22 เม.ย. เวลา 15:45 • ประวัติศาสตร์

ฮิวอี้ วันวานยังหวานอยู่

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ก็ยังอยู่กันที่ประเทศไทยเหมือนเดิม ไม่ได้ขยับไปประเทศใดทั้งประเทศเพื่อนบ้านหรือไกลกว่านั้น วันนี้จะขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับเฮลิคอปเตอร์ในตำนานที่มีบทบาทเด่นที่สุดในยุคสงครามเย็นซึ่งเคยมีประจำการในกองทัพอากาศไทยมาก่อน
หากท่านใดที่เคยรับชมภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามจะปราฎภาพของเฮลิคอปเตอร์แบบหนึ่งส่งทหารลงในพื้นที่ป่าเพื่อเข้าปะทะกับทหารเวียดกง เมื่อมันบินมามันจะมีเสียง "ตับ ตับ ตับ" เป็นเอกลักษณ์ ถ้าทุกท่านสนใจแล้วขอเชิญพบกับเรื่องราวของ Bell UH-1H Huey กันเลยครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาผู้เขียนขอเกริ่นนำถึงพื้นที่ยุทธภูมิบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350 จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกลายเป็นวีรกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงทั้งศักยภาพทางการทหารของไทย และความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ในช่วงการเผชิญหน้าทางทหารไทยได้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการป้องกันอธิปไตย โดยเฉพาะการยึดพื้นที่เนิน 350 ได้แบบ 100% และมีการปักธงชาติไทยเพื่อสถาปนาพื้นที่อย่างชัดเจน
ในการรบอย่างหนักกองทัพอากาศได้มีนี้การนำเครื่องบินโจมตีขนาดเบาแบบ AT-6TH Wolverine จากกองบิน 41 เชียงใหม่ และเครื่องบินขับไล่ F-16 จากตาคลีเข้าสนับสนุนภารกิจร่วมกับทหารราบ หน่วยรบพิเศษ และทหารพรานโดยใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์โจมตีบังเกอร์ของฝ่ายกัมพูชาอย่างแม่นยำ
ที่น่าสนใจคือเครื่องบินโจมตีขนาดเบา AT-6TH นี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อครหาว่าเทียบได้กับเครื่องบินใบพัดสมัยก่อน ในการรบนี้มันได้ทิ้งระเบิดด้วยความแม่นยำในการเจาะทะลวงบังเกอร์ที่มีความหนาแบบยุคสงครามเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากการสถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ กรมศิลปากรได้ประกาศแผนการบูรณะปราสาทตาควายให้กลับมาสวยงามภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการสำรวจและใช้งบประมาณในปีพ.ศ.2570
 
นอกเหนือจากปราสาทตาควายแล้ว ยังมีแผนที่จะสำรวจโบราณสถานตามแนวชายแดนอีกกว่า 30 แห่ง เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
เมื่อวันที่ 22 เมษายนพ.ศ.2569 ได้มีการจัดพิธีรำบวงสรวงปราสาทตาควายอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีขบวนพานบายศรีและนางรำในชุดอัปสรากว่า 400 ชีวิต เข้าร่วมพิธีเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เหล่าบรรพชนและวีรชนผู้กล้าที่ปกป้องแผ่นดิน
ก่อนหน้านี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์คือห้วงเวลาระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน ที่ผ่านมา ปราสาทตาควายและเนิน 350 ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว โดยมีผู้คนหลั่งไหลเข้าชมมากกว่า 2,000 คนต่อวัน
แม้สภาพเส้นทางจะมีความลาดชันและต้องเดินเท้าเข้าไปกว่า 1 กิโลเมตร แต่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยต่างมีความตั้งใจที่จะขึ้นไปสัมผัสพื้นที่จริง
ในวันนี้ที่มีพิธีบวงสรวงปราสาทตควาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพื้นที่แห่งนี้กลายเป็นจุดเช็คอินที่สำคัญ โดยมีการสร้างทางเดินคอนกรีต บันได และจุดถ่ายรูปเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจในการถกเถียงว่า ควรจะบูรณะปราสาทให้สมบูรณ์แบบตามหลักโบราณคดี หรือควรอนุรักษ์ร่องรอยการสู้รบ เช่น ร่องรอยกระสุน ความเสียหายของบังเกอร์หรือรอยระเบิดไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเตือนใจถึงความกล้าหาญของทหารไทยที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิต เพราะฉะนั้นเรื่องราวที่ว่ามานี้จึงไม่ต่างจากเรื่องราวของเฮลิคอปเตอร์ที่ได้กลายเป็นอนุสรณ์หลังสิ้นสุดการรับใช้ชาตินั่นคือ "Huey"
เฮลิคอปเตอร์ Bell UH-1 Iroquois หรือที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อ "ฮิวอี้" (Huey) เริ่มต้นจากการเป็นอากาศยานที่กองทัพสหรัฐฯ ต้องการเพื่อใช้ในภารกิจส่งกลับสายแพทย์ในช่วงปี ค.ศ. 1952 โดยบริษัท Bell Helicopter ได้พัฒนาโมเดล 204 ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาฟต์ แทนเครื่องยนต์ลูกสูบแบบเดิม ทำให้มีพละกำลังมหาศาลและบินได้เสถียรขึ้น ชื่อฮิวอี้นั้นมีที่มาจากรหัสเรียกชื่อเดิมคือ HU-1 หรือ Helicopter Utility ซึ่งเหล่าทหารเรียกเพี้ยนจนกลายเป็นชื่อเล่นที่ติดปากและเป็นสากลมากกว่าชื่อทางการเสียอีก
เฮลิคอปเตอร์ Bell UH-1H Huey ถือเป็นอากาศยานที่โดดเด่นในด้านความอเนกประสงค์และความทนทาน โดยมีสมรรถนะทางการบินที่สำคัญอาทิเช่น ขุมพลังที่เหนือกว่า สำหรับฮิวอี้แล้วมันเป็นเฮลิคอปเตอร์แบบแรกของโลกที่เปลี่ยนจากเครื่องยนต์ลูกสูบมาใช้เครื่องยนต์กังหันก๊าซ ซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่ให้พละกำลังมหาศาล โดยรุ่นที่นิยมมากที่สุดในกองทัพไทยทั้ง 4 เหล่าทัพได้แก่กองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองทัพอากาศไทยใช้อย่าง UH-1H ใช้เครื่องยนต์ Lycoming T53-L13 ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 1,400 แรงม้า
มันสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 204–220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วเดินทางปกติอยู่ที่ประมาณ 100 น็อตหรือราวๆ 185 กม./ชม. มันมีระยะปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 420–511 กิโลเมตร ต่อการเติมน้ำมันหนึ่งครั้ง มีความจุถังน้ำมันประมาณ 830 ลิตร
Huey มีเพดานบินมาตรฐานอยู่ที่ 12,600 ฟุต และมีอัตราการไต่ระดับที่ 28.1 เมตรต่อวินาที
จุดเด่นอีกประการคือการติดตั้ง Stabilizer Bar แท่งรักษาเสถียรภาพที่ช่วยให้เครื่องทรงตัวได้แม่นยำแม้ในสภาวะที่มีกระแสลมรบกวน สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้สูงสุด 11–14 นาย หรือ 15 นายรวมนักบินและลูกเรือในบางรุ่น
ในภารกิจส่งกลับสายแพทย์เฮลิคอปเตอร์แบบดังกล่าวสามารถติดตั้งเปลพยาบาลได้สูงสุด 6 เปล มีระบบรอกกว้าน หรือ Rescue Hoist และสามารถบรรทุกสัมภาระภายนอกด้วยสลิง ได้หนักถึง 3,000–4,000 ปอนด์
ฮิวอี้มีบทเด่นในเรื่องความคล่องตัวสูงขณะปฏิบัติภารกิจ สามารถลงจอดในพื้นที่จำกัดหรือพื้นที่ป่าทึบได้ดี อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานจริงนักบินมักบรรทุกน้ำหนักจนเกินขีดจำกัดมาตรฐาน ทำให้บางครั้งไม่สามารถบินขึ้นในแนวดิ่งได้ และต้องใช้เทคนิคการไถลตัวไปตามพื้นเพื่อให้เกิดแรงยกเสริมก่อนเชิดหัวขึ้น
ในสงครามเวียดนาม ฮิวอี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของสงคราม โดยทำหน้าที่เป็นม้าศึกที่พลิกโฉมหน้ายุทธวิธีการรบทางบกสู่มิติทางอากาศอย่างเต็มรูปแบบ ฮิวอี้เป็นหัวใจสำคัญของหลักนิยมการรบแบบใหม่ที่เรียกว่าการแทรกซึมทางอากาศ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ส่งกำลังทหารเข้าไปยังพื้นที่การรบที่เข้าถึงยากหรือเป็นป่าทึบได้อย่างรวดเร็ว
ในภูมิประเทศที่เป็นป่าและทุ่งนาของเวียดนามซึ่งไม่มีถนนดีนัก ฮิวอี้มีส่วนช่วยสนับสนุนผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาลงสู่สนามรบอันแสนสาหัส เมื่อมันส่งทหารทั้งกองพันข้ามสิ่งกีดขวางคือป่าไม้ไปลงจอดบนลานโล่งๆหรือบินนิ่งๆแล้วส่งทหารผ่านการโรยตัวแล้ว จึงสามารถบินออกไปได้ทันทีโดยมีการคุ้มกันจากเครื่องบินขับไล่โจมตีฝั่งอเมริกา
ยุทธวิธีของกองพลทหารม้าอากาศที่ 1 กองทัพบกสหรัฐฯการันตีถึงความสำเร็จของฮิวอี้ได้ดี กองพลทหารม้าอากาศที่ 1ใช้ฮิวอี้กว่า 500 เครื่องเป็นพาหนะหลักในการออกตามล่าและยิงถล่มกองกำลังเวียดกงเมื่อถึงคราวที่พลาดท่าให้อเมริกา
สำหรับรุ่นลำเลียงพล เช่น UH-1D หรือ UH-1H เน้นความคล่องตัวโดยไม่ติดอาวุธหนักภายนอก เพื่อบรรทุกทหารราบได้สูงสุดประมาณ 8–11 นาย เข้าสู่พื้นที่ลงจอด ต่อมาคือ Huey Gunship เป็นรุ่นที่ถูกดัดแปลงมาเพื่อการโจมตีโดยเฉพาะ เช่น UH-1B หรือ UH-1C โดยติดตั้งอาวุธหนัก เช่น ปืนกลมินิกันที่ยิงได้ถึง 4,000 นัดต่อนาที และ กระเปาะจรวดขนาด 2.75 นิ้ว เพื่อทำหน้าที่ยิงคุ้มกันให้แก่เครื่องลำเลียงขณะลงจอด
การส่งกลับสายแพทย์ คือบทบาทที่ได้รับความยกย่องมากที่สุด ในสงครามเวียดนามฮิวอี้ถูกใช้เป็นรถพยาบาลบินได้เพื่อรับตัวทหารบาดเจ็บออกจากแนวปะทะ ด้วยความเร็วของฮิวอี้ ทหารที่บาดเจ็บจะถูกส่งถึงโรงพยาบาลสนามภายในเวลาเฉลี่ยเพียง 100 นาที ทำให้สถิติระบุว่าทหารบาดเจ็บที่ถูกลำเลียงขึ้นเครื่องฮิวอี้ได้สำเร็จ มีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 97% เสียงใบพัดของฮิวอี้กลายเป็นเสียงแห่งความหวังที่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารราบกล้าเข้าสู้รบ เพราะรู้ว่าหากพลาดพลั้งจะได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว
หน่วยบินซีวูฟ แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้ฮิวอี้ติดอาวุธลาดตระเวนตามลำน้ำในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เพื่อสนับสนุนเรือตรวจการณ์และขัดขวางเส้นทางส่งเสบียงของศัตรู ในขณะเดียวกันฮิวอี้ถูกใช้หย่อนหน่วยรบพิเศษ เช่น กรีนเบเรต์ลงกลางป่าทึบด้วยเทคนิคการโรยตัวผ่านเชือกที่ยาวถึง 120 ฟุต ในพื้นที่ที่ไม่มีจุดลงจอด อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียง อาวุธ และน้ำมันไปยังฐานปฏิบัติการส่วนหน้าหรือจุดตรวจการณ์ที่ห่างไกล
นอกจากในกองทัพสหรัฐฯแล้ว ในกองทัพไทยมีทั้ง 4 เหล่าคือกองทัพบก กองทัพเรือ กรมตำรวจ และกองทัพอากาศที่ใช้ฮิวอี้เป็นหลัก แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงที่มาที่ไปของเฮลิคอปเตอร์แบบที่ 6 หรือ UH-1H ที่เคยสังกัด ณ ฝูงบิน 203 กองบิน 2 ลพบุรี สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับ UH-1H ฮิวอี้ของกองทัพอากาศไทยนั้นมีที่มาดังที่ทุกท่านจะได้ทราบกันต่อไปนี้
กองทัพอากาศไทย เริ่มได้รับมอบฮิวอี้ชุดแรกในปี พ.ศ. 2511 โดยกำหนดชื่อเรียกทางราชการของกองทัพอากาศไทยว่าเฮลิคอปเตอร์แบบที่ 6 หรือ ฮ.6 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากองทัพอากาศใช้ฮิวอี้ในภารกิจหลักคือการค้นหาและช่วยชีวิต (Search and Rescue : SAR) ทั้งในพื้นที่ปกติและพื้นที่การรบ
ในภารกิจรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ฮิวอี้ของกองทัพอากาศไทยได้รับเกียรติสูงสุดในการเป็น เฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกล และยังเป็นเฮลิคอปเตอร์แบบแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 10 ทรงทำการฝึกบินเปลี่ยนแบบ
ในอดีตฮิวอี้เป็นกำลังหลักของฝูงบิน 32 กองบิน 3 โคราช นามเรียกขาน "Scorpion" (ต่อมาย้ายไปกองบิน 2 ลพบุรี) ในการปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ร่วมกับเครื่องบินรบจากกองทัพอากาศอย่าง A-37 , F-5 และ OV-10 โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเขาอย่างภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสาน
สำหรับการบินการค้นหาและช่วยชีวิตของฮิวอี้ฝูงบิน 203 ในสมรภูมิชายแดนฝั่งตะวันออกของไทยในยุคสงครามเย็นนั้น มันได้ทำหน้าที่ค้นหาและช่วยชีวิตนักบินที่ถูกยิงตกจากสมรภูมิ เมื่อใดที่ฮิวอี้บินมาถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจของนักบินผู้รอคอยความช่วยเหลือที่ได้ยิน จนสามารถนำกลับไปรักษาแล้วกลับมาขับเครื่องบินออกรบได้
ฮ.6 จากฝูงบิน 203 ยังใช้ในการส่งกำลังบำรุง ขนส่งพัสดุ และลำเลียงกำลังพลให้แก่เหล่าทัพต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนสถานีสื่อสารโทรคมนาคมและเรดาร์บนยอดเขาสูงที่เข้าถึงยาก ไม่เพียงเท่านี้ฮ.6 มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ เช่น เหตุการณ์สึนามิปีพ.ศ.2547 และมหาอุทกภัยปีพ.ศ.2554 โดยสามารถลงจอดในจุดที่ตัดขาดเพื่อส่งอาหารและยาได้
ฮิวอี้เป็นเสียงแห่งความหวังจากฟ้า ฉายานี้ได้รับจากประชาชนรวมถึงทหารอากาศในพื้นที่ห่างไกลโดยเฉพาะสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศในพื้นที่ป่าไม้และภูเขา เพราะเสียงใบพัดที่เป็นเอกลักษณ์หมายถึงความช่วยเหลือที่กำลังมาถึง ไม่ว่าจะเป็นการกู้ภัยหรือการส่งกลับสายแพทย์
ด้วยความที่ระบบของเครื่องไม่ซับซ้อนแต่มีประสิทธิภาพสูง จึงสามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลายรูปแบบตั้งแต่องค์ประกอบทางการแพทย์ไปจนถึงการรบติดอาวุธ ฮิวอี้เปรียบเสมือนครูการบินคนแรกของนักบินเฮลิคอปเตอร์แห่งกองทัพอากาศไทย เพราะสอนให้เรียนรู้วิธีการบินแบบ Manual ที่ต้องใช้ทักษะและการประสานงานประสาทสัมผัสอย่างสูง
We Leave No Man Behind ถือเป็น Motto ของฝูงบิน 203 แห่งกองทัพอากาศไทยที่ใช้งานฮิวอี้เป็นอากาศยานหลักในการยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งมีความสำคัญต่อสภาพจิตใจของทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจอันตราย
แม้ว่า UH-1H Huey ในกองทัพอากาศไทยจะเป็นม้าศึกที่รับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน แต่ประวัติศาสตร์การใช้งานในประเทศไทยบางครั้งก็มีบทเรียนจากอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับฮ.แบบนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการจัดหาอากาศยานรุ่นใหม่มาทดแทนเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
สำหรับกองทัพอากาศไทยนั้น การปลดประจำการ UH-1H หรือ ฮ.6 จากฝูงบิน Scorpion ในปี พ.ศ. 2564 ถือเป็นการปิดตำนานอากาศยานที่ใช้ในภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search And Rescue: CSAR) ที่ยาวนานถึง 53 ปี โดยกองทัพอากาศไทยได้นำเฮลิคอปเตอร์แบบที่ 11 หรือ EC-725 ซึ่งเป็นอากาศยานที่ทันสมัย มี 2 เครื่องยนต์ และมีระบบเครื่องช่วยเดินอากาศที่ช่วยลดภาระของนักบินมาทำหน้าที่แทน
นอกจากรุ่น H แล้วยังมี UH-1N Huey เพียงเครื่องเดียวในกองทัพอากาศไทยที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็น เฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะ ปัจจุบันได้ถูกนำไปตั้งแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์ไทย
ไม่เพียงเท่านี้กองทัพอากาศไทยยังนำ UH-1H เครื่องหนึ่งที่เคยเป็นเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวนับตั้งแต่ทำการฝึกบินเปลี่ยนแบบ ไปจนถึงการที่พระองค์ทรงทำการบินรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบรมวงศานุวงศ์ ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศไทย
ข้อมูลจำเพาะ UH-1H ฮิวอี้ กองทัพอากาศไทย
ลักษณะทั่วไป
ลูกเรือ: 1–4 นาย
ความจุ: 3,880 ปอนด์ (1,760 กิโลกรัม) รวมทหาร 11–14 นาย เปลหาม 6 อัน และผู้ดูแล หรือสินค้าเทียบเท่า
ความยาว: 57 ฟุต 9+5⁄8 นิ้ว (17.618 เมตร) เมื่อใบพัดหมุน
ความกว้าง: 9 ฟุต 6+1⁄2 นิ้ว (2.908 เมตร) (วัดจากฐานล้อ)
ความสูง: 14 ฟุต 5+1⁄2 นิ้ว (4.407 เมตร) (เมื่อใบพัดหางหมุน)
น้ำหนักเปล่า: 5,210 ปอนด์ (2,363 กิโลกรัม)
น้ำหนักรวม: 9,039 ปอนด์ (4,100 กิโลกรัม) (เมื่อปฏิบัติภารกิจ) น้ำหนัก)
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด: 9,500 ปอนด์ (4,309 กิโลกรัม)
เครื่องยนต์: 1 × Lycoming T53-L-13 เทอร์โบชาฟท์ 1,400 shp (1,000 kW) (จำกัดที่ 1,100 shp (820 kW) โดยระบบส่งกำลัง)
เส้นผ่านศูนย์กลางใบพัดหลัก: 48 ฟุต 0 นิ้ว (14.63 เมตร)
พื้นที่ใบพัดหลัก: 1,809.56 ตารางฟุต (168.114 ตารางเมตร)
สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด: 127 ไมล์ต่อชั่วโมง (204 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, 110 นอต)
ความเร็วในการบิน: 127 ไมล์ต่อชั่วโมง (204 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, 110 นอต) (ที่ระดับความสูง 5,700 ฟุต (1,700 เมตร) ที่น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด)
ระยะทำการบิน: 318 ไมล์ (511 ระยะทางบินสูงสุด: 1.5 กิโลเมตร (276 ไมล์ทะเล) (เมื่อเติมเชื้อเพลิงเต็มถัง ไม่มีเชื้อเพลิงสำรองที่ระดับน้ำทะเล)
เพดานบินสูงสุด: 12,600 ฟุต (3,800 เมตร) (ที่น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด)
อัตราการไต่ระดับ: 1,600 ฟุต/นาที (8.1 เมตร/วินาที) ที่ระดับน้ำทะเล (ที่น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด)
น้ำหนักบรรทุกการหมุนของแผ่นดิสค์ : 5.25 ปอนด์/ตารางฟุต (25.6 กิโลกรัม/ตารางเมตร)
อัตราส่วนกำลังต่อมวล: 0.1159 แรงม้า/ปอนด์ (0.1905 กิโลวัตต์/กิโลกรัม)
อาวุธ
ปืนกลขนาด 7.62 มม.
แท่นยิงจรวดขนาด 2.75 นิ้ว (70 มม.)
สถานะ : ปลดประจำการ
ปีที่เข้าประจำการ : พ.ศ.2511-2564
เช่นเดียวกับวีรกรรมทหารไทยที่เนิน 350 และปราสาทตาควายที่ได้ประชาชนชาวไทยต่างยกย่อง ฮิวอี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและการปกป้องอธิปไตยของกองทัพอากาศไทย แม้จะสเปคไม่แรง ไม่เร็ว และไม่เจ๋งเท่าเครื่องบินรบที่มีความเร็วสูง แต่มันก็ได้รับการเชิดชูเกียรติในฐานะม้างานหลักของกองทัพอากาศไทย สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Top News
Thai Weapon Channel
DroneScapes
thebankweapons
รายการรักเมืองไทย
Naddanai Kavjung
TOFFGUNPILOT
วอร์โซน เรื่องราวสงคราม
Deniz Zeytinoglu
SKP
Roman Angelo T. Waquiz
Erwin van Dijkman
Teerawut W.
Wim Calleart
WEIMENG
DANIEL TANNER
Paul Seymour
Colin Zuppicich
Ricardoalasspottersv
Pitch Cougar
Andrés Contador - AirTeamImages
เรียบเรียงโดย : นักรบชายแดน
โฆษณา