4 พ.ค. เวลา 00:30 • ข่าวรอบโลก

“เสียงกระซิบข้างหูทรัมป์” จาเร็ด คุชเนอร์ เขยขวัญสายตรงผลประโยชน์ทับซ้อน

ในฉากของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ปรากฏชื่อของ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) โผล่ขึ้นมาในฐานะผู้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มอบหมายให้มีบทบาทในการเจรจาลับเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ร่วมกับสตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์แต่งตั้ง
.
ปัจจุบัน คุชเนอร์ นั่งอยู่ในศูนย์กลางอำนาจของวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมกับเป็นผู้บริหารจัดการเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ผ่านบริษัทลงทุน Affinity Partners ของเขา
.
คุชเนอร์เป็นบุตรชายคนโตของชาร์ลส์และเซริล คุชเนอร์ เขาเติบโตมาในครอบครัวชาวยิวออร์โธดอกซ์ ปู่ย่าตายายของเขาเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และพ่อของเขาเป็นมหาเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญของพรรคเดโมแครต
.
ในปี 2548 ชาร์ลส์ คุชเนอร์ ผู้พ่อยอมรับสารภาพผิดในข้อหาทางอาญาของรัฐบาลกลาง 18 ข้อหา ซึ่งรวมถึงการหลีกเลี่ยงภาษี การข่มขู่พยาน และถูกตัดสินจำคุก 2 ปี
เมื่ออายุ 25 ปี จาเร็ด คุชเนอร์ เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัว บริษัท คุชเนอร์ จำกัด ในช่วงเวลาที่ครอบครัวกำลังเผชิญกับความวุ่นวายอย่างหนัก และกลายเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวที่โดดเด่น
จาเร็ด คุชเนอร์แต่งงานกับอิวานกา ทรัมป์ (Ivanka Trump) ลูกสาวคนโตของทรัมป์ในปี 2552 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนมานับถือศาสนายูดายแบบออร์โธดอกซ์ ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสามคน หลังจากลาออกจากการเป็นผู้บริหาร Kushner Companies LLC บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว จาเร็ด คุชเนอร์ได้เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษของประธานาธิบดีทรัมป์ และผู้อำนวยการสำนักงาน American Innovation ในสมัยที่ 1 ของผู้เป็นพ่อตา
.
ในช่วงวาระแรกของรัฐบาลทรัมป์ คุชเนอร์ได้สร้างมิตรภาพระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) แห่งซาอุดีอาระเบีย โดยคุชเนอร์ช่วยโน้มน้าวให้ทรัมป์เลือกซาอุดีอาระเบียเป็นจุดหมายปลายทางแรกในการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีในเดือนพฤษภาคม 2560 ต่อมาก็มีรายงานว่าทรัมป์โอ้อวดว่าเขาได้ปกป้องมกุฎราชกุมารจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และแรงกดดันจากรัฐสภาเกี่ยวกับการลอบสังหารจามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย
.
ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวอาวุโสบ็อบ วูดเวิร์ด เมื่อปี 2561 ยอมรับว่าได้ปกป้องมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบียจากแรงกดดันของรัฐสภา เกี่ยวกับเบื้องหลังจากการเสียชีวิตของจามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์ของวอชิงตันโพสต์ ผู้ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย และมกุฎราชกุมารอย่างรุนแรง
ผมสามารถทำให้สภาคองเกรสปล่อยเขาไปได้ ผมสามารถทำให้พวกเขาหยุดการกระทำของมกุฎราชกุมารได้
ทรัมป์กล่าวถึงมกุฎราชกุมาร
จากข้อมูลในหนังสือของวู้ดเวิร์ด ทรัมป์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการของรัฐสภาที่พยายามขัดขวางการขายอาวุธมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ซาอุดีอาระเบีย
ให้พวกเขาไปค้าขายกับรัสเซียแทนสิ ให้พวกเขาซื้อเครื่องบินหลายพันลำจากรัสเซียแทนที่จะซื้อจากสหรัฐอเมริกา ให้พวกเขาไปซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารทั้งหมดจากจีนแทนที่จะซื้อจากสหรัฐอเมริกา...พวกคุณ ต้องฉลาดหน่อยนะ
ทรัมป์กล่าวกับวูดเวิร์ดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
ในที่สุด ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ลงนามในมาตรการที่อนุญาตให้ผู้รับเหมาด้านกลาโหมของสหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงสนธิสัญญาอาวุธที่มีอายุ 33 ปี เพื่อขายโดรนติดอาวุธขนาดใหญ่ให้แก่กองทัพต่างชาติ เช่น ซาอุดีอาระเบีย ได้มากขึ้น
.
กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) คือกองทุนที่รัฐบาลสะสมไว้ ซึ่งมักประกอบด้วยรายได้ของรัฐบาล ดุลการค้าเกินดุล และเงินสำรอง ที่นำไปลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายกองทุนก่อตั้งขึ้นจากความมั่งคั่งของน้ำมัน รวมถึงกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (PIF) ด้วย
มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (กลาง) แห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงเป็นประธานการประชุมสภาเศรษฐกิจและการพัฒนา ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2561 สภานี้มีหน้าที่กำกับดูแลกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย หรือกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (PIF)
กองทุน PIF เป็นทั้งกองทุนของรัฐและเป็นหน่วยงานของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ภายใต้วิสัยทัศน์ 2030 ซึ่งเป็นแผนปฏิรูปเศรษฐกิจที่สำคัญของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน กองทุน PIF ถูกจับตามองว่าดำเนินงานโดยขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินทุนเหล่านี้จะถูกนำไปลงทุนและบริหารจัดการในลักษณะที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศหรือไม่?
.
จากเอกสารของซาอุดีอาระเบียที่ฮิวแมนไรท์วอทช์ตรวจสอบระบุว่า ในช่วงปี 2560 มีการโอนบริษัท 20 แห่งที่ถูกยึดได้ในระหว่าง “ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต” เข้าสู่กองทุน PIF โดยตรงไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวเชื่อมโยงกับมกุฎราชกุมารผ่านบริษัทต่างๆ ที่กองทุนเป็นเจ้าของและควบคุม
.
และหนึ่งในบริษัทที่ถูกโอนไปยังกองทุน PIF คือ สกาย ไพรม์ เอวิเอชั่น บริษัทเครื่องบินเช่าเหมาลำที่เป็นเจ้าของเครื่องบินสองลำที่เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียใช้เดินทางไปยังอิสตันบูลในปี 2561 ซึ่งเป็นสถานที่ที่คาช็อกกีถูกฆ่า
.
นอกจากนี้ ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังระบุถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนว่า โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน PIF ของมกุฎราชกุมาร เงินทุนจาก PIF เหล่านั้น ถูกนำไปใช้ในโครงการที่ขับไล่ผู้อยู่อาศัย ทำลายพื้นที่อยู่อาศัย ละเมิดสิทธิแรงงานอย่างร้ายแรง และปิดปากชุมชน
.
ในปี 2561 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ธุรกิจของครอบครัวคุชเนอร์ได้รับเงินกู้จำนวนมาก หลังจากที่คุชเนอร์ได้พบกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเหล่านั้นที่ทำเนียบขาว ในบทความดังกล่าวไทมส์ยังเขียนถึงวาระการดำรงตำแหน่งของคุชเนอร์ในทำเนียบขาว ซึ่งถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างงานราชการกับธุรกิจของครอบครัวอีกด้วย
จากซ้ายไปขวา ไรน์ส พรีบัส หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาสภาการค้าแห่งชาติ จาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาอาวุโส สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาด้านนโยบาย และสตีฟ แบนนอน หัวหน้านักยุทธศาสตร์ ร่วมชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 ในกรุงวอชิงตัน
คุชเนอร์มีบทบาทสำคัญอย่างมากในรัฐบาลชุดแรกของทรัมป์ เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 รวมถึงการจัดจำหน่าย การผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการเข้าถึงการตรวจหาเชื้อ นอกจากนี้เขายังช่วยผลักดันให้รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นประเด็นที่คุชเนอร์ให้ความสนใจเป็นพิเศษหลังจากที่บิดาของเขาเคยถูกจำคุก
.
หนึ่งในผลงานที่สำคัญที่สุดของคุชเนอร์ และเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล คือการช่วยผลักดันให้เกิดการลงนามใน “ข้อตกลงอับราฮัม” ในเดือนสิงหาคม 2563 เพื่อหยุดแผนการของอิสราเอลที่จะผนวกดินแดนบางส่วนของเวสต์แบงก์ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคเลวร้ายลง สหรัฐฯ ได้โน้มน้าวให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยอมอ่อนข้อแลกกับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน
.
ในปี 2563 ทรัมป์ได้อภัยโทษให้ชาร์ลส์ คุชเนอร์ และในปี 2568 ชาร์ลส์ คุชเนอร์ได้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำฝรั่งเศสในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง
เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อมีผู้ก่อจลาจลพยายามขัดขวางการรับรองผลการเลือกตั้งของโจ ไบเดน ในปี 2564 คุชเนอร์กำลังเดินทางกลับจากการพยายามไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพระหว่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ เขาได้รับโทรศัพท์ด่วนจากเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงรีบไปยังทำเนียบขาวเพื่อเข้าพบกับทีมเปลี่ยนผ่านอำนาจของไบเดนอย่างเงียบๆ
.
หนึ่งวันหลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ชุดแรกสิ้นสุดลง จาเร็ด คุชเนอร์ ได้ก่อตั้ง A Fin Management, LLC (Affinity) และหกเดือนหลังจากนั้น เข้าได้ระดมทุนส่วนใหญ่จากรัฐบาลในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์จากกองทุนของซาอุดีอาระเบีย
.
ในเดือนธันวาคม 2567 ก่อนที่ทรัมป์จะกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว คุชเนอร์เปิดเผยว่าบริษัท Affinity ได้ระดมทุนเพิ่มอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์ และเกือบ 99% ของเงินทุนมาจากแหล่งต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
จาเร็ด คุชเนอร์ ระดมทุนให้บริษัทของเขาขณะดำรงตำแหน่งทูตพิเศษประจำตะวันออกกลาง
อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน โพสต์ภาพหน้าจอพาดหัวข่าวของนิวยอร์กไทมส์ลงในทวิตเตอร์/X
บริษัท Affinity Partners ได้พยายามสร้างโรงแรมหรูและอาคารอพาร์ตเมนต์บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นกองบัญชาการกองทัพยูโกสลาเวีย อาคารที่พังทลายซึ่งถูกกองกำลังนาโตทิ้งระเบิดในปี 2542 ระหว่างการแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งการรุกทางทหารของเซอร์เบียในโคโซโว ซึ่งมีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์สำหรับบางคนที่มองว่าเป็นอนุสรณ์สถานของการต่อต้านพันธมิตรทางทหาร
พื้นที่ในเมืองหลวงของเซอร์เบีย โครงการที่จะพัฒนาโดยจาเร็ด คุชเนอร์
โครงการคอมเพล็กซ์หรูมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์นี้ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่ทางทหารที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญในใจกลางกรุงเบลเกรด ซึ่งได้รับความเสียหายบางส่วนจากการโจมตีทางอากาศของนาโตในปี 2542 ให้กลายเป็นพื้นที่หรูหราประกอบด้วยโรงแรมสูงระฟ้า อาคารอพาร์ตเมนต์หรู สำนักงาน และร้านค้า
.
เมื่อปี 2567 รัฐบาลเซอร์เบียได้เพิกถอนสถานะการคุ้มครองของอาคารดังกล่าว และลงนามในข้อตกลงเช่าระยะยาว 99 ปีกับบริษัท Affinity Global Development ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของคูชเนอร์ ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่โครงการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงหลังจากที่อัยการปราบปรามอาชญากรรมของเซอร์เบียได้เริ่มการสอบสวนว่าเอกสารที่ใช้ในการเพิกถอนสถานะดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมหรือไม่
ข้อตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ถกเถียง ของลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำไปสู่การประท้วง
ประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูซิช แห่งเซอร์เบีย ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทรัมป์ ได้ให้การสนับสนุนแผนดังกล่าว แม้จะมีเสียงประท้วงและการฟ้องร้องทางกฎหมายก็ตาม
.
7 พฤศจิกายน 2568 สมาชิกสภานิติบัญญัติเซอร์เบียผ่านร่างกฎหมายพิเศษ เปิดทางให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทลงทุนที่เชื่อมโยงกับจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถดำเนินการต่อไปได้
กฎหมายฉบับนี้เป็น "อาชญากรรม" ที่จะเปลี่ยนสถานที่ทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็น "คาสิโนและจากุซซี่"
อเล็กซานดาร์ โยวาโนวิช สมาชิกสภาฝ่ายค้าน กล่าว
รัฐบาลกำลังเสียสละประวัติศาสตร์ของประเทศ "เพื่อเอาใจทรัมป์"
มารินิกา เทปิคช์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคกลางซ้ายกล่าว ตามรายงาน ของ Politico
คุชเนอร์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ในฐานะอาสาสมัครตามคำขอของประธานาธิบดีทรัมป์ เริ่มจากเรื่องอิสราเอลกับกาซา จากนั้นก็เรื่องรัสเซียกับยูเครน และล่าสุดคือการประชุมสามครั้งกับอิหร่านก่อนสงคราม
สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลาง (ซ้าย) เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล (กลาง) และคูชเนอร์ เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐบาลในกรุงเยรูซาเลม เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมภาพถ่าย: ซินหัว
ในเดือนตุลาคม 2568 คุชเนอร์กับ สตีฟ วิทคอฟฟ์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อนสนิทของทรัมป์ ซึ่งดำรงตำแหน่งทูตพิเศษของประธานาธิบดีด้านภารกิจสันติภาพ ได้ช่วยไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสในฉนวนกาซา
.
ในช่วงเวลาเดียวกันคุชเนอร์และวิทคอฟฟ์ ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน โดยมีการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนอีกด้วย
ในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก จาเร็ด คุชเนอร์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ทำเนียบขาวยืนยันว่า บทบาทของคุชเนอร์ในฐานะหนึ่งในผู้เจรจาหลักของทรัมป์ในตะวันออกกลางนั้น ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด และทรัมป์ยังกล่าวชมลูกเขยของเขาว่า “จาเร็ดเป็นคนฉลาดมาก”
ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพ ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 จาเร็ด คุชเนอร์ ผู้เจรจาสันติภาพในฉนวนกาซาและนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้เปิดเผย "แผนแม่บท" บางส่วน พร้อมภาพจำลองของโครงการก่อสร้างในฉนวนกาซาที่ถูกทำลายจากสงคราม
มกราคม 2569 ที่ดาวอส คุชเนอร์ได้นำเสนอ “แผนแม่บท” ที่ดูเพ้อฝันสำหรับการสร้างฉนวนกาซาขึ้นใหม่ โดยนำเสนอสไลด์โชว์ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าหรูหรา และชายหาดที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว นอกจากการนำเสนอวิสัยทัศน์ของรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับฉนวนกาซาแล้ว ตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ คุชเนอร์ยังได้พบกับผู้นำและเจ้าหน้าที่ต่างประเทศเพื่อระดมทุนใหม่ 5 พันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทของเขาด้วย
"แผนแม่บท" ที่แสดงให้เห็นถึงสี่ขั้นตอน ได้แก่ ราฟาห์ หรือ "เมืองที่ 1" ข่านยูนัส หรือ "เมืองที่ 2" ค่ายกลาง หรือ "เมืองที่ 3" และเมืองกาซา หรือ "เมืองที่ 4"
ใน "นิวราฟาห์" คุชเนอร์ได้นำเสนอสไลด์ที่อ้างว่าจะมีที่อยู่อาศัยถาวรมากกว่า 100,000 ยูนิต ศูนย์การศึกษา 200 แห่ง ศูนย์วัฒนธรรม ศาสนา และอาชีพ 180 แห่ง และสถานพยาบาล 75 แห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้คือการลงทุนเพื่อธุรกิจ ส่วนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม คุชเนอร์เสนอจะสร้างที่พักพิงสำหรับผู้ประสบภัยให้ โดยไม่ได้ระบุถึงความชอบธรรมในถิ่นที่อยู่ของผู้สูญเสียเหล่านั้น
.
หลังจากรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ล้มเหลวในการเจรจารอบแรกที่กรุงอิสลามาบัดเมื่อครั้งก่อน 25 เมษายน 2569 คณะผู้แทนสหรัฐฯ ก็ได้เดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถานอีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพรอบใหม่กับอิหร่าน โดยมีสตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ผู้แทนพิเศษเข้าร่วม “การสนทนาแบบตัวต่อตัว” กับตัวแทนของอิหร่าน แต่สื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า การเจรจาโดยตรงนั้นเป็นไปไม่ได้ โดยอิหร่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมตราบใดที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านอยู่
.
เว็บไซต์ Popular Information ได้วิเคราะห์การรายงานข่าวเกี่ยวกับบทบาททางการทูตของคูชเนอร์ตั้งแต่เริ่มต้นสงครามกับอิหร่าน มีบทความรวม 202 ชิ้นที่กล่าวถึงบทบาทของคูชเนอร์ในการเป็นตัวแทนสหรัฐฯ ในการเจรจากับอิหร่าน แต่มีเพียง 6 ชิ้นเท่านั้นที่กล่าวถึงผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเงินของเขากับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย นั่นหมายความว่ามากกว่า 97% ของบทความทั้งหมดเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ทับซ้อนของคูชเนอร์
.
ในบรรดาบทความทั้ง 6 ชิ้นที่กล่าวถึงผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น 5 ชิ้นตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ส่วนอีก 1 ชิ้นตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Foreign Policy และถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำโดยหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์
.
ในขณะที่สื่อส่วนใหญ่เพิกเฉยต่อเรื่องอื้อฉาวการทุจริตของคุชเนอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เจมี ราสกิน (พรรคเดโมแครต รัฐแมริแลนด์) สมาชิกอาวุโสของคณะกรรมการตุลาการสภาผู้แทนราษฎร ได้เริ่มการสอบสวน และเชื่อว่าหากพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ในปีหน้า การสอบสวนอาจมีประสิทธิภาพมากขึ้น.
โฆษณา