21 เม.ย. เวลา 17:19 • การศึกษา

วิธีการทำสไลด์นำเสนอจากทฤษฎีการเรียนรู้ ตอนที่ 2/2

หลักการต่าง ๆ ของการทำสไลด์ตาม "ทฤษฎีปริชานของการเรียนรู้สื่อประสม" (Cognitive Theory of Multimedia Learning) หรือ CTML จะมีอะไรกันบ้าง?
เนื้อหาในโพสต์นี้จะมีพื้นฐานเป็นโพสต์ที่แล้ว สามารถเข้าไปอ่านทีหลังได้ ที่ลิงก์ด้านล่างนี้
"ทฤษฎีปริชานของการเรียนรู้สื่อประสม" ของ Mayer นั้น ถูกพัฒนามาจากทฤษฎีก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น "ทฤษฎีภาระปริชาน" (Cognitive Load Theory) กับ "ทฤษฎีการเข้ารหัสคู่" (Dual-Coding Theory)
"ทฤษฎีปริชานของการเรียนรู้สื่อประสม" เวอร์ชันล่าสุด ที่ถูกตีพิมพ์ปี ค.ศ. 2020 จะมีจุุดประสงค์หลัก ๆ 4 ข้อ คือ
  • 1.
    เพื่อใช้กับสื่อประสม
  • 2.
    เพื่อลดการประมวลผลนอกประเด็น
  • 3.
    เพื่อจัดการการประมวลผลที่สำคัญ
  • 4.
    เพื่อสนับสนุนการประมวลผลแบบรู้สร้าง
ซึ่งแต่ละจุดประสงค์ก็จะมีหลักการต่าง ๆ รวมทั้งหมด 15 ข้อ ดังภาพด้านล่างนี้
ภาพรวม
ทีนี้ เรามาค่อย ๆ ดูจุดประสงค์ทีละส่วนจากทั้งหมด 4 ส่วนกัน
จุดประสงค์ข้อที่ 1
เพื่อการเรียนรู้สื่อประสม (For Multimedia Learning)
ความหมายก็คือ สมองของมนุษย์จะประมวลผลผ่าน 2 ช่อง คือ "ช่องที่เป็นภาษา" (Verbal Channel) กับ "ช่องที่ไม่ใช่ภาษา" (Non-Verbal Channel) แบบอัตโนมัติเกือบตลอดเวลา ตาม "ทฤษฎีการเข้ารหัสคู่" ซึ่งการเรียนรู้ก็จะทำได้ดีขึ้นเมื่อสามารถใช้ 2 ช่องได้พร้อม ๆ กัน
สำหรับหลักการ "เพื่อการเรียนรู้สื่อประสม" ก็จะมีแค่หลักการเดียว คือ
หลักการข้อที่ 1
หลักการสื่อประสม (Multimedia Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อใช้ข้อความควบคู่กับรูปภาพ แทนที่จะมีแต่ข้อความเพียงอย่างเดียว
จุดประสงค์ข้อที่ 2
เพื่อลดการประมวลผลนอกประเด็น (For Reducing Extraneous Processing)
ความหมายก็คือ "ภาระนอกประเด็น" (Extraneous Load) ในฐานะสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ควรถูกกำจัด ไม่ก็ป้องกันไม่ให้ถูกใช้ประมวลผล ตาม "ทฤษฎีภาระปริชาน"
สำหรับหลักการ "เพื่อลดการประมวลผลนอกประเด็น" ก็จะมีอยู่ 5 หลักการ ตั้งแต่ข้อที่ 2 ถึงข้อที่ 6 ได้แก่
หลักการข้อที่ 2
หลักการความเกี่ยวข้อง (Coherence Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อไม่มี "ภาระนอกประเด็น" อย่างเช่น รูปภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา "แบบอักษร" (Font) ที่อ่านยาก หรือเสียงดนตรีประกอบ
หลักการข้อที่ 3
หลักการการให้สัญญาณ (Signaling Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อมีการเน้นย้ำส่วนที่สำคัญ เช่น เน้นย้ำข้อความด้วยสีหรือขนาด หรือเน้นย้ำรูปภาพด้วยการวางไว้ตรงกลาง
หลักการข้อที่ 4
หลักการความซ้ำซ้อน (Redundancy Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "แย่ลง"
เมื่อข้อมูลมีการซ้ำซ้อนกัน อาทิ การพูดนำเสนอตรงกันกับข้อความบนสไลด์
หลักการข้อที่ 5
หลักการการติดกันเชิงพื้นที่ (Spatial Contiguity Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อข้อความกับรูปภาพที่เกี่ยวข้องกัน ถูกวางอยู่ใกล้ ๆ กัน
หลักการข้อที่ 6
หลักการการติดกันเชิงเวลา (Temporal Contiguity Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อข้อความกับรูปภาพที่เกี่ยวข้องกัน ถูกแสดงผลในเวลาเดียวกัน
จุดประสงค์ข้อที่ 3
เพื่อจัดการการประมวลผลที่สำคัญ (For Managing Essential Processing)
ความหมายก็คือ "ภาระเนื้อแท้" (Intrinsic Load) ในฐานะตัวเนื้อหา ควรถูกจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เรียนรู้ได้ครบถ้วน ตาม "ทฤษฎีภาระปริชาน"
สำหรับหลักการ "เพื่อจัดการการประมวลผลที่สำคัญ" ก็จะมีอยู่ 3 หลักการ ตั้งแต่ข้อที่ 7 ถึงข้อที่ 9 ได้แก่
หลักการข้อที่ 7
หลักการการแบ่งส่วน (Segmenting Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อมีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นหลาย ๆ ส่วน เพื่อค่อย ๆ นำเสนอผ่านหลาย ๆ สไลด์ แทนที่จะยัดเนื้อหาทั้งหมดลงในไม่กี่สไลด์
หลักการข้อที่ 8
หลักการการฝึกล่วงหน้า (Pre-Training Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อได้รู้จักชื่อหรือคุณสมบัติพื้นฐานของส่วนหลักมาก่อน อาทิ ถ้ารู้จักคำว่า "ลูกสูบ" (Piston) มาก่อน ก็จะทำให้เข้าใจการทำงานของเครื่องยนต์ของรถยนต์ได้ดีขึ้น
หลักการข้อที่ 9
หลักการวิธีการ (Modality Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อนำเสนอด้วยการออกเสียงควบคู่ไปกับรูปภาพ แทนที่จะให้พวกเขาอ่านข้อความแล้วค่อยดูรูปภาพประกอบ
จุดประสงค์ข้อที่ 4
เพื่อสนับสนุนการประมวลผลแบบรู้สร้าง (For Fostering Generative Processing)
ความหมายก็คือ "ภาระในประเด็น" (Germane Load) ในฐานะพื้นที่ที่เหลือ ที่ให้ผู้เรียนรู้ได้วิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา ควรถูกเพิ่มให้ได้มากที่สุด
สำหรับหลักการ "เพื่อสนับสนุนการประมวลผลแบบรู้สร้าง" ก็จะมีอยู่ 6 หลักการ ตั้งแต่ข้อที่ 10 ถึงข้อที่ 15 ได้แก่
หลักการข้อที่ 10
หลักการการทำให้เป็นส่วนบุคคล (Personalization Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อคำพูดที่ใช้นำเสนออยู่ในรูปบทสนทนา แทนที่จะเป็นคำพูดแบบทางการ
หลักการข้อที่ 11
หลักการการออกเสียง (Voice Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อเสียงบรรยายที่ใช้เป็นเสียงมนุษย์จริง ๆ ไม่ใช่ "ข้อความไปเป็นเสียงบรรยาย" (Text-to-Speech)
หลักการข้อที่ 12
หลักการรูปภาพ (Image Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้นไม่ได้"
เมื่อวิดีโอใบหน้าของผู้บรรยาย ถูกปรากฏอยู่บนสไลด์
หลักการข้อที่ 13
หลักการการปรากฏเป็นรูปธรรม (Embodiment Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อพวกเขาใช้มือประกอบการทำความเข้าใจ อาทิ เมื่ออธิบายถึง "แรงบิด" (Torque) ในทางฟิสิกส์ การใช้มืออย่างการหมุนมือขณะทำความเข้าใจ ก็จะช่วยให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
หลักการข้อที่ 14
หลักการความดื่มด่ำ (Immersion Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้นแบบอัตโนมัติไม่ได้"
เพียงเพราะใช้ "ความจริงเสมือน" (Visual Reality) อย่างการจำลองการขับเครื่องบินแบบเสมือนจริง มาประกอบการนำเสนอ ถ้าจะทำให้ "ความจริงเสมือน" ช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น เนื้อหาข้างในก็จะต้องเป็นไปตามหลักการของสื่อประสมต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นด้วย
หลักการข้อที่ 15
หลักการกิจกรรมเชิงรู้สร้าง (Generative Activity Principle)
ผู้คนจะเรียนรู้ได้ "ดีขึ้น"
เมื่อได้เปิดโอกาสให้พวกเขา ลองหาโอกาสทำความเข้าใจเนื้อหาเพิ่มเติมเอง
อ้างอิง:
"ตัวทฤษฏี"
Mayer, R. E. (2005). Cognitive theory of multimedia learning. The Cambridge handbook of multimedia learning, 41(1), 31-48.
"หลักการทั้งหมด 15 ข้อ ที่อัปเดตล่าสุด"
Mayer, R. E. (2020). Multimedia Learning (3rd ed.). Cambridge: Cambridge University Press.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา