Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
2 พ.ค. เวลา 17:59 • ประวัติศาสตร์
สร้างรัฐกะเหรี่ยงให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
"ทุกคนต่อสู้เพื่อเอกราช เพื่อเสรีภาพของกะเหรี่ยง รวมทั้งอุดมการณ์ที่มีมานานแล้ว ถ้าหากพม่าไม่หยุดโจมตีฝ่ายกะเหรี่ยง จะทำให้กำลังของกองพลอื่น ๆ ต้องตอบโต้ฝ่ายทหารเมียนมาอย่างแน่นอน และเท่าที่ทำได้"
พลเอก เนอดา เมี๊ยะ
"นี่เป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย อนาคตอันสดใสของเด็ก ๆ ถูกทำลายป่นปี้ในพริบตา สมาชิกในครอบครัวรวมทั้งเด็ก ๆ ที่สูญเสียพี่หรือน้องไป ต้องทนทุกข์ทรมานจากความโศกเศร้าที่เกินบรรยาย เด็กจำนวนมากเห็นความรุนแรงและภาพอันสยดสยอง เมียนมาไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว"
องค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children)
"กลุ่มกะเหรี่ยง KNU เริ่มการต่อสู้กับรัฐบาลกลางเมียนมา มาตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1949 ด้วยเป้าหมายหลักในยุคแรกเริ่มคือ ต้องการแยกตัวเป็นเอกราช ก่อนที่ต่อมาจะหันมาเรียกร้องให้มีการปกครองในระบอบสหพันธรัฐ ผู้นำคนสำคัญของ KNU ในยุคอดีตที่ผู้คนรู้จักในวงกว้าง คือนายพล โบ เมียะ ซึ่งตั้งตนเป็นประธานาธิบดีของกลุ่มกะเหรี่ยงยาวนานกว่า 24 ปี หรือระหว่างปี ค.ศ. 1976 – 2000"
ฐานเศรษฐกิจ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน กะเหรี่ยงไม่ใช่แค่ชื่อ กะเหรี่ยงไม่ใช่แคชาวป่า กะเหรี่ยงไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมโลก กะเหรี่ยงคือยอดนักรบที่เกิดมาเพื่อออกรบแล้วสร้างเอกราชและความผาสุขแก่ชนชาติตนเอง
ทั้งนี้ในศตวรรษที่ 21 การต่อสู้ชาวกะเหรี่ยงคือการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดสำหรับชนเผ่านักรบกลุ่มนี้ นี่คือเรื่องจริงที่ไม่มีการดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องใด แต่เป็นเรื่องจริงที่แสดงให้เห็นถึงที่มาของรัฐกะเหรี่ยงที่ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทไปทั่วผืนป่าชายแดนไทย-เมียนมาร์ เมื่อกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือ KNU ผนึกกำลังฝ่ายต่อต้าน เปิดฉากเข้าตีโอบล้อมและระดมยิงถล่มค่ายของทหารพม่า การต่อสู้ในแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธี เมื่อฝ่ายกะเหรี่ยงใช้โดรนบินทิ้งระเบิดลงใจกลางค่ายทหารพม่าอย่างแม่นยำหลายระลอก จนกลุ่มควันพวยพุ่งข้ามมาถึงฝั่งไทย
ขณะที่ทหารพม่าในค่ายทหารบางพื้นที่ทำได้เพียงป้องกันตัวและรอคอยการสนับสนุนทางอากาศ ทหารกะเหรี่ยงยังคงรุกคืบเข้ายึดฐานที่มั่นและตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของทหารพม่าทำให้เป็นการขัดขวางความพยายามช่วยทหารชาติเดียวกันจนนำไปสู่ผู้อ่อนแอในยามสงคราม
สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปะทะกันชั่วคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามหนึ่งที่ยาวนานที่สุดในโลก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 ชาวกะเหรี่ยงกับพม่าถือเป็นมวยคู่เอกที่กำลังฟาดฟันอย่างดุเดือดในขณะนี้ เมื่อการเจรจาไม่ใช่ทางออกที่ถูกที่ควร การจับอาวุธขึ้นสู้เพื่อปกป้องชนชาติเดียวกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักรบชนกลุ่มน้อยเหล่านี้
ต้นกำเนิดของชาวกะเหรี่ยงนั้น นักวิชาการเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากเผ่ามองโกล และได้อพยพมาจากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียงลงมาทางใต้สู่ดินแดนพม่าในราวศตวรรษที่ 7 พวกเขาถือเป็นหนึ่งในชนชาติแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากในพม่าก่อนชาวพม่าแท้ๆจะถือกำเนิด โดยอาศัยอยู่ตามพื้นที่ภูเขา หุบเขา และที่ราบสูง ปัจจุบันมีประชากรชาวกะเหรี่ยงประมาณ 9 ล้านคน กระจายตัวอยู่ในรัฐกะเหรี่ยงซึ่งมีพรมแดนติดกับชายแดนตะวันออกของไทย-พม่า
ต่อมาเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ชาวกะเหรี่ยงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอังกฤษอย่างมาก โดยได้รับสิทธิพิเศษทั้งด้านการศึกษาและการปกครองตนเองในระดับหนึ่ง ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ผ่านหมอสอนศาสนาตะวันตก และเข้ารับราชการเป็นทหารและตำรวจในกองทัพอังกฤษ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวกะเหรี่ยงยังคงจงรัภักดีต่ออังกฤษและร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อขับไล่ญี่ปุ่น ขณะที่กองทัพเอกราชพม่าของนายพลอองซานในขณะนั้นเลือกเข้าข้างกับกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น
การสู้รบในช่วงแรกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชายแดน แต่เกิดขึ้นในใจกลางเมืองสำคัญของพม่า เช่น ย่างกุ้ง , ตองอู และมัณฑะเลย์ ก่อนที่ทหารกะเหรี่ยงจำนวนหนึ่งจะพ่ายแพ้และต้องถอยร่นมาสร้างฐานที่มั่นในเขตภูเขาและป่าทึบทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ติดชายแดนไทย
ภายใต้การนำของนายพลโบเมี๊ยะ กองกำลังกะเหรี่ยงมีความเข้มแข็งมากและสามารถควบคุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสำคัญ โดยมี "มาเนอปลอว์" เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่และเมืองหลวง ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย
พื้นที่นี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยและเป็นศูนย์กลางของฝ่ายต่อต้านเผด็จการพม่าในขณะนั้น
เมื่อกล่าวถึงลักษณะภูมิประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐกะเหรี่ยงประกอบด้วย เทือกเขาสูง ป่าทึบ และที่ราบสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนพลและอาวุธหนักของกองทัพพม่า กองทัพพม่าจึงมักเข้าโจมตีได้เฉพาะในฤดูแล้งเท่านั้น ถัดจากป่าไม้สีเขียวขจีมากมายและภูเขาหลายลูกยังมีแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย เป็นเส้นแบ่งพรมแดนธรรมชาติที่สำคัญระหว่างไทยและเมียนมาร์ และเป็นเส้นทางลำเลียงพลและเสบียงที่สำคัญของทั้งสองฝ่าย
พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในปัจจุบันคือ เมืองเมียวดี ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตากในฝั่งทย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่พื้นที่เอื้ออำนวยต่อการค้าชายแดนและเป็นพื้นที่ปะทะที่รุนแรง ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไปเมื่อมีการแตกตัวของกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธหรือ DKBA ซึ่งเข้ากับรัฐบาลพม่าและได้รับสิทธิในการปกครองพื้นที่ชายแดนบางส่วน แลกกับการสนับสนุนกองทัพพม่าในการยึดมาเนอปลอว์ในปีค.ศ.1995
ภายหลังปี ค.ศ. 1949 สถานการณ์ในเมียนมาร์ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยาวนานที่สุดในโลก โดยมีปัจจัยสำคัญจากการที่อังกฤษละทิ้งคำมั่นสัญญาและการใช้ยุทธศาสตร์ที่โหดเหี้ยมของกองทัพพม่าในการกำจัดผู้เห็นต่าง
หากย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวกะเหรี่ยงมีความซื่อสัตย์ต่ออังกฤษอย่างมากและได้ร่วมรบกับกองกำลังสัมพันธมิตรเพื่อขับไล่ทหารญี่ปุ่นออกไป
ทำให้พวกเขาได้รับคำมั่นสัญญาจากอังกฤษว่าจะได้รับสิทธิในการปกครองตนเองหรืออิสรภาพเป็นการตอบแทน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพม่าได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1948 อังกฤษกลับถอนตัวออกไปโดยทิ้งมรดกแห่งความแตกแยกไว้ และคำมั่นสัญญาเหล่านั้นก็สูญสิ้นไป
เมื่อชาวกะเหรี่ยงถูกคุกคามและถูกสังหารหมู่โดยกองกำลังพม่า พวกเขาจึงตัดสินใจจับอาวุธขึ้นสู้ในวันที่ 31 มกราคมค.ศ. 1949
ในช่วงเวลาต่อมายุทธศาสตร์ตัดสี่ส่วนได้เกิดขึ้นจริงเพื่อเป็นการกวาดล้างกลุ่มต่อต้านชาติพันธุ์ให้สิ้นซาก กองทัพเมียนมาร์ภายใต้การนำของนายพลเนวินได้ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ที่เด็ดขาดและรุนแรงที่สุด
โดยมีเป้าหมายเพื่อตัดวงจรการสนับสนุนระหว่างกองกำลังติดอาวุธกับประชาชนในพื้นที่ป่าเขา ยุทธวิธีนี้ประกอบด้วยการตัดปัจจัยสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การตัดเส้นทางการสื่อสาร การตัดแหล่งอาหารและเสบียง การตัดการติดต่อและความร่วมมือกับประชาชนเพื่อทำลายฐานการสนับสนุน การตัดแหล่งเงินทุนและภาษี
สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อพลเรือนชาวกะเหรี่ยงผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม เพื่อสร้างความหวาดกลัวและทำลายขวัญกำลังใจ กองทัพพม่าได้กระทำการขั้นเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นการเผาทำลายหมู่บ้านกว่า 3,000 แห่ง และทำลายพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน
เรื่องต่อมาที่ทั่วโลกจับตามองคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกะเหรี่ยง มีรายงานว่ากองทัพพม่าการเข่นฆ่าประชาชน ทรมาน และข่มขืนผู้หญิงอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่าหนึ่งล้านคน และมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องหนีมายังตะวันตกของไทย
ความสูญเสียไม่ได้มีเพียงชีวิต แต่ยังรวมถึงความพิการจากการเหยียบกับระเบิดซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่ หลายคนต้องสูญเสียขาและใช้ชีวิตอย่างยากลำบากท่ามกลางเสียงปืนที่ยังคงดังต่อเนื่องที่แม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย
เมื่อ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีพม่า ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยเฉพาะในมิติของการสู้รบที่ดุเดือดขึ้นจนทำให้ประชาชนต้องหนีภัยมาพึ่งพิงประเทศไทย
ตามรัฐธรรมนูญของพม่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะไม่สามารถควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ จึงสละตำแหน่งทางทหารและส่งไม้ต่อให้ พลเอก เย วิน อู นายทหารคนสนิทซึ่งมีประวัติการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรงขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ความเปลี่ยนแปลงนี้สร้างแรงกดดันให้เย วิน อูต้องรักษาหน้าและพิสูจน์ฝีมือด้วยการทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้ค่ายทหารพม่าถูกฝ่ายกะเหรี่ยงและกลุ่มต่อต้านยึดไปได้
เมื่อทหารพม่าเสียเปรียบในการรบภาคพื้นดินจากการถูกโจมตีด้วยโดรนของฝ่ายกะเหรี่ยง กองทัพอากาศเมียนมาร์จึงตอบโต้อย่างหนักหน่วงด้วยการใช้เครื่องบินขับไล่ MiG-29 และเครื่องบินโจมตีขนาดเบา Yak-130 เข้ามาทิ้งระเบิดใส่ฐานที่มั่นและชุมชนกะเหรี่ยง
การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและการใช้ยุทธวิธีปราบปรามที่โหดเหี้ยม ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตของพลเรือนและทหารกะเหรี่ยงอย่างต่อเนื่อง
เมื่ออยู่ในภูมิลำเนาของตนไม่ได้ประชาชนกะเหรี่ยงหลายพันถึงหมื่นคนต้องทิ้งบ้านเรือนและไร่นา หนีภัยสงครามข้าม แม่น้ำเมย และ แม่น้ำสาละวิน เข้ามายังฝั่งไทยในเขตจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอนเพื่อความปลอดภัย
ชาวกะเหรี่ยงได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากทางการไทย ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บและการจัดที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งสร้างความซาบซึ้งใจให้กับชาวกะเหรี่ยงตามแนวชายแดนที่มองว่าประเทศไทยคือผู้มีพระคุณที่ให้ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินมาโดยตลอด
ทีนี้จะขอเเทรกเกร็ดความรู้ที่ท่านผู้อ่านสงสัยว่าทำไมชาวกะเหรี่ยงถึงคืนดีแล้วรบร่วมกันอีกครั้ง ก่อนอื่นผู้เขียนขอเท้าความกลับไปในในอดีตเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจที่มาไปที่มา สงครามที่ยืดเยื้อมานับตั้งแต่ปีค.ศ. 1949 กองกำลังติดอาวุธชาวกะเหรี่ยงไม่ได้อ่อนแออยู่ฝ่ายเดียว แต่พวกเขามีการต่อสู้แบบกระจายตัวตามป่าเขา ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันคือการกำจัดรัฐบาลทหารพม่า
โดยมีการแบ่งเขตการปกครองและกำลังพลออกเป็น 7 กองพลน้อย ตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ แม้ในอดีตจะเคยเกิดความขัดแย้งรุนแรงจนแตกแยก แต่ในปัจจุบันได้หันมาใช้ยุทธศาสตร์ร่วมมือกันสู้กับศัตรูร่วมคือรัฐบาลทหารพม่า
จุดเปลี่ยนสำคัญที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 เมื่อกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธแยกตัวออกจาก KNU ซึ่งผู้นำส่วนใหญ่เป็นคริสต์ไปตั้งกลุ่ม DKBA ความขัดแย้งนี้เกิดจากความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติทางศาสนา รวมถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างนายทหารระดับสูงกับพลทหาร
ในช่วงนั้น DKBA ได้หันไปร่วมมือกับรัฐบาลทหารพม่า และเป็นผู้นำทางทหารพม่าเข้ายึดและเผาทำลายมาเนอปลอว์ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของ KNU ในปีค.ศ. 1995 จนแตกพ่าย นอกเหนือจาก KNU และ DKBA ยังมีการเกิดกลุ่มใหม่ๆ เช่น KTL หรือ Kawthoolei Army ที่นำโดยพลเอกเนอดา เมี๊ยะ ซึ่งแม้จะเป็นบุตรชายของอดีตผู้นำ KNU แต่ทาง KNU ก็ระบุว่าเป็นคนละกลุ่มกันและมีการประกาศสถาปนารัฐปาดหน้ากันในเชิงสัญลักษณ์
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา เริ่มมีการเจรจาและรวมตัวกันอีกครั้งระหว่าง KNU และกลุ่ม DKBA บางส่วนที่ผิดหวังจากการปกครองของพม่า โดยมีการประกาศวางศาสตราวุธที่เคยใช้ฆ่ากันเองและสาบานจะทำงานร่วมกันเพื่อรักษาชาติพันธุ์กะเหรี่ยงไว้ตราบจนตัวตาย
หลังการรัฐประหารในพม่าปี ค.ศ. 2021 กองกำลังกะเหรี่ยงได้กลายเป็นพี่เลี้ยงและพันธมิตรหลักให้กับกลุ่ม PDF หรือกองกำลังพิทักษ์ประชาชน ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวจากเมืองอื่นที่หนีมาฝึกอาวุธ ทำให้การต่อสู้เปลี่ยนจากศึกระหว่างชาติพันธุ์ไปสู่การทำสงครามเพื่อล้มล้างเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศราวกับเมฆดำบดบังท้องฟ้าจนไม่เห็นแสงอาทิตย์
ในการรบปัจจุบัน เช่น การเข้าตีค่ายทีตะแหล่ หรือพื้นที่อื่นๆในพม่าจะเห็นภาพการผนึกกำลังกันของหลายฝ่าย ทั้ง KNU, DKBA , KNLA บางส่วนและกองกำลังฝ่ายต่อต้านอื่นๆ โดยใช้ยุทธวิธีสมัยใหม่ เช่น การใช้โดรนโจมตีร่วมกับการรบแบบจู่โจมของทหารราบ
ในช่วงเวลาที่มีการประกาศสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.2026 โดยพลเอกเนอดา เมี๊ยะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพกอทูเล กองกำลังติดอาวุธกะเหรี่ยงได้บุกโจมตีฐานทหารพม่าหลายแห่ง
ด้วยการสู้รบที่ดุเดือดและยืดเยื้อมาถึงปีนี้ทำให้ทหารกะเหรี่ยงและเพื่อนร่วมรบต้องสูญเสียไปในสนามรบไปไม่น้อย มีบางครั้งเมื่อเพื่อนที่ไปรบด้วยกันเห็นภาพร่างทหารกะเหรี่ยงผู้เสียชีวิตที่ถูกไฟคลอกจนจำสภาพไม่ได้จากการโจมตีทางอากาศของพม่า
ในการรบที่ผ่านมากองกำลังติดอาวุธกะเหรี่ยงทั้ง 2 กลุ่มมักใช้พื้นที่ติดพรมแดนไทยเป็นชัยภูมิในการตั้งฐานที่มั่น เพราะพื้นที่นี้เปรียบเสมือนรั้วกั้นระหว่างพม่ากับไทย
เมื่อทหารไทยวางกำลังเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้กระสุนหรือระเบิดหลงเข้ามา ฝ่ายพม่าจึงไม่สามารถใช้เครื่องบินรบหรือปืนใหญ่ถล่มได้อย่างเต็มที่ในระยะประชิดพรมแดน เพราะเกรงจะเกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับไทย
เมื่อทราบข่าวว่าทหารกะเหรี่ยงบาดเจ็บจากการสู้รบ แผ่นดินไทยคือที่พึ่งสำคัญในด้านการรักษาพยาบาล ประเทศไทยมีนโยบายช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นทหารพม่าหรือทหารกะเหรี่ยงที่บาดเจ็บมา ทหารไทยจะส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลฝั่งไทยเสมอ
นอกจากนี้ การที่ไทยรับผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยงจำนวนมากเข้ามาอยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราว ยังช่วยให้ทหารกะเหรี่ยงมีความกังวลต่อความปลอดภัยของครอบครัวน้อยลงและสามารถทำการรบได้อย่างเต็มที่
ไม่ใช่แค่การเดินเท้าลาดตระเวนตามพื้นที่ป่าเขาของทหารหลัก ทหารพราน ตชด.ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า บนท้องฟ้ากองทัพอากาศพม่าส่งเครื่องบินรบบินมาทิ้งระเบิดใส่ฐานที่มั่นของกะเหรี่ยงที่อยู่ติดพรมแดนไทย กองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ขึ้นบินสกัดกั้นและทำการบินลาดตระเวนรบหรือ Combat Air Patrol เพื่อปกป้องน่านฟ้า
การปรากฏตัวของ F-16 พร้อมอาวุธเต็มพิกัดเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างดุดันว่าอย่าล้ำเส้น ซึ่งในเชิงยุทธวิธีถือเป็นการประกาศพื้นที่การทำศึกอย่างชัดเจนเพื่อกดดันกองทัพอากาศพม่าโดยตรง เพราะต้องระมัดระวังเครื่องบินรบพม่าไม่ให้บินล้ำแดนหรือทิ้งระเบิดพลาดเข้ามาในฝั่งไทย ส่งผลให้ความเสรีในการโจมตีทางอากาศของพม่าต่อทหารกะเหรี่ยงตามแนวชายแดนลดน้อยลง
สมรภูมิของชาวกะเหรี่ยงยังไม่จบลงง่ายๆ ตราบใดที่ทหารพม่ายังไม่ยอมจำนน ส่วนทหารพม่าที่ยังคงมีอำนาจในมือก็ยังคงรังแกประชาชนชาวกะเหรี่ยงที่ไม่มีทางสู้ต่อไป ในบทความหน้าผู้เขียนจะขอนำทุกท่านไปรู้จักกับ Shan State แบบละเอียด หากท่านใดสนใจสามารถรอติดตามต่อได้ในวันพรุ่งนี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
ข่าวจากชายแดน
กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11
𝔎𝔞𝔴𝔱𝔥𝔬𝔬𝔩𝔢𝔦 𝔚𝔞𝔯𝔯𝔦𝔬𝔯-𝔎𝔞𝔴𝔇𝔲𝔢𝔖𝔬𝔢
KarenNews1949
บ่าวพล คนโก้แฟนเพจ
Karen Thai
DN Aviation Arts
กรมทหารพรานที่ 36
โจ๋ย บางจาก ส่องโลก
TOP NEWS LIVE
TRIBAL ACTION GROUP
matichon tv
ป๋าเต็ดทอล์ก
PPTV HD 36
CHERRYMAN
Sniper News
Point of View
เรื่องเล่าประวัติศาสตร์
Thairath TV
ผู้จัดการออนไลน์
ประชาไทย
Wim Calleart
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
สงคราม
ทหาร
การเมือง
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย