3 พ.ค. เวลา 17:03 • ข่าว

จุดเปลี่ยนสำคัญตลาดน้ำมัน เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โบกมือลา OPEC

กำลังเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งประวัติศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก เมื่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศว่าจะถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ หลังจากที่เป็นสมาชิกมาอย่างยาวนานถึง 6 ทศวรรษ นี่คือเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นคลอนให้กับกลุ่ม OPEC เป็นอย่างมาก และทำให้เกิดคำถามถึงอนาคตของ OPEC ต่อจากนี้
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า การตัดสินใจถอนตัวจากโอเปก ได้รับแรงหนุนจากผลประโยชน์ของชาติ และความมุ่งมั่นของประเทศ ที่จะมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ในการตอบสนองต่อความต้องการที่เร่งด่วนของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในอ่าวอาหรับ และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลไกด้านอุปทาน
ด้านรัฐมนตรีพลังงานยูเออี ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นหลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบ เกี่ยวกับนโยบายปัจจุบันและอนาคตที่เกี่ยวข้องกับระดับการผลิต พร้อมเสริมว่าไม่ได้ปรึกษากับประเทศอื่นๆ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย และมองว่าการถอนตัวของยูเออีจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ
กลุ่มโอเปกก่อตั้งขึ้นในปี 1960 ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีอิทธิพลที่สุดในด้านการจัดหาน้ำมันของโลก โดยเป็นองค์การนานาชาติที่จัดตั้งขึ้น เพื่อความร่วมมือทางด้านนโยบายน้ำมันและช่วยเหลือด้านเทคนิคเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสมาชิก โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเวียนนาของออสเตรีย
กำลังการผลิตน้ำมันในปัจจุบัน
ผศ.ดร. มาโนชญ์มองว่า การถอนตัวของ UAE ออกจาก OPEC เป็นเรื่องใหญ่มากและเหนือความคาดหมายสำหรับกลุ่มประเทศอ่าว เมื่อเทียบกับการถอนตัวของกาตาร์ในปี 2019 เพราะ UAE มีกำลังการผลิตน้ำมันสูง รวมถึงมีบทบาทชี้นำสำคัญในระดับต้นของภูมิภาค โดยมองว่า สาเหตุที่ UAE ถอนตัวจากกลุ่มความร่วมมือดังกล่าวประกอบด้วย 3 เหตุผลหลัก
1.การตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ที่สอดคล้องกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ: อ.มาโนชญ์อธิบายว่า UAE มีความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐฯ และอิสราเอลมาแต่เดิม โดยมีจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ 2 ครั้ง
จุดเปลี่ยนครั้งแรก คือ วิกฤตทางการทูตสหรัฐฯ กับ UAE ในปี 2006 หลังสภาคองเกรสปฏิเสธไม่ให้บริษัท Dubai Ports World ซื้อสัมปทานเรือ 6 แห่งในสหรัฐฯ โดยอ้างความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้ UAE ตระหนักได้ว่า ความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ สำคัญมากแค่ไหนในโลกธุรกิจ
สมาชิก OPEC ในปัจจุบัน
ส่วนจุดเปลี่ยนครั้งที่สอง คือ ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ปี 2020 ที่​ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ดึง UAE มาปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล โดยใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการทหารมาเสนอและกดดัน
จากจุดนี้ อาจารย์มองว่า การที่ UAE หลุดพ้นจากระบบโควตาการผลิตของกลุ่ม OPEC จะสามารถทำให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันได้ตามที่ต้องการ ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับความต้องการและผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันให้กลุ่มความร่วมมือเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อไม่ให้รัสเซียได้ผลประโยชน์จากราคาน้ำมัน
2.ความไม่พอใจทางการเมืองต่อกลุ่มประเทศอาหรับจากสงคราม: ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางระบุว่า ในสงครามตะวันออกกลาง UAE เป็นประเทศที่ถูกอิหร่านโจมตีหนักที่สุด แม้จะพยายามเรียกร้องให้กลุ่มประเทศอาหรับดำเนินมาตรการตอบโต้เตหะรานอย่างจริงจัง แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้ UAE รู้สึกไม่พอใจ และกลายเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้ต้องการออกจากกลุ่ม
3: ผลประโยชน์การส่งออกและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: จากความขัดแย้งในสงครามอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง และชาติอาหรับเผชิญวิกฤตการขนส่งพลังงาน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดย ผศ.ดร. มาโนชญ์มองว่า UAE มีทางเลือกอื่นในการขนส่งน้ำมันผ่านท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) ได้ ขณะที่การเป็นพันธมิตรกับศัตรูของอิหร่านอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ก็ปิดประตูในการเจรจาขอใช้ช่องแคบฮอร์มุซไปโดยปริยาย
อาจารย์มองว่า การออกจาก OPEC จะทำให้ UAE สามารถผลิตน้ำมันได้มากขึ้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบโควตา อีกทั้งยังส่งออกพลังงานผ่านท่าเรือฟูไจราห์ได้ง่ายขึ้น ถือเป็นหนทางกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดในขณะนี้
เดิมโอเปกก่อตั้งขึ้นโดยประเทศผู้ผลิตน้ำมัน 5 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซูเอลา ซึ่งในเวลานั้นตลาดน้ำมันโลกถูกครอบงำโดยกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากตะวันตก รู้จักกันในชื่อ "The Seven Sisters" หรือเจ็ดพี่น้อง ที่ควบคุมการผลิตและกำหนดราคา ซึ่งรวมตัวกัน โดยตั้งเป้าหมายเป็นตัวกลางประสานงาน ด้านนโยบายน้ำมันระหว่างประเทศผู้ผลิตน้ำมัน รักษาระดับราคาให้มีความเป็นธรรม และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศผู้ผลิตปิโตรเลียม
ปัจจุบัน โอเปกมีสมาชิก 12 ประเทศ นอกเหนือจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว ยังมี แอลจีเรีย สาธารณรัฐคองโก อิเควทอเรียลกินี กาบอง อิหร่าน อิรัก คูเวต ลิเบีย ไนจีเรีย ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซูเอลา
OPEC
การประกาศถอนตัวครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่กลุ่มประเทศริมอ่าว เผชิญสถานการณ์ยากลำบากในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่กลุ่มนี้อ่อนแอลง และจะยิ่งลดอำนาจต่อรองของโอเปกในการควบคุมอุปทานและราคาน้ำมันโลก
ขณะที่การตัดสินใจถอนตัวของยูเออี มีข่าวลือมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยูเออีพยายามผลักดันขอเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมัน เพื่อเพิ่มรายได้มาอย่างยาวนาน ซึ่งขัดกับนโยบายลดกำลังการผลิตของกลุ่ม เท่ากับเป็นการขัดขวางไม่ให้ยูเออีสามารถขายน้ำมันให้โลกได้มากเท่าที่ต้องการ ทั้งๆ ที่ยูเออีลงทุนขยายกำลังการผลิตพลังงาน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอย่างหนัก
นอกจากนี้ ความผูกพันระหว่างสมาชิกโอเปกคลายลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกาตาร์ถอนตัวออกจากกลุ่มในปี 2019 รวมถึงการเมืองในภูมิภาคอาจมีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน เพราะยูเออีมีความสัมพันธ์ที่เย็นชามากขึ้นกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโอเปก ในเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง แม้ว่าล่าสุดทั้ง 2 ประเทศจะถูกอิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิกโอเปก โจมตีในช่วงสงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้ก็ตาม
ก่อนหน้านี้ยูเออีวิพากษ์วิจารณ์ กลุ่มประเทศอาหรับด้วยกันเองว่า ไม่ได้ดำเนินการมากพอในการปกป้องยูเออีจากการโจมตีของอิหร่านในสงคราม
USA กับการใช้น้ำมันโลก
ผศ.ดร.มาโนชญ์วิเคราะห์ว่า การถอนตัวของ UAE จะทำให้ OPEC อ่อนแอลง โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางราคาและปริมาณน้ำมันโลก โดยเปรียบเทียบผ่านวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) ทศวรรษ 1970 ว่า สหรัฐฯ และชาติตะวันตกพยายามดึงกลุ่มประเทศอาหรับเข้าไปลงทุนในภูมิภาค ซึ่งทำให้ชาติอาหรับมีผลประโยชน์ผูกติดกับโลกตะวันตกโดยตรง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กลุ่ม OPEC โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถตัดสินใจเพิ่ม-ลดการผลิตน้ำมัน หรือกำหนดตัวเลขตามกลไกที่ควรจะเป็น แต่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของชาติตะวันตก
อาจารย์เทียบเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันว่า หาก UAE ออกจากความร่วมมือ OPEC ก็อาจกำหนดราคาน้ำมันได้ไม่มาก เพราะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ UAE ด้วย ซึ่งจะทำให้ OPEC อ่อนแอลงในมิติการต่อรอง โดยต้องพิจารณากันต่อว่า อาบูดาบีจะตัดสินใจจากผลประโยชน์แห่งชาติ หรือผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และชาติตะวันตก
OPEC กับการเป็นประเทศสมาชิผู้ผลิตน้ำมัน
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้กลุ่มประเทศอ่าว ‘แตกแถว’ หรือไม่ ผศ.ดร.มาโนชญ์มองว่า มีความเป็นไปได้ โดยประเทศที่มีโอกาสเดินตามรอย UAE คือบาห์เรน เพราะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และถูกโจมตีจากอิหร่านมากที่สุดในสงคราม
หากเป็นเช่นนั้น ฉากทัศน์ของตะวันออกกลางก็จะเปลี่ยนไป คือ ขั้วอาหรับดั้งเดิมและขั้วอาหรับพันธมิตรสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ทว่าอาจารย์หมายเหตุไว้ว่า จากสงครามครั้งนี้ ทำให้ชาติอาหรับต้องการจัดระเบียบภูมิภาคใหม่ ไม่สร้างความขัดแย้งกับอิหร่าน และลดอิทธิพลของมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ ลง ขณะที่ถ่วงดุลความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียมากขึ้น
อาจารย์มองว่า สิ่งที่อเมริกากังวลมากที่สุด คือ การที่อิทธิพลของตนเองในภูมิภาคจะลดลง โดยนักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า ไม่ว่าสงครามอิหร่านจะจบลงอย่างไร อิหร่านจะอยู่หรือไป แต่ตะวันออกกลางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะอิทธิพลของสหรัฐฯ จะถูกสกัดกั้นมากขึ้น
ขณะเดียวกัน มีอีกมุมมองหนึ่งที่มองว่า การถอนตัวครั้งนี้อาจนับเป็นชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะที่ผ่านมาทรัมป์ เป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มโอเปกแบบเปิดเผยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเคยกล่าวว่าขณะที่สหรัฐฯ ปกป้องสมาชิกโอเปก พวกเขากลับใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้โดยการปั่นราคาน้ำมันสูงขึ้น
การประกาศถอนตัวของยูเออีในช่วงเวลานี้ อาจทำให้หลายคนหวั่นใจกับประเด็นวิกฤตพลังงานโลก แต่นักวิเคราะห์กลับมองว่า นี่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม เพราะถือเป็นการเปิดประตูให้ยูเออีเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดโลก เมื่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์กลับสู่ภาวะปกติ
#OPEC #ตลาดน้ำมัน #UAE #สหรัฐอาหรับเอมิเรต #น้ำมัน #พลังงาน #OIL
เรียบเรียงโดย อาจารย์ต้นสัก สนิทนาม
โฆษณา