Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
crafterpeace
•
ติดตาม
28 เม.ย. เวลา 16:24 • ปรัชญา
The Red Book บทที่ 1: ชายชุดแดง (The Red One) 🔎
1. การพบกันของชายชุดแดง: เมื่อการมองเห็นด้านมืดไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำเลว
นี่คือประเด็นสำคัญทางจิตวิทยาที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจน
ประเด็นที่ 1: แสงและเงา เป็นสิ่งที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน แต่มนุษย์มักจะถูกสังคมบีบคั้นให้ต้องสร้างหน้ากาก (Persona) ของคนดีโดยไม่ได้เต็มใจ จนเกิดการกดทับสัญชาตญาณดิบไว้ในจิตใต้สำนึก เมื่อสะสมจนถึงขีดสุด มันจะปะทุออกมาในรูปแบบของการแสดงออกที่ไร้สติและขาดการควบคุม
ประเด็นที่ 2: ที่มาของการเผชิญหน้ากับด้านมืดของ Jung ในตอนนั้น เกิดจาก "สภาวะอีโก้ที่กำลังจะแตกสลาย (Ego Death)" เขาถูกผลักลงเหวลึก ถูกวงการวิชาการเนรเทศทางปัญญา ตัวตนและจุดยืนเดิมพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี
ประเด็นที่ 3 แทนที่ Jung จะโอบกอดเงาและยอมจำนนต่อสถานภาพอันต้อยต่ำนั้น Jung กลับทำสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง! ท่านลุกขึ้นปกป้องจุดยืน และต่อสู้กับความมืดมิดนั้นด้วย "ตรรกะ"
⚖️ 2. Shadow Possession vs. The Self: สมการที่ขั้วตรงข้าม
คนที่ยอมรับด้านมืดของตนในทันทีที่เห็นแล้วปล่อยตัวไหลไปตามมัน คือคนที่ใช้อำนาจมืดกดทับความจริงไปพร้อมกับความหลอกลวง เพราะสิ่งที่เราเห็นตรงหน้านั้น คือตัวเราที่เรายังไม่ยอมรับ และทำความเข้าใจมันโดยสมบูรณ์
เงา (Shadow) คือ: พลังงานดิบที่ไร้สติ (Unconscious blind force) มันคือคลังเก็บสัญชาตญาณสัตว์ป่า ความกลัว และความโกรธแค้นที่เราปฏิเสธ [อ้างอิง: หนังสือ Aion (CW 9ii), บทที่ 2]
อีโก้ (Ego) คือ: สติสัมปชัญญะและตรรกะ (Consciousness & Logic) ที่ทำหน้าที่เป็น 'ดาบและผู้คุมบังเหียน' ประจำโลกความจริง [อ้างอิง: หนังสือ The Structure and Dynamics of the Psyche (CW 8)]
หากคุณเข้าหาเงาโดยไร้ตรรกะกำกับ สมการความวิปลาสจะเกิดขึ้นทันที:
[ Shadow ] - [ Ego ] = Shadow Possession (การถูกเงากลืนกิน)
สภาวะนี้คือความอันตรายขั้นสุดที่ Jung เตือนไว้ใน The Red Book (Liber Novus), p. 336 ว่า:
"If you do not make the unconscious conscious, it will direct your life and you will call it fate."
(หากคุณไม่ดึงจิตใต้สำนึกอันมืดมิดขึ้นมาสู่แสงสว่างแห่งสติ คุณจะถูกมันบงการชีวิต แล้วคุณก็จะหลอกตัวเองว่ามันคือโชคชะตา)
เมื่อด้านมืด ชนะ เจตจำนงต์ที่ดีแล้ว มนุษย์จะกลายเป็นคนที่ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ขาดสติสัมปชัญญะ และจะบิดเบือนตรรกะเพื่อเข้าข้างตัวเอง สภาวะนี้ Jung ระบุชัดเจนว่ามันคือ "อาการทางจิต (Psychosis)" ไม่ใช่การตื่นรู้!
แต่มีสภาวะที่ขั้วตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เป็นจุดสูงสุดของการหลอมรวมที่ทรงพลังและทำได้ยากกว่ามาก นั่นคือ... The Self (ตัวตนที่สมบูรณ์)
The Self คือสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งจะสามารถ "พิสูจน์ได้ว่ามีจริง" ในปี 2024 ผ่านการค้นพบทางประสาทวิทยา (Neuroscience of Enlightenment) ที่พบว่า:
สภาวะตื่นรู้ คือการที่โครงข่ายสมอง 2 ส่วนที่ปกติจะทำงานขัดแย้งกัน ได้แก่
Default Mode Network
(ตัวแทนของจิตไร้สำนึก/Shadow
และ
Executive Control Network
(ตัวแทนของตรรกะ/Ego) สามารถเกิดการ Coupling (ทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ)
ดังนั้น สมการแห่งการหลอมรวมตัวตนที่แท้จริง คือ:
[ Shadow ] + [ Ego × Consciousness ] = The Self (Individuation)
(เงาดิบมืด + (ตัวตน × สติรู้แจ้ง) = สภาวะการบูรณาการตัวตนที่สมบูรณ์)
การทำ Shadow Work ไม่ใช่ข้ออ้างในการแสดงความ Toxic สาดใส่ผู้คน แต่มันคือ "การมีสติ (Consciousness) มากพอที่จะรักษากรอบของตรรกะ (Ego) เอาไว้ ในขณะที่กำลังประจันหน้ากับปีศาจในใจตน"
หากกระทำซ้ำๆ จะเกิดการตระหนักรู้จนบรรลุสภาวะ Individuation ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกับที่ศาสดาของโลกค้นพบ
หากคุณสามารถทำผิด โกหก หรือทำร้ายผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกอะไร... นั่นไม่ได้เรียกว่าการทำ Shadow Work แต่มันเรียกว่า Shadow Possession
3.. "ดาบแห่งตรรกะ" (The Logos Defense)
หลักฐานว่า Jung ใช้ตรรกะฟาดฟันกับเงา ปรากฏชัดเจนใน The Red Book, p. 275-277 ตอนที่ท่านเผชิญหน้ากับชายชุดแดง (ตัวแทนของกิเลสและเงา):
The Red One: "Why do you want to analyze everything? Stop being such a serious professor and just enjoy my folly."
(ชายชุดแดง: "ทำไมแกต้องวิเคราะห์ทุกอย่าง? เลิกทำตัวเป็นศาสตราจารย์ผู้สูงส่ง แล้วมาสนุกกับความโง่เขลาของฉันดีกว่า")
Jung (Logos Attack): "Your joy is the joy of the simpleton. It is shallow and based on ignorance. I cannot exchange my 'Empirical Truth' for your meaningless laughter."
(จุง: "ความสนุกของแกมันคือความเขลาที่ตื้นเขิน ฉันไม่สามารถเอา 'ความจริงเชิงประจักษ์' ไปแลกกับเสียงหัวเราะที่ไร้สาระของแกได้หรอก")
⚔️ 4. ทำไม Jung ถึง "รัก" วิทยาศาสตร์?
วิทยาศาสตร์คือ "ความจริงเชิงประจักษ์" และ "สมการที่ปฏิเสธไม่ได้"
Jung ใช้ Ego อันแข็งแกร่งและตรรกะ เป็นเกราะกำบังในวันที่สังคมปฏิเสธเขา Jung จึงต้องศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทดลอง และเก็บสถิติอย่างยากลำบาก
สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นนิมิตหรือความเบียวของจุงนั้น... ไม่ใช่สิ่งที่จุงเห็นแค่คนเดียว แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกันในระดับ DNA (Collective Unconscious)
ในวันที่ Jung เห็นภาพหลอน สติและตรรกะนี่แหละที่กอบกู้เขากลับมา ทำให้ทฤษฎีของเขาได้รับการยอมรับ และกลายเป็นต้นแบบของวิชาจิตวิทยามาจนถึงทุกวันนี้
และในขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์ขั้นสูงในปัจจุบัน ก็กำลังใช้ "ตรรกะ" ไปไขความลับของจุง และจุดร่วมของ ศาสนาและปรัชญาโบราณ เพื่อพิสูจน์สิ่งที่มนุษย์รู้สึกร่วมกัน ให้กลายเป็น "Data ที่จับต้องได้จริง"
สรุป:
Jung ไม่ได้ดำดิ่งลงไปในจิตใต้สำนึกเพื่อจะกลายเป็นคนบ้าไร้สติ แต่จุงลงไปเพื่อและพิสูจน์มาแล้วว่า "สติและตรรกะ (Logos)" นี่แหละ คือสิ่งเดียวที่จะสยบความบ้าคลั่งในจิตใจมนุษย์ได้
ดังนั้น คนที่ทำร้ายคนอื่น บิดเบือนความจริง แล้วอ้างว่า "ฉันก็มีด้านมืดของฉัน" แล้ว หยิบจับ MBTI / ปรัชญา มาสวมเป็นหน้ากากเพื่อให้ตัวเองดูสูงส่งกว่าใคร...
คนเหล่านี้ไม่ได้กำลังเข้าถึง The Self ค่ะ
แต่ให้พึงระวังไว้เถอะ ว่าตนเองกำลังอาจจะ "พ่ายแพ้ต่อเงา" แล้วจมน้ำตายในสภาวะวิปลาส (Shadow Possession) อยู่ก็ไดั
ใครคิดเห็นอย่างไร มีจุดร่วมใดๆ เกี่ยวกับศาสนาและปรัชญา ท่านสามารถมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้นะคะ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราสนใจ ..
สุขภาพจิต
ปรัชญา
จิตวิทยา
1 บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
The Red book by crafterpeace
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย