20 เม.ย. เวลา 12:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จุดกำเนิด Python การเดินทาง 30 ปี จากโปรเจกต์แก้เบื่อ สู่ภาษาที่ครองโลก

ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2021 ยานสำรวจ Perseverance ของ NASA พุ่งทะลุชั้นบรรยากาศดาวอังคารด้วยความเร็วกว่า 13,000 ไมล์ต่อชั่วโมง
ทั่วโลกต่างกลั้นหายใจเฝ้ารอวินาทีประวัติศาสตร์ที่ยานลำนี้จะแตะผิวดาว…
ด้วยความเร็วและความกดอากาศระดับนั้น ทุกระบบต้องทำงานสอดประสานกันอย่างแม่นยำในระดับเสี้ยววินาที
หลายคนอาจเชื่อว่าโค้ดที่อยู่เบื้องหลังภารกิจที่ยิ่งใหญ่นี้ ต้องถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่ซับซ้อนและทรงพลังที่สุดในโลกอย่าง C++ หรือ Java
แต่ความจริงกลับสร้างความประหลาดใจ เพราะเทคโนโลยีเบื้องหลังการประมวลผลภาพถ่ายความละเอียดสูง
และการวิเคราะห์ภูมิประเทศของดาวต่างดวง กลับถูกขับเคลื่อนด้วยภาษาที่ชื่อว่า Python
ใครจะไปคิดว่าภาษาโปรแกรมที่เริ่มต้นจากการเป็นเพียงโปรเจกต์แก้เบื่อในช่วงวันหยุดของโปรแกรมเมอร์คนหนึ่ง จะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่พาเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปสำรวจจักรวาลได้
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในประเทศ Netherlands ย้อนกลับไปในปี 1989
โปรแกรมเมอร์ชาวดัตช์ชื่อ Guido Van Rossum กำลังนั่งทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัย CWI เขาเคยมีประสบการณ์กับภาษาโปรแกรมที่ชื่อว่า ABC มาก่อน
ภาษา ABC ถูกออกแบบมาเพื่อการเรียนการสอนเป็นหลัก มันมีข้อจำกัดมากมายที่ทำให้เขาบ่นกับตัวเองอยู่เสมอว่า มันยังไม่สามารถนำมาใช้งานจริงในโลกธุรกิจหรือระบบขนาดใหญ่ได้ดีพอ…
แทนที่จะบ่นแล้วปล่อยผ่าน Guido ตัดสินใจใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดคริสต์มาส นั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์และเริ่มเขียนโครงสร้างของภาษาโปรแกรมตัวใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง
1
เป้าหมายของเขาเรียบง่ายมาก เขาแค่อยากได้ภาษาที่อ่านง่ายเหมือนภาษาอังกฤษธรรมดา
และต้องเป็นภาษาที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดหรือขยายขีดความสามารถเพื่อใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
ส่วนที่มาของชื่อ Python ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงูหลามหรืองูเหลือมเลยแม้แต่น้อย
แต่มันมาจากรายการตลกสัญชาติอังกฤษที่เขาชื่นชอบอย่าง Monty Python’s Flying Circus
ชื่อนี้สะท้อนตัวตนของตัวภาษาตั้งแต่จุดเริ่มต้น มันเต็มไปด้วยความเรียบง่าย เป็นมิตร เข้าถึงได้ง่าย และแฝงไปด้วยความสนุกสนาน ไม่เคร่งเครียดเหมือนภาษาอื่นในยุคนั้น
ในช่วงต้นปี 1991 เขาได้ปล่อยเวอร์ชันแรกออกมาให้โลกได้เห็น ซึ่งในยุคนั้นโลกของโปรแกรมเมอร์ถูกครอบงำด้วยภาษาที่มีความเข้มงวดสูงมาก โครงสร้างไวยากรณ์เต็มไปด้วยความซับซ้อน
การจะสั่งให้คอมพิวเตอร์แสดงคำสั้นๆ ออกมาบนหน้าจอผ่านภาษาอย่าง C++ ต้องอาศัยการเขียนโค้ดเตรียมการที่ยาวเหยียด
แต่สำหรับภาษาใหม่นี้ ทุกอย่างถูกย่อให้เหลือเพียงบรรทัดเดียว…
ปรัชญาหลักในการออกแบบคือการสร้างโค้ดที่สะอาดตา เขาเลือกที่จะตัดวงเล็บปีกกาที่ดูยุ่งเหยิงออกไป แล้วบังคับให้โปรแกรมเมอร์ใช้การย่อหน้าเพื่อจัดระเบียบโค้ดแทน
แนวคิดของภาษาถูกตีกรอบด้วยคำว่า “There should be one obvious way to do it” ซึ่งแปลว่าควรจะมีวิธีที่ชัดเจนที่สุดเพียงวิธีเดียวในการแก้ปัญหา เพื่อลดความสับสนและทำให้โค้ดเป็นระเบียบที่สุด
แต่การนำเสนอสิ่งที่แหวกแนวในยุคนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ในช่วงแรกโปรแกรมเมอร์สายฮาร์ดคอร์หลายคนต่างพากันหัวเราะเยาะ และมองว่ามันเป็นเพียงภาษาสำหรับเด็กเล่นเท่านั้น
พวกเขาปรามาสว่ามันทำงานช้าเกินไป ไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะนำไปใช้กับระบบคอมพิวเตอร์สเกลใหญ่ มันเป็นได้แค่เครื่องมือสำหรับเขียนสคริปต์ก๊อกๆ แก๊กๆ ใช้งานทั่วไป
ในทศวรรษ 1990 คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือภาษา Perl ซึ่งในเวลานั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาแห่งการเขียนสคริปต์ มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
Perl มีแนวคิดที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โดยเชื่อว่าการแก้ปัญหาสามารถทำได้หลากหลายวิธี ทำให้มันมีความยืดหยุ่นสูงมากเหมือนมีดพกสารพัดประโยชน์ แต่มันก็แลกมาด้วยโค้ดที่ยุ่งเหยิงและอ่านยากในเวลาต่อมา
ในขณะที่ Python เลือกที่จะเป็นเหมือนชุดเครื่องมือช่างที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยในกล่อง ทุกอย่างมีหน้าที่ของมันชัดเจน หยิบใช้งานง่าย และใครมาดูก็เข้าใจตรงกัน…
ตลอดช่วงยุค 90 มันเป็นเพียงม้านอกสายตาที่ค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ ผ่านการแจกจ่ายไฟล์ในระบบ FTP และการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มอีเมลของนักพัฒนาเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
จนกระทั่งโลกก้าวเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู เว็บแอปพลิเคชันเริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของภาษานี้ก็มาถึง เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก้าวเข้ามาในสมรภูมิ
ในช่วงทศวรรษ 2000 Google เริ่มนำภาษานี้มาใช้ในระบบจัดการภายในและระบบหลังบ้านแทบทั้งหมด
โดยมีคติประจำใจในการทำงานว่า ใช้มันในทุกที่ที่ทำได้ และจะใช้ C++ เฉพาะในที่ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
ในปี 2005 Google ได้สร้างความฮือฮาด้วยการจ้าง Guido Van Rossum เข้าไปร่วมงาน การตัดสินใจครั้งนี้เปรียบเสมือนการประทับตราใบรับรองคุณภาพระดับโลกให้กับภาษาที่เคยถูกมองข้าม
เมื่อบริษัทเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของโลกออกตัวสนับสนุนอย่างเป็นทางการ
คำสบประมาทที่เคยมีมาตลอดก็เริ่มจางหายไป ความน่าเชื่อถือของภาษาพุ่งทะยานขึ้นจนใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป
ระบบนิเวศเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการสร้างเครื่องมือและเฟรมเวิร์กใหม่ๆ ขึ้นมามากมายเพื่อรองรับการพัฒนาเว็บไซต์ ทำให้คอมมูนิตี้นักพัฒนาขยายตัวใหญ่ขึ้นในชั่วพริบตา…
แต่เส้นทางสู่จุดสูงสุดไม่เคยราบรื่น ในปี 2008 ชุมชนนักพัฒนาต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด นั่นคือการประกาศเปิดตัวเวอร์ชันอัปเกรดที่ใช้ชื่อว่า Python 3
การอัปเดตครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่มันเป็นการรื้อโครงสร้างเดิมทิ้งเพื่อแก้ปัญหาที่สะสมมานาน
ผลที่ตามมาคือโค้ดเวอร์ชันเก่าทั้งหมดไม่สามารถนำมารันบนเวอร์ชันใหม่ได้
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความแตกแยกครั้งใหญ่ในหมู่นักพัฒนา บางกลุ่มปฏิเสธที่จะย้ายไปใช้เวอร์ชันใหม่
เพราะนั่นหมายถึงพวกเขาต้องนั่งเขียนโค้ดของระบบที่ทำงานอยู่แล้วใหม่ทั้งหมด
สงครามกลางเมืองนี้ยืดเยื้อยาวนานเป็นทศวรรษ มันเป็นช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงมาก
ภาษาคู่แข่งอย่าง Ruby on Rails หรือ JavaScript กำลังมาแรง และพร้อมจะแย่งชิงพื้นที่ไปได้ทุกเมื่อ
แต่แล้วจุดเปลี่ยนที่พลิกชะตากรรมก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มันมาพร้อมกับเทรนด์ระดับโลกที่ไม่มีใครต้านทานได้อย่างยุคของ Data Science
โลกธุรกิจเริ่มตื่นตัวกับการเก็บข้อมูลมหาศาล นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยต่างต้องการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อมาจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนเหล่านี้…
พวกเขาไม่ได้เป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่เชี่ยวชาญการเขียนโค้ดยากๆ พวกเขาต้องการเพียงเครื่องมือที่อ่านง่าย ทำความเข้าใจได้เร็ว และพร้อมใช้งานจัดการตัวเลขสถิติได้ทันที
และนั่นคือจังหวะที่ลงตัวที่สุด ไลบรารีอัจฉริยะอย่าง NumPy และ Pandas ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ทำให้มันกลายเป็นอาวุธคู่กายของนักวิเคราะห์ข้อมูลทั่วโลก
เมื่อสายลมแห่งเทคโนโลยีเปลี่ยนทิศ คลื่นลูกใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิมก็ถาโถมเข้ามา นั่นคือเทคโนโลยี AI ที่กำลังจะเข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google เปิดตัวไลบรารี TensorFlow ในขณะที่คู่แข่งก็พัฒนา PyTorch ขึ้นมาเพื่อสร้างโมเดล AI และทั้งหมดนี้เลือกใช้สถาปัตยกรรมที่อิงกับภาษานี้เป็นหลัก
ทุกวันนี้ หากต้องการพัฒนาระบบอัจฉริยะ หรือสร้าง Agentic AI ที่คิดวิเคราะห์และทำงานแทนมนุษย์แบบอัตโนมัติ โครงสร้างพื้นฐานแทบทั้งหมดล้วนถูกเขียนขึ้นด้วยภาษานี้
มันกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงระบบ Data Center ขนาดใหญ่ทั่วโลกเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ต้องการพลังคอมพิวเตอร์มหาศาล…
ไม่เพียงแค่นั้น ในสมรภูมิรบทางเทคโนโลยีที่บรรดามหาอำนาจกำลังขับเคี่ยวกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ หรือการสร้างรถยนต์ไฟฟ้า ภาษานี้ก็ยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาระบบอัตโนมัติในโรงงาน
ในอุตสาหกรรมการเงินระดับโลกที่ Wall Street นักวิเคราะห์ใช้มันสร้างโมเดลประเมินความเสี่ยงและพัฒนาระบบเทรดความถี่สูงที่ตัดสินใจซื้อขายในเสี้ยววินาที
แม้แต่ในวงการภาพยนตร์ Hollywood สตูดิโอระดับโลกก็ใช้มันเป็นเครื่องมือควบคุมระบบแสงและเรนเดอร์สเปเชียลเอฟเฟกต์สุดอลังการในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์หลายเรื่อง
ส่วนในโลกของ Cyber Security มันคืออาวุธประจำกายของทั้งฝั่งแฮกเกอร์ที่ใช้เจาะระบบ และฝั่งผู้เชี่ยวชาญที่ใช้สร้างระบบป้องกันเครือข่าย
แต่ถึงจะครอบคลุมในแทบทุกวงการ มันก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญที่ถูกโจมตีมาตลอด นั่นคือเรื่องความเร็วในการประมวลผลเมื่อเทียบกับภาษาโครงสร้างระดับล่าง…
ระบบภายในที่เรียกว่า GIL กลายเป็นคอขวดที่ทำให้การประมวลผลแบบทำงานหลายอย่างพร้อมกันทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นี่คือปัญหาที่นักพัฒนาพยายามหาทางแก้ไขมาตลอดหลายปี
ช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ภาษาคู่แข่งหน้าใหม่พยายามเข้ามาท้าทาย
ภาษาอย่าง Rust นำเสนอความเร็วและประสิทธิภาพการจัดการหน่วยความจำที่เหนือกว่า ในขณะที่ภาษาอย่าง Julia ก็โดดเด่นด้านการคำนวณ
ล่าสุดยังมีโปรเจกต์อย่าง Mojo ที่อ้างว่าสามารถดึงจุดเด่นเรื่องความง่ายในการเขียนมารวมกับความเร็วในการประมวลผลระดับ C++ ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนในอนาคต
แต่สิ่งที่ทำให้ภาษานี้ยังคงรักษาบัลลังก์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่ความเร็วที่เหนือชั้น แต่มันคือชุมชนนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในโลก
ปัจจุบันมีนักพัฒนาหลายล้านคนทั่วโลกที่คอยช่วยเหลือกัน มีโค้ดให้เลือกใช้ฟรีมากมายบนแพลตฟอร์มอย่าง GitHub ซึ่งความแข็งแกร่งระดับนี้ยากที่คู่แข่งหน้าใหม่จะลอกเลียนแบบได้…
ย้อนกลับไปในปี 2018 หลังจากแบกรับหน้าที่ตัดสินใจทิศทางของภาษามานานเกือบสามทศวรรษ Guido ได้ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำสูงสุด
เขายอมรับว่ารู้สึกเหนื่อยล้ากับภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการความขัดแย้งของชุมชนนักพัฒนา และอยากเปิดทางให้เกิดการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น
การก้าวลงจากตำแหน่งของเขาไม่ได้ทำให้ตัวภาษาสะดุดลง แต่มันกลับก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย Python Software Foundation ซึ่งทำงานในรูปแบบองค์กรที่โปร่งใส
ทุกวันนี้ วิสัยทัศน์ที่ Guido เคยตั้งเป้าไว้ว่าต้องการสร้างการเขียนโปรแกรมสำหรับทุกคน ได้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
มันช่วยทลายกำแพงความยากในการเรียนรู้ ทำให้ผู้คนที่ไม่ใช่วิศวกรซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นนักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ หรือนักธุรกิจ สามารถเข้าถึงการสร้างนวัตกรรมได้
ในวันที่มันถูกสร้างขึ้น คงไม่มีใครคาดคิดว่าโปรเจกต์แก้เบื่อเล็กๆ นี้ จะเดินทางมาไกลจนกลายเป็นรากฐานสำคัญของโลกดิจิทัลในปัจจุบัน…
จากคอมพิวเตอร์เครื่องเล็กๆ ใน Netherlands สู่การเป็นสมองกลอัจฉริยะที่คอยควบคุมระบบของบริษัทยักษ์ใหญ่ ควบคุมกระแสเงินในตลาดโลก และแม้กระทั่งควบคุมยานอวกาศบนดาวอังคาร
เส้นทางตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าบางครั้งเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุด อาจไม่ได้เริ่มจากความสมบูรณ์แบบหรือความซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจ
แต่มันเริ่มต้นจากความปรารถนาเรียบง่าย ที่อยากจะทำให้เครื่องมือเหล่านั้นเป็นมิตร และพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถหยิบไปใช้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
และตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีความสงสัย มีปัญหาที่ต้องแก้ไข และมีความฝันที่จะสำรวจไปในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ภาษานี้ก็จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนั้นต่อไป
1
References : [python, nasa, ieee, github, spectrum]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-origin-of-python/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา