17 เม.ย. เวลา 08:15 • การศึกษา

วิธีการทำสไลด์นำเสนอจากทฤษฎีการเรียนรู้ ตอนที่ 1/2

พื้นฐานในการทำสไลด์แบบที่อาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ จะมีอะไรกันบ้าง?
ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ
"ทฤษฏีการเรียนรู้" จะมีคำนิยามอยู่ 5 แบบ ขึ้นอยู่ว่าจะมองด้วยมุมมองใด ดังภาพด้านบนนี้
แต่สำหรับการทำสไลด์นำเสนอนั้น เราจะมุ่งไปที่เฉพาะ "ปริชานนิยม" (Cognitivism) เท่านั้น ซึ่งได้กล่าวว่า "การเรียนรู้ คือ การประมวลผลและจดจำข้อมูล" เพราะการนำเสนอสไลด์นำเสนอ ต้องทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟัง ประมวลผลและจดจำสิ่งที่ถูกนำเสนอ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบปริชานนิยม ที่จะนำมาเสนอนี้ จะมีอยู่ 4 ตัว ได้แก่
  • 1.
    ทฤษฎีเค้าร่าง (Schema Theory)
  • 2.
    ทฤษฎีภาระปริชาน (Cognitive Load Theory) หรือ CLT
  • 3.
    ทฤษฎีการเข้ารหัสคู่ (Dual-Coding Theory) หรือ DCT
  • 4.
    ทฤษฎีปริชานของการเรียนรู้สื่อประสม (Cognitive Theory of Multimedia Learning) หรือ CTML
สำหรับในโพสต์นี้ จะกล่าวแค่ทฤษฎีตั้งแต่ 1 ถึง 3 เท่านั้นก่อน แล้วค่อยกล่าวถึงทฤษฎีสุดท้าย เนื่องจากทฤษฎีสุดท้ายจะมี "หลักการ" (Principles) อยู่หลายข้อ
มาเริ่มกันที่ "ทฤษฎีเค้าร่าง" กันเลย
Bartlett ได้กล่าวไว้ประมาณว่า มนุษย์ไม่ได้จดจำภาพหรือเสียงเหมือนกับการถ่ายภาพหรืออัดเสียง แต่จะเป็นการสร้างข้อมูลใหม่มาเก็บไว้ในความทรงจำแทน ซึ่งวิธีการสร้างใหม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความคาดหวัง ประสบการณ์ วัฒนธรรมของผู้จดจำ ไม่ก็เกิดจากบริบทรอบ ๆ ณ ขณะนั้น
ต่อมา Rumelhart ได้กล่าวไว้ประมาณว่า มนุษย์จะสร้าง "เค้าโครง" (Schemata) ขึ้นมาในสมอง เพื่อเป็นกรอบสำหรับการตีความข้อมูลใหม่ จัดระเบียบข้อมูล ทำนายข้อมูล และทำความเข้าใจข้อมูล
สรุปได้คร่าว ๆ ก็คือ แต่ละคนจะจดจำสิ่งต่าง ๆ ในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน แม้ว่าสิ่งนั้น ๆ จะถูกนำเสนอเหมือน ๆ กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับ "เค้าโครง" การจดจำของแต่ละคน
ภาระต่าง ๆ ตามทฤษฎีภาระปริชาน
มาต่อกันที่ "ทฤษฎีภาระปริชาน"
Sweller ได้กล่าวไว้ประมาณว่า มนุษย์ต้องใช้ความจำในการประมวลผลข้อมูล โดยที่ความจำที่ใช้ทำงานของมนุษย์มีความจุจำกัด รับรองได้แค่ 3-5 เรื่องพร้อม ๆ กัน เรื่องละไม่เกิน 10-20 วินาที
มนุษย์จะมี "ภาระ" อยู่ 3 ชนิด ขณะประมวลผลข้อมูล ดังภาพด้านบนนี้ โดยที่
1. ภาระเนื้อแท้ (Intrinsic Load)
มาจากความซับซ้อนและปริมาณของเนื้อหา เรากำจัดไม่ได้ ทำได้แค่แบ่งเป็นชิ้นย่อย ๆ เพื่อค่อย ๆ ทยอยประมวลผล
2. ภาระนอกประเด็น (Extraneous Load)
มาจากการนำเสนอที่ไม่ดี เช่น ใช้ฟอนต์ที่อ่านยาก สีไม่คมชัด ตัวอักษรมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้สมองต้องเสียเวลาประมวลสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่ได้ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น เราต้องกำจัดสิ่งนี้ให้เหลือน้อยที่สุด
3. ภาระในประเด็น (Germane Load) มาจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา จะเกิดขึ้นเมื่อมี "ภาระเนื้อแท้" และ "ภาระนอกประเด็น" น้อยจนพอมีพื้นที่ให้ใส่ "ภาระในประเด็น" เพื่อมาประมวลผลได้ เราควรเพิ่มสิ่งนี้ให้ได้มากที่สุด
มาถึงจุดนี้ก็จะสรุปได้ว่า เราควรตัดแบ่งเนื้อหาที่นำเสนอให้เป็นชิ้นย่อย ๆ แทนที่จะอัดเนื้อหาปริมาณมากลงในสไลด์เดียว เราควรทำให้คนฟังหรืออ่าน ประมวลผลสิ่งที่ไม่จำเป็นให้น้อยที่สุด เพื่อให้เหลือพื้นที่ทำความเข้าใจได้
ตัวอย่างการประมวลผลตามทฤษฎีการเข้ารหัสคู่
และก็ทฤษฎีสุดท้ายในโพสต์นี้ ก็จะเป็น "ทฤษฎีการเข้ารหัสคู่"
Clark และ Paivio ได้กล่าวประมาณว่า สมองของเราจะมี 2 "ช่อง" (Channel) สำหรับประมวลผลข้อมูล ได้แก่ "ช่องที่เป็นภาษา" (Verbal Channel) กับ "ช่องที่ไม่ใช่ภาษา" (Non-Verbal Channel) ดังภาพด้านบนนี้
สมองของมนุษย์จะพยายามตีความข้อมูลทุก ๆ สิ่ง ด้วย 2 ช่องทางดังกล่าวเสมอ โดยที่ "ช่องทางที่ไม่ใช่ภาษา" อาจจะเป็นภาพ หรือเสียง ก็ได้
อ้างอิง:
"พฤติกรรมนิยม"
Watson, J. B. (1913). Psychology as the behaviorist views it. Psychological review, 20(2), 158.
"ปริชานนิยม"
Miller, G. A. (1956). The magical number seven, plus or minus two: Some limits on our capacity for processing information. Psychological review, 63(2), 81.
"เค้าโครงนิยม"
Piaget, J., & Cook, M. T. (1952). The origins of intelligence in children.
"มนุษยนิยม"
Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological review, 50(4), 370.
"เชื่อมโยงนิยม"
Siemens, G. (2004). Elearnspace. Connectivism: A learning theory for the digital age. Elearnspace. org, 14-16.
"ทฤษฎีเค้าร่าง อธิบายโดย Bartlett"
Bartlett, F. C. (1995). Remembering: A study in experimental and social psychology. Cambridge university press.
"ทฤษฎีเค้าร่าง อธิบานโดย Rumelhart"
Rumelhart, D. E. (2017). Schemata: The building blocks of cognition. In Theoretical issues in reading comprehension (pp. 33-58). Routledge.
"ทฤษฎีภาระปริชาน"
Sweller, J. (2011). Cognitive load theory. In Psychology of learning and motivation (Vol. 55, pp. 37-76). Academic Press.
"ทฤษฎีการเข้ารหัสคู่"
Clark, J. M., & Paivio, A. (1991). Dual coding theory and education. Educational psychology review, 3(3), 149-210.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา