30 เม.ย. เวลา 13:47 • สุขภาพ

อึ้ง! 60% ไม่รู้ตัวป่วย "โรคไตเรื้อรัง"

สธ.เร่งพัฒนา CKD Clinic ชะลอไตเสื่อม ดูแลครบวงจร
เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ที่ รพ.ราชวิถี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ Case Manager CKD Clinic ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2569
นพ.สกานต์กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจสุขภาพประชากรไทย พบความชุกของโรคไตเรื้อรังในผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 17.5 หรือประมาณ 8 ล้านคน
สาเหตุหลักมาจากผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงไม่มีการควบคุมโรคอย่างเหมาะสม รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง ขาดการออกกำลังกาย และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานาน
นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์
ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 60 ไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง จนกระทั่งโรคดำเนินไปสู่ระยะที่ 4-5 ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง คุณภาพชีวิตลดลง และเป็นภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี
นพ.สกานต์กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญคือ การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานป้องกัน ลดและชะลอโรคไตเรื้อรัง รวมถึงลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ให้จัดตั้ง “คลินิกชะลอไตเสื่อม (CKD Clinic)” ในโรงพยาบาล ให้การดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3-5 โดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อชะลอความเสื่อมของไต ป้องกันโรคไตวายระยะสุดท้าย และลดการล้างไต
คลินิกจะเน้นปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ยา ให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและมีกำลังใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถดูแลตนเองได้ดีและชะลอภาวะแทรกซ้อนต่างๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดอัตราตาย และลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มุ่งพัฒนาศักยภาพ Case Manager ใน CKD Clinic ให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังแบบองค์รวมและครบวงจร ตั้งแต่การคัดกรอง ชะลอไตเสื่อม ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมก่อนบำบัดทดแทนไต
นพ.สิทธิลักษณ์ วงศ์วันทนีย์ รองผู้อำนวยการกองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ Case Manager CKD Clinic จะช่วยให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานใน CKD Clinic มีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
ได้รับการทบทวนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติใหม่ๆ ทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพสอดรับกับระบบบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้อง และเกิดเครือข่ายของผู้ปฏิบัติงานในคลินิกโรคไม่ติดต่อและโรคไตเรื้อรังของประเทศไทยที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ
นพ.สิทธิลักษณ์ วงศ์วันทนีย์ รองผู้อำนวยการกองบริหารการสาธารณสุข
ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล และสหสาขาวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในคลินิกชะลอไตเสื่อม ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 400 คน
ด้าน นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเสื่อมของไตทั้งสิ้น
หากอยู่ในกลุ่มดังกล่าวควรได้รับการติดตามและตรวจการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะรุนแรง แม้โรคไตจะไม่แสดงอาการในระยะแรก
แต่เมื่อเริ่มมีอาการมักเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าไตได้รับความเสียหายแล้ว เช่น ตัวบวม เท้าบวม เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีฟองมากหรือมีเลือดปน รวมถึงความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก ดังนั้น หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยรักษาอย่างถูกต้อง
รศ.พญ.วรางคณา พิชัยวงศ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การดูแลสุขภาพไตสามารถเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคอาหารเค็ม อาหารไขมันสูง และอาหารหมักดอง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพรโดยไม่จำเป็น รวมถึงงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
“ภาวะไตวาย” ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- ภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อรุนแรง การขาดน้ำ การใช้ยาบางชนิด หรือภาวะช็อก ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสฟื้นกลับมาเป็นปกติได้
- ภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของไตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยมักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยในระยะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ระยะสุดท้าย
สำหรับแนวทางการรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยในระยะแรกสามารถรักษาด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และปรับพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงการใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์ แต่หากเข้าสู่ระยะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นแนวทางช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
โฆษณา