26 เม.ย. เวลา 11:54 • ประวัติศาสตร์

Ringstrasse Case Study เมื่อความงามคือเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ถ้าจะเล่าว่า Ringstrasse เกิดขึ้นได้ยังไง คำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ จักรพรรดิ Franz Joseph อยากสร้าง้เวียนนาให้สวย
แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงค่ะ
เพราะคนที่เพิ่งรอดจากการปฏิวัติในปี 1848 มาหยกๆ ไม่ได้คิดเรื่องความสวยงามเป็นอันดับแรก
  • ทำไมกำแพงถึงต้องพัง และทำไมต้องพังตอนนั้น
ปี 1848 เวียนนาเกือบสูญเสียจักรพรรดิ ประชาชนลุกฮือ ตั้งแนวกั้นบนถนน Emperor Ferdinand ที่ 1 ต้องสละราชสมบัติ Franz Joseph ขึ้นครองราชย์ในวัย 18 ปีท่ามกลางความวุ่นวาย
บทเรียนที่ได้ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องกายภาพล้วนๆ
ถนนแคบ = ตั้งแนวกั้นง่าย
กำแพงเมือง = กองทัพเคลื่อนพลได้ยาก
เมืองแออัด = ความโกรธหมักหมมจนระเบิด
เก้าปีหลังจากนั้น Franz Joseph วัย 27 ปี เขียนลายมือสั่งทุบกำแพง ตีพิมพ์วันคริสต์มาส 1857 ให้ทั้งจักรวรรดิรับรู้พร้อมกัน
แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคงอย่างเดียว มันตอบโจทย์สามด้านพร้อมกันในคำสั่งเดียว
ด้านแรกคือความมั่นคง ถนนกว้าง 57 เมตรทำให้ตั้งแนวกั้นได้ยาก ปืนใหญ่เล็งได้สะดวก ทหารเคลื่อนพลได้เร็ว ปารีสพิสูจน์มาก่อนแล้วว่าได้ผล
ด้านที่สองคือเศรษฐกิจ เวียนนาโตเกินกำแพง ชานเมืองอยู่คนละโลกกับใจกลางเมือง การค้าและการขนส่งถูกบีบคอ
ด้านที่สามคือภาพลักษณ์ จักรวรรดิที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากชาตินิยมในทุกทิศ ต้องการสัญลักษณ์ที่บอกโลกว่ายังยืนหยัดอยู่
กำแพงหนึ่งเส้นที่พังลง ตอบโจทย์ทั้งสามพร้อมกัน
  • Stadterweiterungsfonds กลไกการเงินที่ทำกำไร
นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดในฐานะ case study ค่ะ
โครงการขนาดนี้ปกติต้องใช้ภาษีมหาศาล แต่ Franz Joseph เลือกไม่ทำแบบนั้น
วิธีที่ใช้คือจัดตั้ง Wiener Stadterweiterungsfonds หรือ City Extension Fund ในปี 1859 ซึ่งก็คือกองทุนอิสระที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณรัฐ รับโอนที่ดิน Glacis มาจากกองทัพ แบ่งเป็นแปลงย่อย ขายให้เอกชนในราคาตลาด แล้วเอารายได้ไปสร้างอาคารสาธารณะ
ฟังดูเหมือน logic ง่ายๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก
พื้นที่ 2.4 ล้านตารางเมตร เทียบได้กับสนามฟุตบอล 300 สนามกลางเมืองหลวง พื้นที่นี้กลายเป็น prime location ที่มีคนแย่งกันซื้อ Fund ยังเปิดให้กู้ยืมได้ด้วย ทำให้เอกชนเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น และ Fund ได้ดอกเบี้ยกลับมาด้วย
บัญชีรวมตั้งแต่ปี 1858 ถึง 1914 มีรายรับ 112.5 ล้าน Gulden ในขณะที่รายจ่ายเพียง 102.3 ล้าน Gulden
กำไรสุทธิ 10 ล้าน Gulden หรือประมาณ 90 ล้านยูโรในมูลค่าปัจจุบัน
จะเห็นว่า จักรวรรดิไม่ได้แค่สร้างเมืองใหม่โดยไม่พึ่งภาษีประชาชน แต่มันทำกำไรจากการสร้างเมืองด้วย
ในภาษาการเงินสมัยใหม่เรียกว่า asset monetization หรือการเปลี่ยนที่ดินทหารที่ไม่มีผลิตภาพให้กลายเป็นทุนสำหรับสร้าง public infrastructure ระดับโลก และยังได้กำไรกลับมาด้วย
  • Historicism ที่กลายมาเป็น Brand Communication ผ่านหินและปูน
เมื่อมีเงินแล้ว คำถามต่อมาคือจะสร้างอะไร และสื่อถึงอะไร
คำตอบคือ Historicism หรือการยืมบารมีจากยุคทองของประวัติศาสตร์มาใช้สื่อสาร brand ของจักรวรรดิ แต่ละอาคารถูกกำหนดสไตล์ด้วย logic ที่ชัดเจน ไม่ใช่ตามความชอบของสถาปนิก
Votivkirche โบสถ์แห่งความกตัญญู สไตล์ French Gothic สร้างเพื่อฉลองที่ Franz Joseph รอดจากการลอบสังหารปี 1853 เป็นอาคารเดียวที่เริ่มก่อนมี decree
Staatsoper โรงโอเปร่าแห่งชาติ สไตล์ Italian Renaissance เพราะ Florence และ Venice คือต้นกำเนิดของ opera สมัยใหม่
Parliament อาคารรัฐสภา สไตล์ Greek Revival เพราะเอเธนส์โบราณคือต้นกำเนิดของประชาธิปไตย message ที่ส่งถึงชนชั้นกลางที่กำลังเรียกร้องสิทธิทางการเมือง
Rathaus ศาลาว่าการเมือง สไตล์ Flemish Gothic เพราะเมืองพาณิชย์แฟลนเดอร์สในยุคกลางคือต้นแบบของการปกครองตนเอง
Burgtheater โรงละครแห่งชาติ สไตล์ Neo-Baroque ออกแบบโดย Semper และ Hasenauer สถาปนิกคู่เดียวกับพิพิธภัณฑ์แฝด
Universität Wien มหาวิทยาลัยเวียนนา สไตล์ Italian Renaissance เพราะยุค Renaissance คือยุคที่ศิลปะและวิทยาศาสตร์เบ่งบานพร้อมกัน
และที่ปากประตูเมือง Kunsthistorisches Museum กับ Naturhistorisches Museum ตั้งหน้ากันคนละฟาก ออกแบบโดย Semper และ Hasenauer คู่เดิม วางไว้ราวกับประตูชัยแห่งความรู้
สิ่งที่น่าสังเกตคือแต่ละสไตล์ถูกเลือกมาเพื่อ communicate กับกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน Parliament สื่อกับชนชั้นกลางที่เรียกร้องประชาธิปไตย Rathaus สื่อกับนักธุรกิจที่ต้องการอิสระทางการค้า Staatsoper และ Burgtheater สื่อกับชนชั้นสูงและปัญญาชน
multi-segment brand communication ผ่านสถาปัตยกรรม ในยุคที่ยังไม่มีแนวคิดเรื่อง marketing สมัยใหม่
นอกจากนั้นยังมี Musikverein ห้องคอนเสิร์ตที่เสียงดีที่สุดในโลก เป็นหลักฐานที่ดีมากว่า master plan ของ Ringstrasse คิดครบทุกมิติตั้งแต่ต้น
Franz Joseph ไม่ได้แค่สร้างอาคารรัฐและขายที่ดินให้เอกชน แต่ยังมอบที่ดินให้กับสถาบันดนตรีด้วย ในปี 1868 Gesellschaft der Musikfreunde ได้รับที่ดินตรงข้ามโบสถ์ Karlskirche เป็น "ของขวัญคริสต์มาส" จากจักรพรรดิ
Theophil Hansen ที่ออกแบบ Parliament ยังออกแบบ Musikverein ด้วย และเลือกสไตล์กรีกเหมือนกัน เพราะดนตรีและประชาธิปไตยมีรากจากอารยธรรมเดียวกัน
ที่น่าทึ่งที่สุดคือ Golden Hall ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในห้องคอนเสิร์ตที่มีเสียงดีที่สุดในโลก Hansen ออกแบบโดยใช้ intuition ล้วนๆ โดยไม่มีทฤษฎีด้านเสียงรองรับ เพราะศาสตร์นั้นยังไม่มีในยุคนั้นค่ะ
อีกอย่างหนึ่งขาดไม่ได้ คือ Stadtpark สวนสาธารณะที่มักถูกมองข้ามในฐานะ "แค่สวน" จริงๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของ master plan ของ Ringstrasse ตั้งแต่ต้น
Franz Joseph และทีมวางผังเมืองเข้าใจดีว่าถนนที่มีแต่อาคารขนาบสองฝั่งจะกดทับคนที่อยู่อาศัย Stadtpark จึงถูกออกแบบมาเป็น "ปอด" ของ Ringstrasse เปิดปี 1862 ก่อนที่อาคารสำคัญหลายหลังจะสร้างเสร็จด้วยซ้ำ
ในแง่ urban planning นี่คือการคิดถึง livability ควบคู่กับ monumentality ตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพิ่มสวนเข้าไปทีหลังเพราะมีพื้นที่เหลือ
  • ผลข้างเคียงที่ไม่มีใครคาดไว้
กลไกการขายที่ดินให้เอกชนสร้างสิ่งที่ Franz Joseph อาจไม่ได้วางแผน
44% ของที่ดินเอกชนบน Ringstrasse ตกอยู่ในมือเจ้าของชาวยิว ซึ่งเพิ่งได้รับสิทธิ์ถือครองที่ดินเต็มรูปแบบตามรัฐธรรมนูญปี 1867 ตระกูล Ephrussi, Todesco, Epstein สร้าง Palais ริมถนนสายนี้ทันทีที่กฎหมายอนุญาต
Palais เหล่านั้นกลายเป็นศูนย์กลางทางปัญญาของเวียนนา เป็น salon ที่นักอุตสาหกรรม ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และนักการเมืองมานั่งรวมกัน
Gustav Klimt วาดภาพในวงโคจรนั้น Gustav Mahler แต่งเพลงในวงโคจรนั้น Sigmund Freud คิดค้นทฤษฎีจิตวิเคราะห์ในวงโคจรนั้น
เวียนนาปลายศตวรรษที่ 19 ที่กลายเป็น birthplace ของ modernism ในศิลปะ ดนตรี และวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะ Fund ขายที่ดินให้คนที่พร้อมจะใช้มัน
เปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มใหม่เข้ามา แล้ว innovation ที่ไม่มีใครคาดไว้ก็ตามมาเอง
  • บทสรุป Blueprint ที่ยังทำงานอยู่วันนี้
ถ้าถอด Ringstrasse ออกมาเป็น framework มันสอนสามเรื่องค่ะ
เรื่องแรก ที่ดินสาธารณะที่ไม่มีผลิตภาพสามารถเป็นทุนสร้าง public infrastructure ได้ ถ้าออกแบบกลไกการเงินให้ถูก โดยไม่ต้องแตะภาษีประชาชน
เรื่องที่สอง สถาปัตยกรรมคือ brand communication ที่ทนทานที่สุด อาคารที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่ง message ยังคงส่ง message นั้นอยู่แม้ผ่านมา 170 ปี
เรื่องที่สาม การเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มใหม่เข้ามามีส่วนร่วม สร้าง output ที่ไม่มีใครวางแผนได้ล่วงหน้า
และทุกครั้งที่มีคนถ่ายรูป Staatsoper แล้วโพสต์ลง Instagram — พวกเขากำลัง recreate ภาพที่ถูกวางแผนไว้ตั้งแต่ปี 1857
นั่นคือ return on investment ที่ไม่มีโครงการใดในโลกเทียบได้ค่ะ
Stone & Power - เมื่อสถาปัตยกรรมคือการเมือง
โฆษณา