11 เม.ย. เวลา 13:28 • ไลฟ์สไตล์
ในการให้ความคิดเห็นแรกนั้นได้มองเห็นว่ามันมีแง่มุมของเหตุการณ์มากมายที่จะที่จะพิจารณาถึงการใช้คำว่า"ขอโทษ"
 
เนื่องจากความรู้ไม่เพียงพอที่จะขยายแง่มุมต่างๆได้ จึงตอบเท่าที่จะคิดออกมาได้ตามที่ปรากฎ เพื่อให้มีคำตอบเผื่อได้คะแนนบ้าง
หลังจากนั้นได้อ่านความคิดเห็นผู้อื่น การให้ความคิดเห็นของ"คุณธีรศักดิ์"
จึงได้อาศัยข้อมูลที่ได้มาขุดความคิดเห็นเพิ่มเติมขึ้นมา
ในความคิดเห็นแรกนั้นผมมองถึงความเข้าใจเหตุการณ์และท่าทีที่พึงเป็น(เป็นความคิดส่วนตัว)ต่อเหตุการณ์นั้น คำว่า"ขอโทษ"จึงเหมือนเป็นเครื่องมือที่จะจูนกับคู่กรณีกับเราในเหตุการณ์ตามตัวอย่างเพื่อหวังตามวัตถุประสงค์คือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจจะขยายได้ง่าย และกรณีรักษาความสัมพันธ์อันดีที่มีอยู่แล้ว
ในสถานการณ์แรกผมไม่ได้มองว่ามันคือมารยาทแต่เป็นความเข้าใจความเป็นไปได้ และความตั้งใจที่จะไม่เปิดโอกาสสู่ความขัดแย้งที่อาจจะมี โดยไม่ต้องใช้เหตุผลเป็นตัวนำ
ในสถานการณ์ที่สองเป็นความเข้าใจถึงอีโก้ของมนุษย์และตระหนักถึงการดำรงอยู่ซึ่งความสัมพันธ์อันดี สำคัญกว่าการเอาชนะกัน ถึงแม้ชนะแต่อาจต้องแรกด้วยความสัมพันธ์อันดีที่มี ซึ่งอาจยากที่จะเอาคืนเมื่อเกิดเหตุการณ์ไปแล้ว
แต่ในความคิดเห็นก็ค่อนไปทางในการยอมรับอยู่ว่า อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะสู้กับอีโก้ของคน ซึ่งผมใช้คำว่า"ขอโทษเถอะ"เป็นเชิงขอร้อง และเขียนเชิงยอมรับว่ายาก
ดังนั้นในขอบเขตของผม"ขอโทษ"นี้ไม่ใชเพื่อที่จะกลบความจริงหลีกหนีต่อความรับผิดชอบ แต่เป็นการเตรียมจิตใจของทั้งสองฝ่ายไม่ให้สร้างแล้วดึงโมหะในใจมามีน้ำหนักในการพิจารณาเรื่องราวต่อไป
ส่วนสำหรับคนรักกันการ"ขอโทษ"ไม่ใช้เพื่อเป็นการยอม แต่เป็นการเข้าใจแล้วพาความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายกลับไปที่ฐานของความสัมพันธ์อันดีมากกว่าการเอาชนะ
ซึ่งน่าจะหวังผลที่ทำให้ผู้ที่ได้รับการขอโทษปรับใจมาความพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากกว่าเอาชนะกัน
ในการ"ขอโทษ"กรณีนี้ผมคาดหมายว่ามันถูกสร้างขึ้นมาด้วยการย้อนกลับมาพิจารณามองที่ตัวเองในความขัดแย้งปัญหานั้นมากกว่าชี้ไปที่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็น"ขอโทษ"ที่เข้าใจ สงบ ไม่อ่อนแอ ด้วยการย้อนมา และสามารถพิจารณาตัวเองได้ แต่ก็ว่าน่ะไม่ได้คิดว่ามันจะง่าย
หลังการขอโทษเรื่องราวอาจจยังไม่จบ แต่หวังว่าฐานใจจะเปลี่ยนมาสร้างสรรค์ได้มากขึ้นเป็นตัวตั้งต้นที่ดีในการดำเนินต่อไป
จากประโยคนี้
"สำหรับผม คำขอโทษที่มีความหมายจริง ควรเกิดหลังจากมโนสำนึกทำงานแล้ว เห็นแล้วว่าตัวเองได้ทำให้ใครบางคนสูญเสียหรือเจ็บปวดจริง ไม่ใช่พูดเพียงเพราะอยากให้เรื่องเงียบ
บางครั้งสิ่งที่ควรพูดก่อนคำว่า ขอโทษ อาจเป็น เรามาคุยกันก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะความสงบที่ไม่มีความจริงรองรับ อาจกลายเป็นปัญหาที่ยืดยาวกว่าเดิม"
ในส่วนที่ว่าคำขอโทษที่มีความหมายจริง ควรเกิดหลังจากมโนสำนึกทำงานแล้ว"
มโนสำนึกในที่นี่ถ้าเกิดขึ้นหลังจากมีการต่อสู้ชี้ลงไปว่าความจริงคืออะไร
ผมว่ามันช้าไป แล้วการขอโทษนี้อาจจะกลายเป็นแค่ว่าถูกเหตุการณ์บังคับให้พูด แก้ตัว แสดงละครให้พ้นความรู้สึกผิดของการตีตราไปแล้ว ก่อเกิดข้อสงสัยว่าเสแสร้งหรือไม่อยู่ดี หรือไม่
แล้วก็มีคำถามเพิ่มว่าใครกำหนดชี้ชัดว่าใครถูกใครผิดแล้วจะน่าเชื่อถือได้แค่ไหน
ในเมื่อต่างฝ่ายต่างน่าจะยังมีมุมมองสิ่งยึดถือในใจที่จะมองความจริงด้วยความขัดแย้งกันที่ยังมีอยู่
โฆษณา