Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
4 พ.ค. เวลา 09:32 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 94 สั่งสอนป้าอ๋องทึ่ม
ชั่วพริบตาก็ถึงวันที่สิบสี่ เวลาเช้ามืด สะใภ้ของไล่ต้าก็เข้ามาเชิญอีก แม่เฒ่าเจี่ยอารมณ์แจ่มใสยิ่งนัก นำหวางฮูหยิน แม่น้าเซวียรวมทั้งเป่าวี่และพวกพี่น้องมากันยังอุทยานใหญ่ นั่งร่วมงานอยู่ครึ่งวัน
อุทยานนี้แม้ไม่อาจเปรียบกับสุทัศนอุทยาน แต่ก็กว้างขวางจัดวางเป็นระเบียบ บ่อน้ำแมกไม้ภูผา ศาลาห้องหอ มีหลายจุดที่ชวนตื่นตาตื่นใจ ที่ห้องโถงใหญ่ด้านนอก เซวียผาน เจี่ยเจิน เจี่ยเหลียน เจี่ยหยงและญาติที่อยู่ใกล้มาถึงกันแล้ว ญาติที่อยู่ไกล และเจี่ยเส้อไม่ได้มา ทางไล่ต้าเองเชิญพวกขุนนางที่ยังประจำการอยู่มาหลายท่าน พร้อมทั้งเชิญลูกหลานตระกูลใหญ่หลายคนมานั่งเป็นเพื่อน
ในกลุ่มนี้มีผู้หนึ่งนาม หลิ่วเซียงเหลียน 柳湘莲 ซึ่งเซวียผานเคยพบมาแล้วครั้งหนึ่งและจำได้ไม่ลืม ฟังว่าชมชอบแสดงงิ้ว บทที่รับล้วนเป็นบทตัวพระตัวนางที่ทรงเสน่ห์ จนอดคิดไม่ได้ว่าตัวตนคงเป็นคนเจ้าสำราญ เซวียผานจึงอยากทำความรู้จักเสียแต่ว่าไม่มีใครแนะนำตัว วันนี้บังเอิญได้มาพบ จึงยินดีไม่รู้แล้ว พวกเจี่ยเจินก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ พอได้สุราบดบังความอายก็ขอให้เขารับบทแสดงสั้นๆ สองบท แล้วย้ายมานั่งร่วมโต๊ะ พูดคุยซักไซ้จิปาถะ
หลิ่วเซียงเหลียนเป็นลูกหลานตระกูลผู้ดีเก่า ไม่รักเรียน บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่ตนยังเยาว์ นิสัยใจคอเปิดเผยห้าวหาญ ไม่คิดเล็กคิดน้อย รักฝึกทวนรำกระบี่ ชอบการพนันดื่มสุรา กระทั่งใช้ซ่องคณิกาเป็นที่ค้างแรม เป่าขลุ่ยบรรเลงพิณก็ช่ำชอง เนื่องจากเป็นหนุ่มหน้าตาดี คนที่ไม่รู้พื้นเพ ต่างคิดว่าเป็นเพียงพวกนักแสดง คบหากันสนิทสนมกับไล่ส้างหยง 赖尚荣 บุตรของไล่ต้า 赖大 เจ้าของงานในวันนี้ จึงได้รับเชิญมาเป็นเกียรติในงาน
หลังดื่มสุรากันไป ผู้อื่นยังพอสำรวม มีเพียงเซวียผานที่สันดานเดิมกำเริบ หลิ่วเซียงเหลียนเกิดหงุดหงิดไม่สำราญ จะรีบออกจากงานไปที่อื่น ไล่ส้างหยงจึงบอกว่า
“เมื่อครู่นายรองเป่าบอกข้าว่า พอเข้าประตูมาก็เห็นท่านแล้ว แต่คนเยอะยังไม่สะดวกคุย จึงให้ข้าช่วยเรียนท่านว่า งานเลิกแล้วอย่าเพิ่งไปไหน เขามีเรื่องจะคุยด้วย หากท่านจะไปจริง โปรดรอข้าไปเรียกเขามาพบก่อน แล้วค่อยไป จากนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของข้า”
ว่าแล้วก็หันมาสั่งบ่าวว่า
“เข้าไปข้างใน หาแม่บ้านแล้วกระซิบบอกให้เชิญนายรองเป่าออกมา”
ไม่ถึงช่วงเวลาหนึ่งถ้วยชา เป่าวี่เดินออกมา ไล่ส้างหยงยิ้มกับเป่าวี่ว่า
“ท่านอา ข้าส่งมอบเขาให้ท่าน ข้าขอตัวไปต้อนรับแขก” แล้วเดินจากไป
เป่าวี่ลากตัวหลิ่วเซียงเหลียนไปนั่งยังห้องหน้งสือข้างห้องโถงใหญ่ ถามว่า
“หลายวันมานี้ ได้ไปเยี่ยมสุสานฉินจง 秦钟 หรือไม่”
เซียงเหลียนว่า “ไปสิ ก่อนหน้านี้พวกเราไปปล่อยอินทรีห่างจากสุสานราวสองลี้ ข้าคิดว่าฤดูร้อนปีนี้น้ำมาก เกรงจะท่วมสุสาน ข้าจึงแอบออกจากกลุ่มไปสำรวจดู ปรากฏว่าสุสานเสียหายไปบางส่วน พอกลับถึงบ้านข้ารวบรวมเงินได้หลายร้อยเหรียญ เช้าวันที่สาม ออกไปจ้างคนงานสองคนซ่อมแซมเรียบร้อย”
เป่าวี่ว่า “มิน่าเล่า เมื่อเดือนก่อน ดอกบัวในสระต้ากวนหยวนบาน ข้าเด็ดไว้สิบดอกให้เป้ยหมิง 焙茗 นำไปไหว้สุสาน พอกลับมาข้าถามว่า
“ถูกฝนเสียหายบ้างหรือไม่”
เขาว่า “ไม่เพียงไม่เสียหาย ยังดูใหม่ขึ้นอีก”
ข้าจึงคิดว่าคงเป็นเพื่อนคนไหนไปซ่อมให้ ข้าโมโหตัวเองที่ได้แต่ง่วนอยู่ในอุทยานไปไหนไม่สะดวก พอจะไปไหนก็มีคนคอยห้ามคอยถาม ได้แต่พูดไม่อาจไป มีแต่เงินไม่อาจใช้”
หลิ่วเซียงเหลียนว่า “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าอยู่ข้างนอกจัดการเอง เจ้ามีใจก็พอ วันที่หนึ่งเดือนสิบที่จะถึงนี้ ข้าเตรียมค่าใช้จ่ายจะไปที่สุสานไว้แล้ว เจ้าก็รู้ ข้าจนจนกรอบ ที่บ้านไม่มีเงินเก็บ มีเงินผ่านมือไม่กี่เฉียนก็ใช้หมด เงินส่วนนี้พอกันได้ข้าก็กันไว้ ถึงเวลาจะได้ไม่ขาดมือ”
เป่าวี่ว่า “เรื่องนี้แหละ ข้าจะให้เป้ยหมิงไปหาเจ้า เจ้าก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน เหมือนจอกแหนเร่ร่อน อยู่ไม่เป็นที่”
หลิ่วเซียงเหลียนว่า “เจ้าไม่ต้องไปหาข้าหรอก ทำส่วนของเราให้ดีก็พอ อีกไม่นานข้าจะออกไปท่องโลกสักสามถึงห้าปีจึงกลับ ”
เป่าวี่ได้ฟัง รีบถามว่า “ทำไมเล่า”
หลิ่วเซียงเหลียนยิ้มเย็นชาว่า “ความในใจข้า ถึงเวลาเจ้าย่อมรู้เอง ตอนนี้ ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
เป่าวี่ว่า “หาตัวเจ้ายากนัก เย็นนี้เลิกงาน ไปด้วยกันดีไหม”
เซียงเหลียนว่า “พี่ชายทางน้าเจ้าคนนั้น นั่งด้วยกันไม่พ้นมีเรื่อง ข้าหลบไปก่อนดีกว่า”
เป่าวี่ตรองดูแล้วว่า “เช่นนี้ก็ดี เจ้าหลบเขาไว้ก็ดี แต่เจ้าจะออกเดินทางเมื่อไร ต้องมาบอกข้าให้รู้ก่อน อย่าแอบไปเงียบเงียบเด็ดขาด”
พูดแล้ว น้ำตาร่วง
หลิ่วเซียงเหลียนว่า “แน่นอนว่าต้องบอกเจ้าก่อน แต่เรื่องนี้เจ้าห้ามบอกให้ใครรู้”
ว่าแล้วก็ลุกขึ้นจะออกเดิน หันมาว่า
“เจ้ากลับไปข้างในเถิด ไม่ต้องไปส่งข้า”
พูดแล้วก็เดินออกจากห้องหนังสือ พอมาถึงหน้าประตูใหญ่ เห็นเซวียผานกำลังอาละวาดอยู่ว่า
“ใครปล่อยหลิ่วน้อย 小柳儿 ไป”
หลิ่วเซียงเหลียนได้ยิน ดาวอังคารพานจะระเบิด ใคร่จะตรงเข้าไปชกให้ตาย แต่มาคิดว่า หากกินเหล้าแล้วต่อยตี จะเสียหน้าเจ้าภาพไล่ส้างหยง จึงจำอดกลั้นไว้
เซวียผานเห็นเซียงเหลียนเดินมา เหมือนดังได้แก้ว รีบโซเซมาดึงตัวไว้ยิ้มว่า
“น้องชาย จะไปไหน”
เซียงเหลียนว่า “ไปเดินเล่น เดี๋ยวก็มา”
เซวียผานยิ้มว่า “เจ้าไปแล้วก็หมดสนุก อย่างไรก็นั่งก่อน เห็นแก่ข้า เจ้ามีเรื่องด่วนอันใด บอกข้า ไม่ต้องรีบ มีพี่ชายคนนี้ เจ้าอยากได้ตำแหน่งขุนนางทรัพย์สินเงินทอง ได้ทั้งนั้น”
เซียงเหลียนเห็นตอแยไม่เลิก ทั้งรังเกียจทั้งโมโห นึกได้แผนหนึ่ง จึงดึงตัวเซวียผานมายังมุมสงบ ยิ้มว่า
“เจ้าจริงใจต่อข้า หรือแกล้งทำเป็นจริงใจ”
เซวียผานได้ฟัง คันในหัวใจไม่อาจเกา ชอบใจยิ่งนักชำเลืองมองแล้วยิ้มว่า
“น้องชาย ทำไมถามข้าอย่างนี้ ถ้าไม่จริงใจ ก็ขอให้ตายต่อหน้า”
เซียงเหลียนว่า “ถ้าอย่างนั้น ตรงนี้ไม่สะดวก ท่านนั่งรอสักครู่ ให้ข้าเดินไปก่อน ท่านค่อยตามไปที่พักข้า พวกเราดื่มกันทั้งคืนให้หนำใจ ข้ามีเด็กรับใช้อยู่สองคน ดังนั้น ท่านไม่ต้องพาใครไป”
เซวียผานชอบใจจนสร่างเมาไปกว่าครึ่งว่า
“เอาอย่างนี้จริงหรือ”
เซียงเหลียนยิ้มว่า “ทำไม คนแสดงความจริงใจ ท่านไม่เชื่อ”
เซวียผานรีบยิ้มตอบว่า “ข้าไม่ใช่คนโง่ ทำไมจะไม่เชื่อ แต่เช่นนี้ ข้าไม่รู้จักสถานที่ เจ้าไปก่อนแล้วข้าจะตามไปถูกได้อย่างไร”
เซียงเหลียนว่า “บ้านข้าอยู่นอกประตูเมืองทิศเหนือ ท่านทิ้งบ้านไปค้างแรมนอกเมืองสักคืนได้ไหมเล่า”
เซวียผานว่า “เจ้าอยู่ทั้งคน ข้าจะกลับบ้านทำไม”
เซียงเหลียนว่า “เช่นนั้น ข้าจะรอท่านบนสะพานนอกเมืองทิศเหนือ พวกเรากลับเข้างานไปดื่มก่อน พอท่านเห็นข้าออกมาสักพักแล้วค่อยตามออกมา จะได้ไม่มีใครสนใจ”
เซวียผานรีบรับปาก
ทั้งสองกลับเข้ามาในงานดื่มกันอีกรอบ เซวียผานคอยจับตามองเซียงเหลียน แต่ความที่สุขใจยิ่ง ซ้ายหนึ่งกา ขวาหนึ่งกา โดยไม่ต้องมีใครยุส่ง ทั้งดื่มทั้งกินจนเมาแล้วแปดเก้าส่วน
เซียงเหลียนลุกขึ้นเดินออกมา มองดูว่าไม่มีใคร พอออกนอกประตูก็สั่งบ่าวว่า
“เจ้ากลับบ้านไปก่อน ข้าไปธุระนอกเมืองแล้วค่อยกลับ”
กล่าวจบก็ขึ้นม้าออกประตูทิศเหนือมารอเซวียผานบนสะพาน
ชั่วหนึ่งมื้อข้าว เซวียผานขี่ม้าตามมาแต่ไกล ปากอ้าตาถลน ส่ายหัวไปมาเหมือนกลองป๋องแป๋ง มองซ้ายมองขวาไม่มีหยุด เอาแต่มองไกลไม่มองใกล้ จนผ่านหน้าม้าเซียงเหลียนไป เซียงเหลียนทั้งขำทั้งชัง ค่อยเหยาะม้าตามหลังมา เซวียผานมองไปข้างหน้าเห็นบ้านเรือนเบาบางลงเรื่อยๆ จึงชักม้ากลับ คิดไม่ถึงว่าพอกลับหลังก็เห็นเซียงเหลียน ดีใจดังได้แก้ว ยิ้มว่า
“ข้าว่าแล้วเจ้าไม่ใช่คนผิดคำพูด”
เซียงเหลียนยิ้มว่า “รีบไปกันข้างหน้า ใครสังเกตเห็นตามมาจะไม่ดี”
ว่าแล้วก็ขี่ม้าขึ้นหน้าไป เซวียผานตามติดมาข้างหลัง
เซียงเหลียนเห็นเบื้องหน้าไร้ผู้คน เป็นเพียงแถบกกอ้อริมบึง จึงลงม้า ผูกม้ากับต้นไม้ หันมายิ้มกับเซวียผานว่า
“ท่านลงมา พวกเรามาร่วมสาบานกันก่อนว่าวันหลังจะไม่เปลี่ยนใจไปบอกคนอื่น”
เซวียผานยิ้มว่า “มีเหตุผล”
รีบลงม้านำไปผูกกับต้นไม้ แล้วคุกเข่าลงว่า
“หากวันหลังข้าเปลี่ยนใจ ไปเที่ยวบอกใครต่อใคร ขอให้ฟ้าดินลงโทษ”
ไม่ทันขาดคำ พลันมีเสียงดัง “ตึง” ดังโดนค้อนทุบเข้าต้นคอ ไอดำวูบขึ้นมา ดาวทองกระจายไปทั่ว ทรงตัวไม่อยู่ล้มลงกับพื้น เซียงเหลียนรีบเข้ามาดู รู้ดีว่าเซวียผานไม่คุ้นชินการต่อยตี จึงใช้กำลังเพียงสามส่วน แล้วตบหน้าไปมาจนบวมแดง เซวียผานพยายามจะลุกขึ้น เซียงเหลียนจิกปลายเท้าลงไปอีกสองหนก็ล้มลงดังเก่า ปากยังว่า
“สองคนสมัครใจ ไม่ยอมก็บอกกันดีดี ทำไมต้องหลอกข้ามาทุบตี”
ว่าแล้วก็ด่าไม่หยุด
เซียงเหลียนว่า “เจ้ามันตาบอด ไม่รู้จักเจ้าพ่อหลิ่ว เจ้าไม่ได้ขอข้าดีดี แต่หยามข้า ฆ่าเจ้าตายก็ไม่มีประโยชน์ เอาแค่สั่งสอนให้เข็ดหลาบ”
ว่าแล้วก็ใช้แส้ม้าหวดกลางหลังถึงน่องไปสามสี่สิบที
เซวียผานสร่างเมาไปกว่าครึ่ง เจ็บจนได้แต่ร้อง “ไอ้หยา” เซียงเหลียนยิ้มเยาะว่า
“แค่นี้เองหรือ ข้านึกว่าเจ้าจะทนมือทนตีน”
ว่าแล้วก็จับขาซ้ายของเซวียผานลากมากลางเลนพงอ้อ จนเลอะโคลนไปทั้งตัว แล้วถามว่า
“เจ้ารู้จักข้าหรือยัง”
เซวียผานไม่ตอบเอาแต่หมอบครวญคราง เซียงเหลียนโยนแส้ม้าทิ้ง ใช้หมัดชกลงบนร่างอีกหลายที เซวียผานกลิ้งไปมาตะโกนว่า
“ซี่โครงหักแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าคนจริง ข้าฟังเขามาผิดเอง”
เซียงเหลียนว่า “ไม่ต้องอ้างคนอื่น พูดถึงตอนนี้”
เซวียผานว่า “ตอนนี้ไม่มีอะไรจะพูด เจ้าคนจริง ข้าผิดเอง”
เซียงเหลียนว่า “อ่อนน้อมหน่อย ข้าจะไว้ชีวิต”
เซวียผานครางว่า “น้องชาย”
เซียงเหลียนชกใส่อีกหมัด
เซวียผานร้องโอย แล้วว่า “พี่ชาย”
เซียงเหลียนชกไปอีกสองหมัด
เซวียผานร้องไอ้หยา ตะโกนว่า
“ท่านพ่อ ไว้ชีวิตคนตาไร้แววนี้ด้วย จากนี้ไป ข้าจะเคารพเกรงกลัวท่านพ่อ”
เซียงเหลียนว่า “ดื่มน้ำนี่ไปสองคำ”
เซียงเหลียนฟังแล้วขมวดคิ้วว่า “น้ำสกปรกอย่างนี้ จะดื่มได้ไง”
เซียงเหลียนเงื้อหมัดจะชก เซวียผานรีบว่า
“ข้าดื่ม ข้าดื่ม”
แล้วก้มหน้าซุกรากต้นอ้อดื่มน้ำไปหนึ่งคำ ยังไม่ทันกลืนลงคอ ก็ร้องแหวะออกมา ของที่กินลงท้องไปอาเจียนออกมาหมด
เซียงเหลียนว่า “ไอ้โสโครกเอ๋ย รีบกินเข้าไปให้หมด ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
เซวียผานโขกหัวคำนับไม่หยุดว่า
“ได้โปรดทำบุญไว้ชีวิตด้วยเถิด ถึงตายก็กินไม่ลง”
เซียงเหลียนว่า “กลิ่นนี่ เหม็นจะตายอยู่แล้ว”
ว่าแล้วก็ปล่อยเซวียผาน เดินไปปลดม้าแล้วขึ้นขี่ไป
เซวียผานเห็นเซียงเหลียนไปแล้วค่อยเบาใจ นึกเสียใจว่าไม่น่าแหย่คนผิด พยายามจะลุกขึ้นก็เจ็บจนทนไม่ไหว
ทางฝ่ายพวกเจี่ยเจิน 贾珍 เห็นทั้งคู่หายไปจากงาน จึงออกตามหา มีคนบอกว่า
“ดูเหมือนจะออกไปทางประตูทิศเหนือ”
บ่าวของเซวียผาน ปกติกลัวเซวียผานจนหงออยู่แล้ว พอสั่งไว้ไม่ให้ตาม ก็ไม่กล้าตามไป เจี่ยเจินไม่วางใจ สั่งให้เจี่ยหยง 贾蓉 พาบ่าวแกะรอยออกจากประตูทิศเหนือ ข้ามสะพานมาได้สองลี้กว่า เห็นม้าของเซวียผานผูกอยู่แถวพงอ้อริมทาง จึงว่า
“ม้าอยู่คนคงอยู่”
แล้วตรงมาแถวหน้าม้า ได้ยินเสียงครางอยู่ในพงอ้อ จึงรีบเข้ามาดู ก็เห็นเซวียผานเสื้อผ้ารุ่งริ่ง หน้าตาปูดบวมมองไม่เป็นหน้า ทั่วทั้งตัวคลุกโคลนจนเหมือนหมู
เจี่ยหยงพอเดาสถานการณ์ออกแปดเก้าส่วน รีบลงม้าสั่งคนไปพยุงขึ้นมา ยิ้มว่า
“อาใหญ่เซวีย วันวันเที่ยวแทะโลมใครต่อใครไปทั่ว วันนี้ลงไปแทะอะไรในหลุม พญามังกรคงหลงเสน่ห์ท่าน อยากได้เป็นลูกเขย ท่านจึงถูกเขามังกรขวิด”
เซวียผานขายหน้าไม่รู้จะเอาไปซุกไว้ที่ไหน ม้าก็ขึ้นไม่ได้ เจี่ยหยงให้บ่าวไปหาเช่าเกี้ยวจากชุมชนรอบประตูเมืองมาให้นั่งเข้าเมืองมา เจี่ยหยงจะให้หามกลับไปที่บ้านไล่ต้า เซวียผานวิงวอนขอร้องว่าอย่าให้ใครรู้เรื่อง เจี่ยหยงจึงให้เกี้ยวส่งเซวียผานกลับบ้าน ส่วนตนกลับเข้างานไปรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่เจี่ยเจิน พอเจี่ยเจินรู้ว่าถูกเซียงเหลียนสั่งสอนก็หัวเราะว่า
“เขาสมควรโดนเสียบ้าง”
ตกเย็นงานเลิก ก็แวะมาเยี่ยมเซวียผาน เซวียผานอ้างเจ็บไม่ยอมพบ
พวกแม่เฒ่าเจี่ยกลับจากงานต่างคนต่างแยกย้ายกลับเรือน แม่น้าเซวียกับเป่าไชเห็นเซียงหลิง 香菱 ร้องไห้จนตาบวม จึงถามสาเหตุแล้วรีบมาดูเซวียผาน ถึงใบหน้าเนื้อตัวจะบวมระบม แต่ไม่ถึงกระดูกหักเส้นเอ็นขาด แม่น้าเซวียปวดใจยิ่งนัก ด่าเซวียผานแล้วก็ด่าเซียงเหลียน แล้วจะไปบอกหวางฮูหยิน ให้ส่งคนออกตามหาเซียงเหลียน เป่าไชรีบเตือนว่า
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเพียงเพื่อนฝูงดื่มสุรากัน เมาแล้ววิวาท มีเจ็บตัวเป็นธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้นใครก็รู้ว่า คนของเราเกเรไม่เกรงกล้วกฎหมายหรือฟ้าดิน ท่านแม่เจ็บใจอยากระบายก็ไม่ยาก รออีกสามถึงห้าวันพี่ชายลุกเดินได้ก่อน ถึงตอนนั้นนายใหญ่เจิน นายรองเหลียนคงไม่ปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉยๆ ให้พวกท่านออกหน้า ตามตัวฝ่ายนั้นมารับผิดต่อพี่ชายเป็นอันจบ แต่หากท่านแม่ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปแจ้งพวกเขาตอนนี้ให้ส่งคนเที่ยวตามจับ ก็เหมือนท่านแม่รู้เห็นเป็นใจเข้าข้างคนของเรา แล้วอาศัยอิทธิพลของญาติเที่ยวรังแกคนทั่วไป”
แม่น้าเซวียว่า “ลูกแม่ เจ้าคิดได้รอบคอบ ข้าเหลวไหลไปเอง”
เป่าไชว่า “เช่นนี้ก็ดี เขาไม่กลัวท่านแม่ ไม่ฟังใครเตือน เที่ยวเกะกะระรานหนักข้อขึ้นทุกวัน เจอดีเข้าบ้างเป็นบทเรียน”
เซวียผานนอนด่าเซียงเหลียนอยู่บนเตียง สั่งบ่าวว่า
“ไปพังบ้านมัน ตีมันให้ตาย ฟ้องมัน”
แม่น้าเซวียตวาดห้ามบ่าว แล้วว่า
“เซียงเหลียนเมาแล้วบังอาจ ตอนนี้สร่างเมา สำนึกเสียใจ หนีไปแล้ว”
เซวียผานได้ฟังค่อยสงบลงบ้าง ผ่านไปห้าวัน อาการเจ็บดีขึ้น แต่บาดแผลยังเห็นอยู่ จึงแกล้งป่วยอยู่กับบ้าน ละอายไม่กล้าพบญาติมิตร
(จบบทที่สี่สิบเจ็ด)
ตอนก่อนหน้า : หีบกวักเงิน
https://www.blockdit.com/posts/69f3207e00a887589a2dac8d
ตอนถัดไป : พัดของไอ้ทึ่มหิน
1 บันทึก
5
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
1
5
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย