่นใจเกินร้อยแต่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง พฤติกรรมที่พบบ่อยในคลินิกและโรงพยาบาลได้แก่
⁃ ปฏิเสธยาแผนปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ผู้ป่วยเชื่อว่ายาคือสารเคมีที่ทำลายร่างกาย เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่หยุดยาอินซูลินแต่ไปดื่มน้ำด่าง หรือผู้ป่วยมะเร็งที่ปฏิเสธเคมีบำบัดเพื่อไปกินยาสมุนไพรที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
 
⁃ ต่อรองแผนการรักษาด้วยข้อมูลออนไลน์ มักนำบทความจากไลน์, คลิปจาก YouTube, TikTok มาโต้แย้งความเห็นของแพทย์เฉพาะทาง
⁃ ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโดยไม่บอกแพทย์ ผู้ป่วยหลายรายแอบกินสมุนไพรหรือสารสกัดที่เชื่อว่ามีสรรพคุณครอบจักรวาล ซึ่งบ่อยครั้งก่อให้เกิดภาวะตับหรือไตวายเฉียบพลัน และเกิด drug interaction
 
⁃ ตื่นตระหนกเกินเหตุ (cyberchondria) เช่น ปวดหัวธรรมดาแต่เชื่อว่าเป็นเนื้องอกในสมองเพราะ google บอกมา นำไปสู่การเซ้าซี้ให้แพทย์ส่งตรวจ MRI โดยไม่จำเป็น
ทำไมคนถึงเลือกเชื่ออะไรพวกนี้มากกว่าหมอ ?
จากคำอธิบายทางจิตวิทยา สามารถสรุปได้ดังนี้
⁃ ความกลัวและความสิ้นหวัง (fear and desperation) เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง คนเรามักปฏิเสธความจริง (denial) การรักษามาตรฐานส่วนใหญ่มาพร้อมกับผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ผมร่วงจากการทำคีโม, ความเจ็บปวดจากการผ่าตัด ในขณะที่ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมักขายความหวังที่ปราศจากความเจ็บปวดและการรับประกันผล 100% ซึ่งตอบโจทย์จิตใจที่กำลังหวาดกลัว
⁃ จาก confirmation bias เพราะ algorithm ของโซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาให้แสดงเนื้อหาที่ผู้ใช้งานชอบหรือเชื่ออยู่แล้ว หากผู้ป่วยมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียงของยา, วัคซีน ระบบก็จะป้อนบทความที่โจมตียา, วัคซีนมาให้เรื่อยๆ จนผู้ป่วยเชื่อว่านั่นคือความจริงทั้งหมด
⁃ พลังแห่งการเล่าเรื่อง (power of storytelling) รีวิวประเภทป้าข้างบ้านเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายกินน้ำหมักขวดนี้แล้วหายขาดมีพลังดึงดูดใจมากกว่างานวิจัยทางคลินิกที่เต็มไปด้วยตัวเลข สถิติ และคำเตือนทางการแพทย์ รวมถึงข้อสรุปที่อาจจะยังไม่แน่นอน ผู้ป่วยไม่ชอบแบบนี้
ผลกระทบของ IDIOT syndrome ต่อทั้งผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขมีมากมาย
⁃ ตัวผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการรักษาโรคในระยะเริ่มต้น, เสียเงินเยอะแยะไปกับผลิตภัณฑ์หลอกลวง ดีไม่ดีอาจเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
⁃ บุคลากรทางการแพทย์รู้สึกเหนื่อยใจ ท้อแท้เมื่อต้องรักษาเคสที่ยากขึ้นเพราะผู้ป่วยไปลองผิดลองถูกมาจนอาการทรุดหนัก, ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยตึงเครียดเพราะผู้ป่วยคอยเช็คข้อมูลกับโซเชียลมีเดียตลอด
⁃ ระบบสาธารณสุขส่วนรวมสูญเสียงบประมาณทรัพยากรบุคคล เตียงผู้ป่วย และยาในการรักษาโรคที่ลุกลามหรือผลแทรกซ้อน เช่น การฟอกไตจากการกินสมุนไพรอะไรก็ไม่รู้
ยิ่งปัจจุบันนี้เป็นยุคของแชตบอต AI ทำให้ปัญหานี้ซับซ้อนและรับมือยากขึ้นกว่ายุค search engine ด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลดังนี้
1. AI hallucinations กลุ่ม search engine อย่าง Google ทำหน้าที่แค่ชี้เป้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆ แต่ AI สรุปและเรียบเรียงข้อมูลออกมาเป็นเรื่องราวที่อ่านแล้วน่าเชื่อถือและดูเป็นวิชาการมากๆ แม้ว่าหลายครั้งข้อมูลนั้นจะเป็นการแต่งเรื่องขึ้นมาเอง (hallucination) หรือจับแพะชนแกะทางการแพทย์ก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือมันเป็นนักเล่านิทานที่เก่งมาก
2. ความรู้สึกเหมือนได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ คนไข้หลายคนจึงรู้สึกผูกพันและเชื่อใจ AI เหมือนกำลังปรึกษาคุณหมอส่วนตัวที่ใจดี ตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ถูกดุ และยอมรับฟังอยู่เสมอ ทำให้เกิดความลำเอียงที่จะเชื่อ AI มากกว่าหมอตัวจริงที่อาจจะมีเวลาตรวจจำกัด บางทีก็เหนื่อยล้าแล้วจนไม่อยากพูดคุยกับเรา
จริงอยู่ที่สิทธิในการเลือกรับการรักษาเป็นของตัวผู้ป่วย แต่การตัดสินใจนั้นควรตั้งอยู่บนรากฐานของความจริง ไม่ใช่ความหวังลมๆ แล้งๆ, เฟคนิวส์, ป้าข้างบ้านบอก ควรตั้งสติเสมอเมื่อได้ยินประโยคพวก "รักษาได้ทุกโรค" "เห็นผล 100%" "ปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง" หรือ "แพทย์พยายามปกปิดเพราะกลัวขาดรายได้" ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นข้อมูลเท็จ, ใช้ข้อมูลออนไลน์เป็นคำถามไม่ใช่คำตอบ
โดยเมื่อพบข้อมูลสุขภาพที่น่าสนใจให้นำข้อมูลนั้นไปปรึกษาแพทย์ประจำตัว ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีความซับซ้อนไม่เหมือนกัน สิ่งที่ใช้ได้ผลกับคนหนึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตกับอีกคนหนึ่ง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตรวจสอบแหล่งที่มา เลือกเชื่อถือข้อมูลจากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ โรงเรียนแพทย์ หรือหน่วยงานของรัฐ มากกว่ารีวิวจากใครก็ไม่รู้ในโซเชียลมีเดีย
ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ
References :
โฆษณา