24 เม.ย. เวลา 01:11 • ประวัติศาสตร์

Stone & Power | EP.2 กรงขังหิน

เมืองส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกถูกทำลายโดยศัตรูจากภายนอก
เวียนนาไม่ใช่
มันถูกทำลายโดยตัวเองอย่างช้าๆ ด้วยสิ่งที่มันภูมิใจที่สุด
01 — Blood Money
กำแพงเมืองเวียนนาไม่ได้สร้างจากความมั่งคั่งของจักรวรรดิ
มันสร้างจากค่าไถ่ชีวิตของกษัตริย์ต่างแดน
ศตวรรษที่ 12 กษัตริย์ Richard I แห่งอังกฤษถูกจับใกล้เวียนนาขณะแอบเดินทางกลับจากสงครามครูเสด ดยุค Leopold V ส่งตัวพระองค์ให้จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และทั้งสองเรียกค่าไถ่ 150,000 silver marks เงินจำนวนนี้มากมายมหาศาลในระดับที่เทียบเท่ากับ 2-3 เท่าของรายได้ประจำปีทั้งอาณาจักรอังกฤษ น้ำหนักเงินจริงประมาณ 23-35 ตัน
อังกฤษยอมจ่ายค่าไถ่ พระราชมารดาของ Richard คุมการระดมทุนด้วยพระองค์เอง ด้วยการเก็บภาษีหนึ่งในสี่ของทรัพย์สินทุกคนในราชอาณาจักร รวมทั้งนักบวชและฆราวาส ยึดทองจากโบสถ์ เรียกเก็บจากอัศวินและที่ดิน
เงินก้อนนั้นกลายเป็น Ringmauer หรือ กำแพงเมืองเวียนนาที่ใหญ่กว่าเดิมสามเท่า ครอบคลุมพื้นที่ที่ต่อมากลายเป็น Innere Stadt พร้อมกันนั้นก็สร้างเมือง Wiener Neustadt สร้างกำแพง Hainburg และโรงกษาปณ์ของจักรวรรดิ
ในทางการเงิน นี่คือ Forced Investment ที่ผลตอบแทนตกแก่ฝ่ายที่ไม่ได้จ่าย และรากฐานที่เวียนนายืนอยู่มาจนถึงวันนี้ก็คือหนี้สินของประเทศที่อยู่ห่างออกไปพันกิโลเมตร
Vienna Pannonie — ภาพเมืองเวียนนาจาก Nuremberg Chronicle ปี 1493 ก่อนที่เงินค่าไถ่กษัตริย์ Richard จะขยายกำแพงเมืองเป็นสามเท่า | Public Domain
02 — Festung
ในปี 1529 กองทัพออตโตมันบุกประชิดเมืองครั้งแรก ถึงแม้การการล้อมในครั้งนั้นไม่สำเร็จ แต่ข้อมูลที่จักรวรรดิฮัฟส์บวร์กได้กลับมาชัดเจนหนึ่งข้อ
กำแพงเดิมไม่เพียงพอสำหรับยุคปืนใหญ่อีกต่อไปแล้ว
จักรวรรดิเลยจ้างสถาปนิกทหารชาวอิตาเลียนออกแบบระบบป้องกันใหม่ทั้งหมดตามหลัก trace italienne สถาปัตยกรรมป้อมปราการที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับ ballistic warfare โดยเฉพาะ พอถึงปี 1548 เวียนนากลายเป็น Festung หรือป้อมปราการอย่างสมบูรณ์ มีกำแพงหนา ป้อมปืน 11 แห่ง คูน้ำ และองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือ Glacis แนวพื้นที่โล่งนอกกำแพงที่กฎหมายทหารห้ามสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ เด็ดขาด
Vogelschau der Stadt Wien ปี 1683 โดย Folbert van Alten-Allen — เห็น Glacis พื้นที่โล่งรอบกำแพงที่กฎหมายทหารห้ามสร้างสิ่งใด ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เมืองขยายออกไปไม่ได้ | Public Domain
สำหรับคนยุคนั้น การอยู่แออัดในกำแพงคือสิทธิพิเศษ
เพราะมันหมายถึงการอยู่ใต้ปีกของจักรพรรดิ
ส่วนคนนอกกำแพงคือเหยื่อรายแรกหากสงครามมาถึง
ปี 1683 ระบบนี้ถูกทดสอบจริง กองทัพออตโตมัน 150,000 นายล้อมเมืองเป็นเวลาถึง 60 วัน ฝ่ายรักษาการณ์มีเพียง 15,000 คน กำแพงยืนหยัดต้นทานจนกองทัพโปแลนด์ภายใต้ King John III Sobieski มาถึง ชัยชนะในครั้งนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์เวียนนา
และกำแพงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่แตะต้องไม่ได้
แต่ตรรกะทางทหารที่สร้างระบบนี้มีจุดอ่อนหนึ่งข้อที่ไม่มีนักวางแผนการทหารคนใดคิดถึง
มันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับสันติภาพ
Battle of Vienna 1683 — ภาพวาดโดย Jan Krzysztof Damel แสดงช่วงเวลาที่กองทัพโปแลนด์นำโดย King John III Sobieski บุกโจมตีค่ายออตโตมัน เส้นขอบฟ้าด้านหลังคือเวียนนาที่กำลังรอการช่วยเหลือ | Public Domain
03 — Urban Pathology
ศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิออสเตรียเข้าสู่ช่วง High Industrialization คนจากโบฮีเมีย ฮังการี อิตาลี หลั่งไหลเข้าเวียนนาเพราะมันคือศูนย์กลางของโอกาส ปี 1800 ประชากรในเวียนนามีประมาณ 230,000 คน แต่พอถึงปี 1850 จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นไปจนใกล้ถึง 450,000 คน บนพื้นที่ที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากหลายร้อยปีก่อน
Glacis คือตัวแปรที่ทำให้สถานการณ์นี้กลายเป็นวิกฤต เพราะมันห้ามการขยายตัวของเมืองออกไปด้านนอก ประชากรที่เพิ่มขึ้นจึงต้องอัดกันอยู่ในพื้นที่เท่าเดิม ความหนาแน่นต่อตารางกิโลเมตรของ Innere Stadt ในยุคนั้นอยู่ในระดับที่เทียบได้กับเมืองที่แออัดที่สุดในเอเชีย
ผลทางกายภาพตามมาเป็นลำดับ กำแพงสูงปิดกั้น Air Circulation, ตรอกแคบไม่ได้รับแสงแดดโดยตรง, ระบบน้ำดื่มและระบบระบายน้ำเสียที่ออกแบบมาสำหรับประชากรหนึ่งแสนถูกใช้งานโดยคนสี่เท่า
สิ่งที่น่าสังเกตจากมุมมองทางระบาดวิทยา คือเวียนนาเคยเรียนรู้บทเรียนนี้มาก่อนแล้ว กาฬโรคในศตวรรษที่ 14 คร่าชีวิตประชากรเมืองไปมากกว่าครึ่ง ความสูญเสียครั้งนั้นทิ้งรอยไว้ในรูปแบบของ Pestsäule กลางจัตุรัส Graben — อนุสรณ์ที่วนเวียนนาวิเคราะห์ไว้ใน EP.1 ว่าเป็น Urban Crisis Management ในรูปแบบสถาปัตยกรรม แต่ความทรงจำของโรคระบาดไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการวางผังเมือง
ปี 1831 อหิวาตกโรคระบาดในเวียนนา ตามด้วยปี 1836 ในครั้งที่สอง การวิเคราะห์ย้อนหลังพบว่าเชื้อโรคไม่ได้มาจากนอกกำแพง แต่มันเพาะตัวอยู่ข้างในมาตลอด เพราะสภาพแวดล้อมทางกายภาพสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแพร่กระจาย
ในทางระบาดวิทยา นี่คือ Self-reinforcing Trap
ยิ่งประชากรหนาแน่น ยิ่งมีแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ
ยิ่งดึงคนเข้ามามากขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
วงจรนี้ไม่มีทางออกภายในพื้นที่เท่าเดิม
กำแพงที่สร้างมาเพื่อปกป้องชีวิตคนในเมือง
กลายเป็นสิ่งที่คร่าชีวิตคนเมืองอย่างช้าๆ และเงียบงัน
04 — Ghost Infrastructure
กำแพงถูกทุบทิ้งในปี 1857 ตามพระราชกฤษฎีกาของ Franz Joseph I เพื่อสร้าง Ringstraße แต่โครงสร้างทางกายภาพไม่เคยหายไปทั้งหมด มันถูกฝังไว้ใต้เมืองใหม่
Stubentor (U3) — การขุดสร้างรถไฟใต้ดินสาย U3 ในช่วงปี 1985–1987 เปิดเผยส่วนหนึ่งของ Black Tower กำแพงเก่าที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1200 ปัจจุบันมองเห็นได้ที่ชานชาลา มีกระจกบนพื้นให้ตรวจสอบฐานกำแพงที่ระดับใต้ดิน
Mölker Bastei — ส่วนของกำแพงดินและก่ออิฐที่ยังตั้งอยู่ริม Schottengasse บ้านที่ Beethoven เคยอาศัยอยู่สร้างบนระดับความสูงของ bastion เดิม ระดับพื้นดินที่ผิดปกตินั้นคือกำแพงที่กลายสภาพเป็นดิน
1
Palais Coburg — สร้างบน Coburg Bastion ชั้นใต้ดินยังคงเป็น casemates ของป้อมปราการคริสต์ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันถูกใช้เป็น wine archive ระดับ Premium
Ruprechtskirche — เดินลงบันได Ruprechtsstiege ทาง Franz-Josefs-Kai จะพบเศษกำแพงเมืองเก่าฝังอยู่กับผนัง
และถ้าเดินจาก Naglergasse ไปทาง Wallnerstraße แล้วสังเกตพบว่าพื้นลาดลงอย่างผิดปกติ นั่นคือรูปร่างของคูน้ำค่ายทหารโรมัน Vindobona ที่ยังคงกำหนดรูปร่างของพื้นดินในปัจจุบัน
เมืองไม่เคยลบอดีตออกได้จริงๆ
มันแค่สร้างทับ
Mölker Bastei — กำแพงป้อมปราการที่ยังยืนอยู่ริม Schottengasse ตั้งแต่ยุคกลาง บ้านที่ Beethoven เคยอาศัยอยู่สร้างอยู่บนระดับความสูงของ bastion นี้ คนที่เดินลงบันไดวันนี้กำลังเดินบน Ringmauer ที่เคยล้อมเวียนนาไว้ทั้งเมือง | Visuals by Nookpixel
บทสรุป
กรณีเวียนนาในศตวรรษที่ 19 เป็น Case Study ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ศึกษา Urban Planning และ Risk Management เพราะมันแสดงให้เห็นว่า Solution ที่ออกแบบมาสำหรับภัยคุกคามหนึ่ง สามารถกลายเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้เมื่อบริบทเปลี่ยน
Festung ของเวียนนาทำงานได้อย่างสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ทางทหาร แต่ไม่ได้ถูก Stress-test ในสถานการณ์ที่ภัยคุกคามไม่ได้มาจากภายนอก
กำแพงที่ผ่านการล้อมของออตโตมันถึงสองครั้ง ผ่านสงครามนโปเลียน รับใช้คนเวียนนามาหลายศตวรรษ สุดท้ายก็พัง
มันไม่ได้พังเพราะปืนใหญ่ มันพังเพราะประชากรสี่แสนคนที่ไม่มีที่ไป และโรคระบาดที่ไม่ต้องการประตู
เมื่อกำแพงกลายเป็นตัวปัญหา จึงมีคนตัดสินใจทุบมันทิ้ง
และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เปลี่ยนหน้าตาของเวียนนาไปตลอดกาล
EP.3 — The Birth of the Ringstraße
Visuals & Stories by Nookpixel | Von Wien — วนเวียนนา
โฆษณา