Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เรื่องเล่าเมาเมาแมน
•
ติดตาม
1 พ.ค. เวลา 06:26 • การเมือง
ทำลายธรรมชาติเพื่อพัฒนา….วิธีคิดของคนโง่
ฟังท่านรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลพูดในทางเดียวกัน
แล้วก็ให้ละเหี่ยใจนัก
โน้มน้าวคนไทยให้ยอมทำลายธรรมชาติ
โดยเอาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาล่อให้คนไทยหลงกล
ก็โครงการแลนด์บริดจ์นั่นแหละ….จะเอาให้ได้แล้ว รอบนี้
…ละเหี่ย กับคนมีอำนาจในไทยทุกยุคสมัย ที่ไร้สมอง….
…แล้วก็นึกถึงเรื่องนึง ที่รับรู้สมัยเรียนขึ้นมา….
1967 ครึ่งศตวรรษที่แล้ว ในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักโลกร้อน
ลีกวนยู รัฐบุรุษแห่งสิงคโปร์
ผลักดันนโยบายที่เรียกว่า Garden City หรือเมืองในสวน
ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าแค่สร้างสวนสาธารณะ เพิ่มพื้นที่สีเขียว
แต่แนวคิดคือ ทุกที่ต้องมีต้นไม้ มีสวน
ซึ่งรัฐบาลก็ส่งเสริมด้วยมาตรการต่างๆ
ก็อย่างที่บอก ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักเรื่องโลกร้อน
ท่านลี ก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ การขับเคลื่อนนโยบาย
ที่เหมือนจะไม่มีความจำเป็นนี้ จึงไม่ได้มีวาระวิธีคิด
มาจากมุมมองสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
แต่มันคือ “เศรษฐกิจ”
ท่านลีนั้นคงเคยอ่านรายงานถึงเรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน
ของมนุษย์ ในสภาพอากาศเย็นสบายมาก่อน จากกรณี
ตันกำเนิดแอร์ของ วิลลิส แคเรียร์
เขาเลยมองจากประสบการณ์ว่า การอยู่ในพื้นที่ป่าเขานั้น
อากาศจะเย็นสบายกว่า น่าจะช่วยได้ เพราะสมัยนั้นแอร์
ยังมีราคาสูง ไม่แพร่หลายนัก และกินไฟฟ้ากว่าปัจจุบันมาก
คนธรรมดาจึงยังไม่มีใช้กัน
และเป็นมุมมองที่ลึกไปถึงการใช้ทรัพยากรของชาติ
ซึ่งทั้งหมดต้องนำเข้า ว่าหากอากาศเย็นสบาย
การใช้พลังงานเพื่อทำความเย็น ก็จะนัอยลง
ล้ำลึกอีกขั้น ด้วยการมองต่อว่า ถ้าอากาศเย็น
มีร่มเงาบังแดด คนก็จะเดินเท้า หรือใช้ยานพาหนะ
อย่างจักรยาน เดินทางใกล้ๆได้สะดวก
มันจะช่วยประหยัดพลังงานได้มาก
ดังนั้น จึงตัดสินใจผลักดันนโยบายนี้ และทำมาเรื่อยๆ
ผลคือ สิงคโปร์กลายเป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุด
ในโลก เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ด้วยกัน
และเชื่อหรือไม่ ว่าสิงคโปร์มีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าไทย
ทั้งที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่า และถ้าเทียบกับเกาะด้วยกัน
ก็ยังเย็นกว่าภูเก็ต หรือเกาะช้างบ้านเราในปัจจุบัน
สิงคโปร์ในเมืองนั้น มีอุณหภูมิต่ำกว่ากรุงเทพเขตเมือง
โดยเฉลี่ยทั้งปี ราวๆ 3-4 องศาจริงเสมอ
และ real feel อาจต่ำมากกว่า 10 องศาเมื่อร้อนจัด
เวลาผ่านไป จนถึงปัจจุบัน….
ผลที่เกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตประชาชน
และประเทศสิงคโปร์ ก็คือสิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่แล้วด้วยตา
คงไม่ต้องมีคำอธิบายให้มากความกันอีก
และด้วยความสำเร็จของโครงการ รัฐบาลยุคหลังปี
2000 ของสิงคโปร์ ก็ต่อยอดกลายเป็น City in Nature
ที่จะบรรลุเป้าหมายในปี 2030 ที่จะถึงนี้ ….
…นี่คือวิสัยทัศน์ ของคนเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน..
ย้อนกลับมาที่ไทย เราก็จะเห็นความแตกต่างชัดเจน
เราโค่นป่าไม้ไปขายเอารายได้มากมายในอดีต
และไม่มีการปลูกทดแทนเลย ก่อนการปิดป่า
เราทำลายพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองมากมาย
โดยอ้างว่าเพื่อการพัฒนา
สมัยก่อน ตามเกาะกลางถนน ฟุตบาทในกรุงเทพหลายสาย
ร่มรื่น เย็น คนเดินได้อย่างสบายในวันแดดร้อน
แต่เราก็ไปตัดมันทิ้งหมด เพื่อขยายถนน และโครงการเอกชน
ที่ไร้แผนการทางผังเมืองที่ดี
ผลคือความร้อนตับแตกในเขตกรุงเทพ
โดยเฉพาะเขตกลางเมือง ที่แม้แต่ตำรวจจราจร
ก็ไม่สามารถทำงานได้ในวันแดดแรง
ในต่างจังหวัด เมื่อป่าไม้หายไป ผลที่ชัดเจนคือความแล้ง
และอุทกภัยที่รุนแรง เมื่อมีมรสุมเข้ามา
แล้วเราก็ยังไม่หยุดทำสิ่งนี้กัน ในปัจจุบัน
ผลต่อเศรษฐกิจ ก็คือ คนไทยต้องใช้พลังงานมหาศาล
ไปกับการจัดการกับความรัอน และโรคภัย มากขึ้นเรื่อยๆ
เด็กมานั่งเรียน เดินทางไปโรงเรียนกันร้อนๆ ซึ่งมันมีผล
กับการเรียนรู้ของพวกเขา ซึ่งก็คือประสิทธิภาพของ
คนที่จะมาทำงานในอนาคต
ทุกปี ก็ต้องมานั่งเยียวยาผลจากภัยพิบัติทุกรูปแบบ
รวมๆนับแสนล้านบาท เสียเงินไปอย่างน่าเสียดาย
มันคุ้มไหมกับสิ่งที่ทำลายไป แล้วได้กลับมา ?
…เทียบกับสิงคโปร์ มันก็ยิ่งเห็นชัดเจนครับ….
ความไร้วิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจไทยนี่แหละ
คือปัจจัยหลัก ที่ทำให้เราที่เต็มไปด้วยทรัพยากร
จึงตามหลังสิงคโปร์แบบไม่เห็นฝุ่น
หมดอ่ะ ทั้งรัฐบาลเลือกตั้ง รัฐบาลทหาร ล้วนไร้สมอง
และเหมือนคนปัญญาอ่อน ถ้าเทียบกับคนแบบท่านลี
คิดง่ายๆ แต่จะล้างผลาญทรัพยากรเพื่อเงิน
เพราะนั่นเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด มันง่ายกว่าการริเริ่มอะไรใหม่ๆ
ในขณะที่สิงคโปร์และทั่วโลก กำลังกลับไปหาธรรมชาติ
เพราะรู้แล้วว่า การทำลายธรรมชาตินั้น จะมีผลเสียมากกว่า
ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
แต่ผู้บริหารไทยในปัจจุบัน กลับเลือกที่จะทำลายธรรมชาติ
มากขึ้น ด้วยโครงการ Land bridge
อนาถใจ ที่ประเทศไทยมีแต่ผู้บริหารที่มองสั้นๆแบบนี้
แถมคนจำนวนมากก็ยังเห็นแบบนั้นไปด้วย
การมองแค่ว่า ทำลายธรรมชาติ วิถีท้องถิ่นบ้าง
แต่ได้เงินทองกลับมามันคุ้มค่า ช่างโง่เขลานัก
เพราะในระยะยาว การทำโครงการนี้
จะสร้างผลกระทบหลายทาง ที่จะย้อนกลับมาทำลาย
เศรษฐกิจในอนาคต
ใช่ ถ้าโครงการมันเวิรค์แบบที่โม้ ไทยอาจได้เงินมากขึ้น
1
แต่เคยคิดถึงสิ่งที่จะต้องเสียตามมาไหม ?
ความเสียหายเป็นวงกว้างจากท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่
จะมีผลมาก กับสัตว์น้ำวัยอ่อน ที่จะเป็นที่มาของอาหารของเรา
ในอนาคต เราจะนำเข้าอาหารทะเลมากขึ้น จนราคาแพงหูฉี่
คงมีเด็กเป็นเอ๋อกันอีกมาก เพราะจับต้องอาหารทะเลไม่ไหว
การปรับเปลี่ยนภูมิประเทศ ตามโครงการ
จะอย่างไรก็มีผลกับทางน้ำหลาก และปริมาณความชื้น
ที่จะเป็นที่มาของฝนอย่างแน่นอน
เพราะเชื่อเถอะ การทำลายธรรมชาติ มันจะไม่จำกัด
แค่ทางผ่านของโครงการ เพราะเมื่อมีแลนด์บริดจ์
สิ่งที่จะต้องตามมา คือเมืองใหม่ โรงไฟฟ้าใหม่
ถนนใหม่ เขื่อนใหม่ ที่จะต้องเกิดขึ้นตามมาแน่นอน
แถมรัฐบาล ยังจะมีโครงการ SEC ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
มารองรับด้วยอีก
สิ่งเหล่านี้ มันจะมีผลมากกับสภาพแวดล้อมโดยรวม
ใต้อาจน้ำท่วมหนักขึ้น และแล้งมากขึ้น ซ้ำเติมปัญหา
ที่มีอยู่แล้ว จากสภาวะโลกเดือด
แล้วที่จะตามมา ก็คืองบประมาณ จัดการ เยียวยาภัยพิบัติ
ที่มากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด ของรัฐบาลเอง
มันจะมีประโยชน์อะไร กับการที่ประเทศจะมีรายได้มากขึ้น
อีกไม่เท่าไหร่จากเดิม แต่ต้องมานั่งจ่ายสิ่งเหล่านี้มากขึ้น
อีกหลายเท่า จากการแก้ปัญหาภัยพิบัติต่างๆ
และเสียความมั่นคงทางอาหารไปอย่างถาวร
…การจะบอกว่า ต้องทำลาย เพื่อสร้างใหม่ มันจึงไร้สาระ….
กฎของธรรมชาตินั้นเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน
แต่เป็นสิ่งที่ท้าทายได้ยาก และไม่ควรทำ ถ้าไม่แน่จริง
ธรรมชาติ อนุญาตเพียงให้เราอยู่ร่วม ตามที่มันกำหนด
การท้าทาย เปลี่ยนธรรมชาติ มีราคาที่ต้องจ่ายแพงมาก
มหาอำนาจทุกชาติ ล้วนเคยท้าทายธรรมชาติ
และก็ได้รับผลอย่างสาสม จนเริ่มแหยงไปตามๆกัน
ว่าไม่ควรไปแตะต้องสิ่งเหล่านี้ บนแผ่นดินตัวเอง
ยิ่งทำลายมาก ยิ่งเจ็บมาก
เช่น สหรัฐในอดีตล้างผลาญมากที่สุด จึงรับผลกระทบ
มากที่สุด ด้วยภัยพิบัติระดับสุดขั้วทุกปี เสียหายทีละ
นับหลายแสนล้านเหรียญ
จีน เคยภาคภูมิใจมาก และโปรโมทเขื่อนสามผาไปทั่วโลก
แต่ปัจจุบัน พวกเขากำลังเจอปัญหาอย่างหนัก จนแทบไม่อยาก
พูดถึงอีกเลย ลำพังแค่การจัดการกับตะกอน จีนก็ไม่รู้จะทำยังไงกับมันแล้วในอนาคต การเพิ่มความเสี่ยงแผ่นดินไหว
ก็ทำให้ ต้องประกาศพื้นที่เสี่ยงมากขึ้นเป็นวงกว้าง
ถ้ามหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีสูง ล้วนได้เคยท้าทายธรรมชาติ
แล้วพ่ายแพ้ยับเยินกลับมาทั้งสิ้น
แล้วเรา ชาติเล็กๆ
จะเอาอะไรไปต่อต้านสิ่งที่พวกเขายังทำไม่ได้
จะอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอา งั้นเหรอ ?
ธรรมชาติมีไว้อยู่ร่วม ใช้งานมันอย่างพอดี ไม่ใช่ไปทำลายมัน
หลักปรัชญาตะวันออก ล้วนแล้วแต่มีแนวทางเช่นนั้น
ตั้งแต่ฮินดู เต๋า ไปจนถึงตะวันออกสุดอย่างชินโต
พุทธยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคำว่าธรรมะ คือธรรมชาติ
ถ้าเราเชื่อในสิ่งเหล่านี้ ทำไมเราต้องฝืนมันขนาดนั้น
สำหรับเศรษฐกิจ การออกแบบระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสม
กับสภาพธรรมชาติ และภูมิศาสตร์ ย่อมให้ผลดีกว่า
ไทยเองมีจุดแข็งอีกมาก ที่ทำได้ โดยไม่ต้องมีแลนด์บริดจ์
มีใครกล้ารับประกันไหม ว่าแลนด์บริดจ์สามารถทำเงินได้
มากกว่าการท่องเที่ยว ที่บริหารจัดการให้ดีขึ้น ?
คนไทย กับมุมมองต่อสิงคโปร์ ที่ผมฟังมาตั้งแต่เด็ก
เหมือนเด็กขี้อิจฉา สิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ ในการเป็นท่าเรือ
ไงอ่ะ ….
เหมือนคนบ้านใหญ่ท้ายซอย
แต่อิจฉาคนบ้านตึกแถวติดถนน
โดยไม่เข้าใจจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง
แล้วก็พยายามไปทำตาม
มันดูเป็นลักษณะนั้นจริงๆ
…ทุกพื้นที่มีจุดเด่นในตัวมัน….
…ผู้บริหารที่เก่ง ควรหาจุดเด่นเหล่านี้ให้เจอ แล้วผลักดัน….
…การเปลี่ยนตัวเองเป็นคนอื่น มันทำไม่ได้หรอก…
แลนด์บริดจ์ เป็นอะไรที่รัฐบาลไทย คนไทยต้องคิดให้ดี
เพราะจะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญมากกว่าทุกโครงการ
ที่เคยผ่านมาแล้วในประวัติศาสตร์
เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
ที่จะไม่สามารถเรียกคืนมาได้อีกเลย หากทำไปแล้ว
…ซึ่งเมื่อดูจากท่าทีรัฐบาลแล้ว ผมว่ามันน่าห่วงจริงๆ….
สิ่งแวดล้อม
เรื่องเล่า
1 บันทึก
14
3
3
1
14
3
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย