27 เม.ย. เวลา 13:00 • บันเทิง

"Michael Jackson ราชันผู้ยิ่งใหญ่ ที่เปราะบางได้เช่นมนุษย์"

หากจะพูดถึงหนึ่งในหน้า
ประวัติศาสตร์วงการเพลงโลก
ชื่อของศิลปินที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด
“Michael Jackson” สุดยอดราชาเพลงป็อปผู้ยิ่งใหญ่
ที่เขย่าโลกทั้งใบได้อย่างเร้าใจ
ด้วยเสียงร้อง ท่าเต้น และการนำเสนอดนตรี
ด้วยรูปแบบของศิลปะการเล่าเรื่อง
ที่แปลก แตกต่าง เร้าอารมณ์
พลิกโฉมวงการเสมอมา
ซึ่งหลังจากที่เขาได้จากโลกนี้ไปกว่า 17 ปี
บัดนี้บัลลังก์ของราชาได้ถูกสาดส่อง
ไปด้วยแสงไฟแห่งความคลั่งไคล้อีกครั้ง
กับหนังชีวประวัติเรื่อง “Michael”
ที่กำลังเข้าฉายในปัจจุบัน
เลยอยากจะชวนแฟนเพลงมาร่ำร้อง
ออกสเต็ปแดนซ์โยกไปด้วยกัน
แล้วดื่มด่ำกับเรื่องราวระหว่างทาง
เมื่อนั้นคุณจะเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้
เด็กน้อยคนหนึ่งสามารถเติบโตมาเป็น
ยอดราชาเพลงป๊อบตลอดกาล
ตราตรึงอยู่ในใจเราไม่เปลี่ยนแปลง
ใครที่ดูหนังจบแล้ว
มาอ่านก็จะได้อรรถรส
และเข้าใจเกร็ดต่างๆ มากขึ้น
หรือแม้ยังไม่ได้ดู คุณก็จะสัมผัสได้
ถึงมุมมองอีกหลายด้านของ MJ
ว่าแล้วก็ขอลุกออกมาเพื่อความเริ่ด
เอาล่ะฮี้ฮี! อ๊าววววววววววววววววววววว!!! 🎩🕶️✨
1. จุดกำเนิดรอยแผลสู่วิถีแห่งราชัน
- “MJ” เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวคนผิวสีใน “Gary” เมืองแสนธรรมดาที่น้อยคนจะเคยได้ยินชื่อ พ่อของเขาคือ “Joseph Jackson” ชายผู้ดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวหลายชีวิต เขาทำงานในเหมืองเหล็กที่ทั้งโหดร้ายและเสี่ยงชีวิต จึงมองว่าทางออกเดียวที่จะทำให้หลุดพ้นจากความยากลำบากนี้ คือการพาลูกๆ และครอบครัวหลุดจากบ่วงความยากจนจากที่แห่งนี้ให้ได้
Joseph จึงตัดสินใจปั้นกลุ่มบรรดาลูกชายของเขาให้กลายเป็นวงดนตรีชื่อ “Jackson 5” ที่มี MJ ตัวน้อยวัย 5 ขวบเป็นนักร้องนำ จนได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมสังกัดค่าย Motown ในที่สุด โดยที่ไม่มีใครเคยถามหรือสนใจเลยว่าเด็กในวัยนี้อย่างเขา แท้จริงแล้วอยากทำอะไรนอกเหนือจากการจับไมค์ร้องเพลงหรือไม่?
นั่นทำให้ MJ ถูกพรากช่วงเวลาในวัยเด็กที่เขาควรจะได้เล่นสนุกเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เพราะเขาต้องมาซ้อมร้อง ซ้อมเต้นด้วยการกวดขันสุดโหดของผู้เป็นพ่อที่พยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำให้ลูกๆ ของเขาก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ
แม้กระทั่งการใช้ความรุนแรงด้วยการทุบตีเด็กตัวน้อย เพียงเพราะเขาอาจร้องผิดจังหวะ หรือไม่ยอมเพ่งสายตาไปหาผู้ชมขณะทำการแสดง นั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง MJ กับผู้เป็นพ่อ เต็มไปด้วยความตึงเครียดและห่างเหินที่เหมือนไม่ใช่พ่อกับลูกชาย แต่เป็นผู้จัดการที่เข้มงวดกับศิลปินที่ไร้ทางสู้
เช่นนี้ MJ จึงขาดทั้งช่วงเวลาวัยเด็กที่แสนหอมหวาน ขาดความรักที่อบอุ่นจากผู้เป็นพ่อ และต้องใช้ชีวิตดั่งผู้ใหญ่ ต้องเดินสายออกงาน ร้องเพลงและโชว์ตัวเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวทั้งที่มีอายุได้เพียง 5 ขวบเท่านั้น
2. ยาสมานแผลของราชัน
- แน่นอนว่าจากรอยแผลและปมในใจที่เกิดขึ้น ถือเป็นเรื่องยากที่เด็กในวัยเพียง 5 ขวบจะแบกรับและผ่านไปได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง ทว่าในห้วงเวลานั้นยังมีใครอีกคนที่เปรียบดั่งยาสมานแผลสำคัญของก็คือแม่บังเกิดเกล้าอย่าง “Katherine” ที่คอยอยู่เคียงข้าง โอบกอด และเข้าใจในความเจ็บปวดที่เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญอย่างไม่ยุติธรรม
ไม่ว่าวันที่ MJ จะร้องไห้ โดดเดี่ยว หรืออ้างว้าง เธอจะเป็นคนที่คอยอยู่ตรงนั้นเพื่อเขาเสมอ ยาสมานแผลนี้จึงเป็นยาวิเศษที่ทำให้ MJ ไม่ถูกด้านมืดและความโหดร้ายของผู้เป็นพ่ออย่าง Joseph กลืนกิน เพราะเขามี Katherine เป็นด้านสว่างคอยมอบความรักที่แสนอบอุ่นให้
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารอยแผลที่ Joseph ฝากไว้ ที่ถึงแม้มันจะมีรสขมราวกับยาพิษ มันก็เป็นยาพิษที่ผลักดันให้ MJ อยากหลุดพ้นจากรสชาติอันแสนขมขื่นนี้ไปสู่ความหอมหวานในดินแดนแห่งจินตนาการอย่าง “Neverland” จากหนังสือนิทานเรื่อง “Peter Pan” ที่เป็นดินแดนในฝันที่ MJ เฝ้าโหยหามาตั้งแต่เด็ก ว่าหากสักวันหนึ่งที่เขาประสบความสำเร็จจนมีทุกอย่างที่ใจนึกคิดได้ จะสามารถหลบหนีไปยัง Neverland ของตัวเอง
ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนอย่าง Joseph ไม่มีวันตามมาทำร้ายเขาได้อีก เพราะหากเปรียบตัวเขาเองเป็น Peter Pan คนอย่าง Joseph ก็คือ “Captain Hook” ผู้ชั่วร้ายที่จ้องอยากทำลายความสนุกของเด็กๆ ที่ Neverland อยู่เสมอมา และในสักวันหนึ่งตัวเขาจะขอเป็น Peter Pan ที่พิชิตศัตรูตัวฉกาจรายนี้ลงให้จงได้ เพื่อทำให้ Neverland เป็นอิสระจากความชั่วร้ายทั้งปวงอีกครั้ง
3. ราชันผู้ปลดแอกการกดขี่ด้วยคำว่า "Thriller"
หลังจากที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์มือทองแห่งยุคอย่าง “Quincy Jones” จนประสบความสำเร็จกับอัลบั้ม “Off The Wall” ในฐานะศิลปินเดี่ยวแบบเต็มตัวครั้งแรกกับค่าย Epic ตอนนี้ MJ มองถึงก้าวต่อไปที่จะพาตัวเขาไปสู่ความสำเร็จอีกขั้น และเป็นจุดสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีใครไปถึง ความสำเร็จที่จะนำพาเขาไปสู่ดินแดนในฝันอย่าง Neverland ที่จะสามารถเนรมิตทุกอย่างขึ้นมาได้ตามใจนึก โดยไม่มีใครมาครอบงำหรือบังคับเขาให้ทำอะไรได้อีก
ครั้งนี้ MJ ได้วางแผนและเตรียมตัวอย่างหนักถึงการพิชิตเป้าหมายนี้ เป้าหมายในการทำเพลงเพื่อเพื่อนมนุษย์โลกทุกคน ไม่ว่าจะชนชาติใด สีผิวอะไรหรือพูดภาษาอะไร MJ ต้องการให้เพลงที่เขากำลังสร้างขึ้นนี้ แทรกซึมเข้าไปในทุกแห่งหนของมุมโลก แต่เป้าหมายดังกล่าวดูเป็นอะไรที่แสนไกลเกินเอื้อมสำหรับศิลปินผิวสีในยุคนั้น ยุคที่การกดขี่และการเหยียดสีผิวยังคงชัดเจนและฝังรากลึกเกินบรรยาย ที่แม้เขาจะมีเพลงฮิตระดับเทพ เสียงร้องระดับพระเจ้า หรือท่าเต้นระดับตำนานแค่ไหน เป้าหมายที่แสนยิ่งใหญ่นี้ก็ยังดูแทบเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะกำแพงที่ศิลปินผิวสีในยุคนั้นจะก้าวข้ามไปได้เต็มไปด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดมากมายที่ทำให้ผลงานของพวกเขาถูกกีดกันและตีกรอบการเผยแพร่เอาไว้ในหมู่ของคนผิวสีด้วยกันเพียงเท่านั้น โจทย์ของ MJ คือต้องหาทางออกว่า จะทำยังไงเพื่อทำลายกำแพงนี้ลงให้ได้
ซึ่งด้วยความที่เจ้าตัวเป็นคนชอบดูโทรทัศน์มาตั้งแต่เด็ก MJ เลยมักเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาชื่นชอบไม่ว่าจะเป็นท่าเต้นหรือสไตล์การโชว์ของศิลปินในดวงใจอย่าง “James Brown” การแสดงละครใบ้จากศิลปินมากความสามารถอย่าง “Charlie Chaplin” หรือแม้กระทั่งหนังสยองขวัญแวมไพร์มนุษย์ป่าที่มีการใช้เทคนิคพิเศษที่น่าตื่นตาตื่นใจ อย่างการแต่งหน้าที่ทำให้ดูสมจริง จนเหมือนคนกลายเป็นแวมไพร์หรือมนุษย์ป่าอย่างน่าขนลุก
จุดนี้เองที่ทำให้ MJ รู้สึกทึ่งราวกับโดนเวทย์มนตร์ของวงการภาพยนตร์สะกดไว้ เขาจึงเริ่มตั้งคำถามเป็นไอเดียในหัวว่า “จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำทั้งภาพยนตร์และเพลงมาเล่าเรื่องประกอบร่วมกันให้ออกมาเป็นชิ้นงาน” จนในที่สุดก็ได้เกิดเป็น MV ที่ชื่อว่า “Thriller” ซึ่งเป็นชื่อ Title ของอัลบั้มนี้อีกด้วย
โดยเป็นมิวสิควิดีโอที่มีความยาว 13 นาทีแบบเป็นหนังสั้นแนวสยองขวัญ ที่ใช้เพลงในการขับเคลื่อนและเล่าเรื่อง เกิดเป็นปรากฎการณ์แบบใหม่อย่างที่โลกไม่เคยมีมาก่อน เพราะในยุคนั้นมิวสิควิดีโอจะเป็นการนำเสนอตัวนักร้องและเพลงแบบตรงไปตรงมา ไม่มีการเล่าเรื่องหรือการแสดงใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง
ซึ่งการนำภาพยนตร์มารวมกับเพลงในรูปแบบ MVแบบนั้น เป็นสิ่งที่โลกยังไม่เคยมีมาก่อน จึงทำให้เกิดกระแสฮือฮาอย่างมากถึงความยอดเยี่ยมของผลงานชิ้นนี้ เพราะมันเป็นทั้งหนังสั้นที่มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สมบูรณ์แบบ Special Effects ที่น่าทึ่ง รวมถึงการแสดงและการเล่าเรื่องที่ดี บวกกับการหลอมรวมเพลง Thriller พร้อมท่าเต้นของฝูงซอมบี้อันแสนสะพรึงและพร้อมเพรียง ราวกับถูกเวทมนตร์ปลุกเสกให้ฟื้นคืนจากโลกวิญญาณออกมาเริงระบำ ทำให้ผู้ชมได้รับอรรถรสทั้งจากสายตาและหูฟังในแบบติดหู ตรึงใจแบบถอนตัวไม่ขึ้น
และด้วยความยอดเยี่ยมนี้เองที่ทำให้ความหวังในการทำลายกำแพงเชื้อชาติของวงการเพลงดูเป็นไปได้มากขึ้น จนมันได้พังทลายลงในที่สุดเมื่อสถานีโทรทัศน์ “MTV” ที่มีกฎเข้มงวดในการตีกรอบผลงานของศิลปินผิวสี ไม่สามารถต้านทานกระแสความยอดเยี่ยมของ MV นี้ได้อีกต่อไป และต้องยอมเปิดผลงานของศิลปินผิวสีเป็นครั้งแรกในช่องของตัวเองในที่สุด
ซึ่งไม่ใช่การเปิดเพียงแค่ครั้งสองครั้งแบบธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการเปิดวนแบบ non-stop ที่คนทั้งโลกไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน เพื่อจะดูมิวสิควิดีโอตัวนี้จาก MTV ตลอดทั้งวันทั้งคืน และปรากฎการณ์ Thriller นี้ทำให้เรทติ้งของ MTV พุ่งกระฉูดแบบที่ไม่เคยมีศิลปินเชื้อชาติใด ผิวสีใด หรือภาษาใดเคยทำได้มาก่อน
เพราะจากที่ MTV ไม่ยอมเปิดผลงานของศิลปินผิวสี ตอนนี้กลายเป็น MTV มากกว่าที่ต้องขอบคุณในความยอดเยี่ยมของ MV สุดมหัศจรรย์ตัวนี้ และในที่สุด MJ ก็ได้ทำในสิ่งที่เขาลั่นวาจาไว้ได้สำเร็จราวกับปาฏิหาริย์ บัดนี้เขาได้ทำเพลงที่เรียกว่า คนทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ ทุกสีผิว และทุกภาษาได้รู้จักเขาแล้วอย่างแท้จริง ก่อนจะต่อยอดความยอดเยี่ยมจากความสำเร็จนี้ด้วยการทำให้อัลบั้ม Thriller กลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดตลอดกาลทั่วโลกกว่า 70 ล้านชุด
โดยความสำเร็จของยอดขายอันถล่มทลายนี้มาจากหลายองค์ประกอบรวมกัน ทั้งปรากฎการณ์ของ MV เพลง Thriller ที่ปฏิวัติการทำมิวสิควิดีโอจากการเล่าเรื่อง การทำลายกำแพงเชื้อชาติสู่การเป็นชิ้นงานของคนทั้งโลกไม่ใช่เพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และการใส่เพลงอันแสนยอดเยี่ยมถึง 9 เพลงรวมไว้ในอัลบั้มเดียวอย่างลงตัว
เช่น Wanna Be Startin’ Somethin’, Human Nature, Beat It, และ Billie Jean ที่ทำให้คนทั้งโลกต่างเทใจอย่างหมดหน้าตักให้กับอัลบั้มชุดนี้ ด้วยการแห่ซื้อกันอย่างเทน้ำเทท่าราวกับเป็นเพลงสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดไว้อะไรทำนองนั้น
ทั้งนี้ MJ ยังได้เลือกโชว์เพลง Billie Jean ในงานเฉลิมฉลองค่ายเพลง Motown ครบรอบ 25 ปี ซึ่งเขาได้โชว์ท่าเต้นบรรลือโลกอย่าง “Moonwalk” ประกอบร่วมกับเพลงนี้ ที่ถึงแม้ตัวเขาจะไม่ใช่คนต้นคิดหรือเป็นคนแรกที่ทำท่าเต้นนี้ แต่การที่นำมาประยุกต์ใช้เข้ากับโชว์ของตัวเองได้อย่างลงตัวทำให้สิ่งนี้กลายเป็น”Signature” ภาพจำและลายเซ็นของเขาไปโดยปริยาย
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่ากุญแจสำคัญสู่การสร้างปรากฎการณ์และปาฏิหาริย์แห่ง Thriller นั้น คือจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นในการ “คิดนอกกรอบ” จนสามารถสร้างความแตกต่างและมอบสิ่งใหม่ให้กับโลก วิสัยทัศน์การตลาดที่เฉียบแหลมในการสร้างกระแสให้กับผู้คนได้เสพและกล่าวถึงชิ้นงานของตัวเอง
รวมถึงการใส่ “ความจริงใจ” ลงไปในทุกขั้นตอนของการผลิต ที่ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างอัลบั้มเพลง แต่เป็นการเนรมิตเพลงฮิตที่ยอดเยี่ยมถึง 9 เพลง ที่เปรียบดั่งเพชรเม็ดงามที่เจิดจรัสถึง 9 เม็ดวางเรียงกัน ทุกสิ่งหลอมรวมจนเป็นเหตุผลให้คนทั้งโลกเทใจให้กับอัลบั้มชุดนี้อย่างไร้ข้อกังขาไปตลอดกาล
4. ราชันแห่งการเยียวยา
หลังความสำเร็จระดับปรากฎการณ์ของ Thriller ตอนนี้ MJ ไม่ได้แค่ทำลายกำแพงทางเชื้อชาติต่อวงการเพลง แต่เขาได้ปีนขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขาอีกด้วย ยอดเขาที่มีทั้งวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แต่ก็แฝงไปด้วยความอันตรายจากความสูงของหน้าผาที่แม้แต่ MJ เองยังอาจไม่ทันตั้งตัว
จนในที่สุดเมื่อความโด่งดังที่ฉุดไม่อยู่ในยุค 80 ทำให้บริษัทเครื่องดื่มน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่อย่าง “Pepsi” ทาบทาม MJ ไปเป็นพรีเซนเตอร์หลักเพื่อโปรโมทแบรนด์อย่างหนักหน่วงในเวลานั้น ซึ่งจุดผลิกผันที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาลก็ได้เกิดขึ้นที่ตรงนี้
เมื่อการถ่ายทำโฆษณาตัวหนึ่งได้เกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคในกองถ่ายขึ้น ทำให้มีประกายไฟจากเอฟเฟกต์บทเวทีลุกติดหัวของเขาและมันลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เพราะสเปรย์เซ็ตผมที่เป็นสารเคมีติดไฟอย่างดี MJ จึงถูกหามตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อเข้ารับการรักษาแผลไหม้ขั้นรุนแรงบนหนังศรีษะ
เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดจากพิษบาดแผลให้แก่เขาอย่างมาก มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ MJ เริ่มมีการพึ่งยาแก้ปวดอย่างหนักนับแต่นั้น และในช่วงเวลานี้เองที่แม้ตัวเขาจะเจ็บปางตาE แต่เมื่อฟื้นตัวจากอาการได้ดีขึ้น เขาก็เริ่มลุกจากเตียงของตัวเองเพื่อขอเข้าเยี่ยมผู้ป่วยคนอื่นๆ ในแผนกที่ได้รับการบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้เหมือนกัน เพราะ MJ รู้ดีว่าตัวเขาคือแสงไฟที่สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจและกำลังใจให้กับผู้อื่นได้
ขณะเดียวกันเขาก็ตระหนักได้ถึงความหดหู่ของผู้ป่วยบางคนที่มีอาการหนักกว่ามาก และไม่มีโอกาสได้รับการรักษาที่ดีแบบเขา MJ จึงตัดสินใจยกเงินชดเชยที่ Pepsi จ่ายให้เขาเป็นค่าเสียหายจากเหตุการณ์อุบัติเหตุทั้งหมดกว่าล้านดอลลาร์ให้กับ รพ.แห่งนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยรายอื่นๆ ให้รอดพ้นจากความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
โดยเหตุการณ์นี้สำหรับ MJ นั้นมันไม่ใช่แค่จากแผลทางกาย แต่รวมถึงแผลทางใจที่ได้เห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันต้องทุกข์ทรมานอย่างน่าหดหู่ ซึ่งเขารู้ดีว่ายังมีคนอีกมากมายบนโลกที่ต้องทุกข์ทรมานอยู่ที่ตรงไหนสักแห่งอีกแน่นอน สิ่งนี้จึงจุดประกายหมุดหมายสำคัญว่าเขาจะใช้เสียงเพลงเพื่ออุทิศชีวิตของเขาในการเปลี่ยนแปลงและเยียวยาโลกใบนี้ (Heal The World) เท่าที่เขาจะทำได้
5. ราชันผู้โบยบินสู่บัลลังก์แห่งอิสรภาพ
จากความสำเร็จในระดับปรากฎการณ์ของ Thriller ที่ได้พา MJ ขึ้นไปสู่ยอดเขาสูงสุดอันแสนสวยงามนั้น ในเวลานี้มีใครบางคนที่รู้สึกอยากตามเขาขึ้นไปด้วยเพื่อชมวิวทิวทัศน์นี้ด้วยกัน ไม่ว่า MJ จะรู้สึกเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งคนๆ นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น “Joseph” พ่อที่ต้องการกอบโกยผลประโยชน์จากผู้เป็นลูกชายที่เขามีความเชื่อว่า MJ คือผลผลิตแห่งความสำเร็จที่เขาสร้างและปั้นมากับมือ ฉะนั้นเขาควรจะได้รับอะไรบางอย่างกลับไปจากความสำเร็จนี้ด้วยเช่นกัน
Joseph จึงตัดสินใจติดต่อดีลธุรกิจกับกลุ่มทุนผู้จัดคอนเสิร์ตว่าเขาจะทำทัวร์ของวง Jackson ให้กลับมาอีกครั้ง โดยใช้ความสำเร็จจากตัว MJ และ Thriller ในการชูโรงทัวร์ครั้งนี้ และขณะที่ Joseph วางแผนทัวร์ครั้งนี้อยู่ เขาไม่เคยแม้กระทั่งมาถามความสมัครใจของลูกชายว่า MJ ยินดีจะออกทัวร์ร่วมกับกลุ่มพี่ชายของเขาอีกครั้งหรือไม่
จนเมื่อ Joseph นำเรื่องนี้มาบอก มันก็สายเกินไปแล้วที่ MJ จะมีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรได้ เพราะดีลและสัญญาต่างๆ ได้มีการตกลงเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ทำให้การบอกกล่าวในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการมัดมือชกว่าเขาต้องยอมออกทัวร์เพื่อรักษาหน้าครอบครัวเพียงเท่านั้น
สิ่งนี้สร้างอีกหนึ่งแผลใจให้กับเขาอย่างมาก เพราะรู้สึกว่าตั้งแต่เป็นเด็กไม่เคยมีสิทธิ์ได้เลือกหรือทำอะไรเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง และแม้ในวันที่เขาประสบความสำเร็จทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง แผลใจนี้ก็ยังคงตามมาหลอกหลอนเขาในรูปแบบของการครอบงำจากผู้เป็นพ่ออยู่วันยังค่ำ เวลานั้น MJ ทั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและอึดอัดต่อการถูกบงการและไร้ซึ่งอิสรภาพที่แท้จริงต่ออาชีพและชีวิตของเขา จึงตระหนักได้ทันทีว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะเรียกร้องสิทธิ์หรือทำอะไรเพื่อชีวิตของตัวเองบ้างอย่างแท้จริง
เขาจึงตัดสินใจว่าจะยอมร่วมทริป Victory Tour กับพี่ๆ เป็นครั้งสุดท้ายที่เป็นการได้ทำเพื่อครอบครัวและปิดฉากตอนจบของวง Jackson 5 ในแบบของเขา ซึ่งจากนี้ไปเขาจะก้าวออกไปสู่อิสรภาพอย่างแท้จริง โดยไม่ใช่แค่อิสรภาพในการใช้ชีวิตหรือเลือกหนทางของตัวเอง แต่ยังเป็นอิสรภาพในอาชีพศิลปินที่ได้ถ่ายทอดตัวตนของตัวเองออกมาในฐานะศิลปินเดี่ยวแบบไร้ซึ่งเงาของครอบครัว Jackson อีกต่อไป
เพราะเขาไม่ต้องการเป็น Michael จากวง Jackson อีกแล้ว เขาต้องการเป็น “Michael Jackson” แบบเต็มตัว โดยหลังจากจบการทัวร์ร่วมกับพี่ๆ เขาได้เดินออกห่างจากครอบครัว Jackson โดยเฉพาะ Joseph อย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้าทำผลงานอัลบั้มต่อไปอย่าง “Bad” และออกทัวร์ในฐานะศิลปินเดี่ยวเป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่งนี่ไม่ใช่การอกตัญญูหรือทอดทิ้งครอบครัวแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการปกป้องตัวเองจากการถูกเอาเปรียบ
เปลี่ยนจากการทำเพื่อคนอื่น หันมาทำเพื่อตัวเองบ้างในวันที่เขาสามารถทำได้และควรที่จะทำ เพื่อไปสร้างสวนสนุก Neverland ตามความใฝ่ฝันที่โหยหามาตั้งแต่วัยเด็กจากการถูกพลัดพรากมาตลอดชีวิต สิ่งนี้สะท้อนสัจธรรมข้อหนึ่งของชีวิตมนุษย์ว่า “อิสรภาพ” คือสิ่งทรงคุณค่าสูงสุดอย่างหนึ่งที่ชีวิตมนุษย์พึงมี และการมีชีวิตที่สามารถโบยบินได้อย่างอิสระ นั่นคือกำไรสูงสุดเท่าที่ใครคนหนึ่งจะถวิลหาได้ในชีวิตของตนเอง แม้กระทั่งราชันเพลงป็อปอย่าง MJ ก็ตาม
6. แม้ราชันก็คือมนุษย์
จากความยอดเยี่ยมมากมายที่พา MJ โบยบินสู่ความสำเร็จในวงการเพลงและถูกยกย่องให้เป็นราชา แต่น้อยคนบนโลกที่จะเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงข้างใน ว่าแท้จริงแล้วเขาก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่มีปมรอยแผลในใจ มีข้อบกพร่อง มีความไม่สมบูรณ์แบบ มีช่องโหว่ และมีความต้องการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไม่ต่างจากพวกเราทุกคน
ปมรอยแผลแรกคือการถูกผู้เป็นพ่อบังคับอย่างเข้มงวด ทำร้ายทั้งกายใจ ในวัยเด็กตัวน้อยที่ยังไม่พร้อมจะรับมือกับความโหดร้ายขนาดนี้ มันทำให้เขารู้สึกขาดหายช่วงเวลาวัยเด็กอันแสนหอมหวาน ขาดเพื่อนหรือใครสักคนที่จะเข้าใจ เพราะเด็กๆ ในวัยเดียวกันก็มักจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเขาที่ดังตั้งแต่เยาว์วัย มากกว่าจะชวนกันไปเล่นเฉกเช่นเด็กทั่วไป
จึงทำให้เขาเลือกหันไปพึ่งพามิตรภาพในอีกรูปแบบหนึ่งจากเหล่าบรรดาสัตว์โลกมากมาย ทั้งต้าวหนู น้องหมา ลามะ ยีราฟ หรือแม้กระทั่งลิงชิมแปนซีอย่างเจ้า “Bubbles” ที่ MJ ไถ่ชีวิตของลิงน้อยตัวนี้มาจากคณะละครสัตว์ที่จะใช้มันฝึกโชว์อย่างโหดร้าย โดย MJ ให้เหตุผลว่าสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเขา แต่เป็น “ผองเพื่อน” ที่คอยอยู่เคียงข้างและรับฟังในวันที่เขาไม่เหลือใคร
นอกจากนั้นเขายังมีข้อบกพร่องทางร่างกายอย่างโรคด่างขาว (Vitiligo) ที่ทำให้เซลล์เม็ดสีในร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดเป็นรอยด่างที่เขาต้องใช้เครื่องสำอางปกปิดมันเอาไว้อยู่เรื่อยๆ และยังมีบาดแผลบนศรีษะจากอุบัติเหตุถ่ายโฆษณา Pepsi ที่ทำให้เขาต้องพึ่งยาแก้ปวดอย่างหนักจนรบกวนพฤติกรรมการนอนหลับของเขาอย่างมาก
รวมถึงข้อบกพร่องที่ผู้เป็นพ่อสร้างปมในใจไว้ให้เขาอีกหนึ่งเรื่อง อย่างการล้อเลียนจมูกของเขาว่ามีขนาดที่ใหญ่จนน่าเกลียดตั้งแต่เด็ก ปมนี้ทำให้ MJ สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เขามองไปที่จมูกของตัวเองในกระจก มันเหมือนกับคำพูดที่ชั่วร้ายของ Joseph จะคอยตามหลอกหลอนเขาไปด้วย
สิ่งนี้เป็นแรงบีบคั้นให้เขาอยากดัดแปลงเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเอง ทั้งที่จริงเขาอาจรู้สึกภูมิใจและชื่นชมในร่างกายของตัวเองมากกว่านี้ หากผู้เป็นพ่อไม่สร้างแผลในใจนี้ไว้ให้ MJ จึงตัดสินใจผ่าตัดศัลยกรรมเป็นครั้งแรกด้วยการทำจมูกให้มีขนาดเรียวเล็กลงเพื่อเพิ่มความสวยงาม และทำให้เขารู้สึกว่าเขาจะสมบูรณ์แบบขึ้น มีรูปลักษณ์ที่งดงามราวกับตัวละคร Peter Pan อยู่ใน Neverland แบบที่เขาใฝ่ฝัน
นำไปสู่การสร้างสวนสนุก Neverland ที่เขาจะได้เติมเต็มช่วงเวลาในวัยเด็กดั่งที่ใจปรารถนา ซึ่งการเติมเต็มนี้เองที่มันอาจไม่ง่าย และนำมาซึ่งปัญหามากมายที่อาจรอเขาอยู่ในอนาคต เพราะการต้องใช้ชีวิตอยู่ในแสงสีในฐานะคนดัง ทำให้การเติมเต็มของเขาจึงดูเป็นไปได้ยากที่จะทำได้แบบคนปกติ แต่จากการที่ชาวโลกได้มาสัมผัสกับหนังชีวประวัติเรื่อง “Michael” นี้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนได้เห็นว่า
“แม้กระทั่งหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการเพลงโลก จนถึงขั้นถูกยกให้เป็นราชาอย่าง MJ นั้น เขาเองก็เป็นมนุษย์ที่มีด้านอ่อนไหว มีข้อบกพร่อง และสามารถทำในสิ่งที่ผิดพลาดได้เหมือนกับเราทุกคน”
ชีวิตของ MJ สะท้อนสัจธรรมที่สวยงามของชีวิตมนุษย์ทุกคนบนโลกว่า ไม่มีใครจะสามารถสมบูรณ์แบบได้ แม้กระทั่งคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นราชา การได้ศึกษาเรียนรู้ชีวิตของเขาจึงมอบอะไรหลายๆ อย่างให้กับเราได้นำมาปรับใช้และเป็นข้อคิดเตือนสติที่ดีเยี่ยมอย่างมาก
ทั้งปมปัญหาของครอบครัวที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่งไปตลอดกาล หากเขาไม่ได้รับความรักในแบบที่อบอุ่นอย่างเหมาะสม ทั้งวิธีคิดและการทำงานที่นำไปสู่ความเป็นเลิศสูงสุดที่ทำให้เขาได้กลายเป็นราชา และข้อผิดพลาดของการใช้ชีวิตในฐานะคนดังที่มีแสงไฟมากมายสาดส่องมาชนิดที่หากเดินพลาดเพียงแค่ก้าวเดียว ก็อาจเป็นจุดผลิกผันของชีวิตได้เช่นกัน
ซึ่งเรื่องราวชีวิตของ MJ เหมือนกำลังจะบอกเราว่า “การใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบยังไง แต่มันก็สามารถสวยงามได้ในแบบที่มันเป็น” ถึงเขาจะมีปมหรือข้อบกพร่องมากแค่ไหน ก็ยังคงพยายามหาทางอุดช่องโหว่เหล่านั้นเท่าที่จะสามารถทำได้ แม้มันอาจจะผิดพลาดไปบ้าง แต่นั่นก็คือความหมายของการมีชีวิต
บางช่วงเวลาอาจสวยงาม บางช่วงเวลาอาจจะดูโหดร้าย แต่ MJ ได้ใช้ชีวิตของเขาอย่างดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ พร้อมกับการโบยบินสู่อิสรภาพยังดินแดน Neverland อันงดงาม เขาได้เขย่าโลกด้วยเสียงเพลง ท่าเต้น และแนวคิดในการทำผลงานเพลงที่ไม่เหมือนใคร พร้อมพลิกโฉมหน้าวงการเพลงไปตลอดกาล
สิ่งที่ MJ ทิ้งไว้ให้กับโลกใบนี้มีทั้งผลงานที่มอบความสุขให้กับผู้ฟังและแฟนคลับทุกคน ความรักความเมตตาที่เผื่อแผ่ให้กับเพื่อนมนุษย์และผองเพื่อนสัตว์โลกแสนน่ารัก รวมถึงบทเรียนที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของชีวิตว่า “จงทำทุกอย่างให้เต็มที่ พร้อมยินดีกับความสำเร็จอันสวยงามที่เกิดขึ้นของตนเอง ไม่ว่ามันจะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม”
และหากวันไหนที่ผิดพลาดจนล้มลง ก็ขอให้รับรู้ว่ารอยแผลนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตของมนุษย์ และเราสามารถหาสิ่งเยียวยาแผลเหล่านั้นได้ในแบบของเราเองเสมอ เหมือนกับที่ MJ เลือกจะค้นหาพื้นที่ในใจที่เขาจะเป็นอิสระได้ แบบที่เราทุกคนก็สามารถค้นหา Neverland ที่ซ่อนอยู่ในใจเราสักแห่งได้เช่นกัน
โฆษณา