15 เม.ย. เวลา 14:00 • ข่าวรอบโลก
สหรัฐอเมริกา

ใครจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการที่อิหร่านปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ?

คำตอบคือ วัว ควาย และม้า เพราะเป็นสัตว์ทดแทนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หยอกๆๆๆๆๆ
2
แต่ไม่ว่าประเทศไหน คนยากจนก็ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และคำตอบก็น่าจะเริ่มที่....ประเทศจีน ก้นก่อนเลย...
ทำไม? เพราะจีนบริโภคน้ำมันประมาณ 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนำเข้า 12 ล้านบาร์เรล
ทำให้จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก
ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ ประมาณ 6 ล้านบาร์เรล มาจากตะวันออกกลาง โดยที่น้ำมัน 5 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
และภายใต้การปิดล้อมคู่ขนานโดยอิหร่านและสหรัฐอเมริกา
แหล่งน้ำมันทั้งหมด จากอิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์
ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมัน จีนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องซื้อน้ำมันจากทั่วโลกในราคาสูง
โดยจ่ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ
ที่สำคัญ....ประเทศผู้ผลิตน้ำมันขนาดเล็กอย่างไนจีเรียและแอลจีเรียรับเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดผลกระทบหลักสามอย่าง...
1. จีนถูกบังคับให้จ่ายราคาน้ำมันสูงขึ้น
2. ทำให้เงินสำรองดอลลาร์ของจีนลดลงอย่างมาก
3.การปิดช่องแคบฮอร์มุซนำพาภาวะเงินเฟ้อจากต่างประเทศเข้ามาในเศรษฐกิจของจีนที่ซบเซาอยู่แล้วและกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้ผลกำไรของบริษัทจีนที่กำลังดิ้นรนอยู่แล้วยิ่งแย่ลงไปอีก
ดังนั้น ประเทศที่กระตือรือร้นที่สุดที่จะยุติการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็คือ จีน อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะผลกระทบต่อจีนมันจะรุนแรงเกินไป
นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไม
1. ปากีสถานจึงริเริ่มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
2. การเจรจาจึงล้มเหลวอย่างรวดเร็วและโดยสิ้นเชิง
ด้วยการเจรจากับอิหร่านถูกกดดันโดยจีน (ผ่านการแทรกแซงของปากีสถาน) แต่กลุ่มหัวแข็งในอิหร่านไม่เต็มใจที่จะเจรจาอย่างแท้จริงนี่สิ....
แล้วววววววววว...จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?
ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าไหร่ จีนก็จะยิ่งแย่ลงเท่านั้น
และจะตกอยู่ในภาวะถดถอยพร้อมๆ กับอิหร่าน
ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กลับอยู่ในสถานการณ์ที่ผ่อนคลายมาก แม้กระทั่งได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้...
เนื่องจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างพากันไปซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา
สหรัฐฯ จึงได้รับผลประโยชน์โดยไม่ได้ตั้งใจจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
เอาล่ะสิ!!!!..นี่มันเหตุการณ์พลิกผันที่แปลกประหลาดที่สุดไม่ใช่เหรอ?
ไม่ๆๆๆๆๆ เราต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของพี่จีน พวกเขาจะช่วยเราควบคุมราคาน้ำมันอย่างรวดเร็ว(มั้ง)
เปลี่ยนจากที่ควรจะเพิ่มขึ้น 50 บาทล้วนๆ เป็น 50.60 สตางค์ แล้วก็อีก 50.50 สตางค์ในสัปดาห์ต่อมา จนในที่สุดถึง 51.00 บาท ฮาาาาาาา
1
จากนั้นพวกเขาก็จะเก็บเกี่ยวน้ำตาแห่งความกตัญญูจากคนล่ะครึ่งกันอีกระลอกหนึ่ง
1
และการปิดล้อมได้บังคับให้แหล่งพลังงานใหม่ ๆ
ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งนับเป็นชัยชนะของเพ่จีน.....อีกครั้ง!
โฆษณา