10 เม.ย. เวลา 15:57 • ไลฟ์สไตล์
คำขอโทษ ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเราถูกบีบให้พูด
บางครั้งคนเราพูดคำว่า (ขอโทษ) ง่ายเกินไป จนลืมไปว่า คำนี้ไม่ใช่คำสำหรับทำให้เรื่องเงียบ ไม่ใช่คำสำหรับเอาตัวรอด และไม่ใช่คำสำหรับยอมจำนนต่อสิ่งที่ไม่เป็นธรรม
คำขอโทษที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนอื่นบังคับให้พูด แต่มันเกิดขึ้นในวันที่มโนสำนึกของเราตื่นขึ้นมา แล้วเห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เราทำลงไป ได้ทำให้ใครบางคนสูญเสียบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ศักดิ์ศรี ความไว้ใจ หรือแม้แต่ความเงียบในใจที่เขาเคยมี
เราควรขอโทษ เมื่อเราวิเคราะห์ทุกอย่างอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองแล้วพบว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของความผิดนั้นจริง ไม่ใช่เพราะสังคมบอกให้ขอโทษ ไม่ใช่เพราะคนส่วนใหญ่กดดัน และไม่ใช่เพราะเรากลัวจะถูกเกลียด
เพราะคำขอโทษที่เกิดจากความกลัว มักเป็นเพียงเสียงที่ออกมาจากปาก แต่คำขอโทษที่เกิดจากมโนสำนึก มันออกมาจากข้างใน และมันหนักพอที่จะเปลี่ยนคนคนหนึ่งได้
แต่ในทางกลับกัน เราไม่ควรขอโทษในสิ่งที่ไม่ผิด โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเป็นความอยุติธรรมที่พยายามบังคับให้เรารู้สึกผิด
โลกนี้มีหลายอย่างที่ดูเหมือนถูกต้อง เพียงเพราะมันถูกเขียนไว้ในกฎหมาย ถูกยอมรับโดยคนจำนวนมาก หรือถูกพูดซ้ำจนทุกคนเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติ
แต่สิ่งที่ถูกกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป และสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นธรรม
บางครั้ง คนที่พูดความจริงกลับถูกบังคับให้ขอโทษ คนที่ลุกขึ้นปกป้องตัวเองกลับถูกกล่าวหาว่าทำเกินไป คนที่ไม่ยอมก้มหัวต่อความอยุติธรรม กลับถูกทำให้รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด
ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ควรถูกขอโทษ อาจไม่ใช่การพูดความจริง แต่อาจเป็นระบบที่ทำให้ความจริงกลายเป็นสิ่งผิด
คำขอโทษจึงไม่ใช่เรื่องของมารยาท แต่มันคือเรื่องของการมองเห็น เห็นว่าเราได้ทำร้ายใครหรือไม่ เห็นว่าเรากำลังยอมจำนนต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือเปล่า และเห็นว่าบางครั้ง การไม่ขอโทษ อาจเป็นวิธีสุดท้ายที่จะรักษาความจริงเอาไว้
เพราะคนที่มีมโนสำนึก ไม่ได้ขอโทษทุกครั้งที่ถูกกดดัน แต่จะขอโทษเฉพาะในวันที่เขารู้ว่า เขาได้ทำให้ใครบางคนเจ็บจริงๆ และในวันที่เขารู้ว่า ความเงียบของตัวเอง ไม่อาจลบล้างความผิดนั้นได้อีกต่อไป
โฆษณา