Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เลาอยากเขียน
•
ติดตาม
6 พ.ค. เวลา 13:32 • ประวัติศาสตร์
ขั้นตอนการปล่อยตัวฝูงบินโจมตี 1 รอบของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2
จากสถาณการณ์โลกอันร้อนระอุในช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 จนถึงต้นทศวรรษที่ 1940 ประเทศญี่ปุ่นซึ่งในขณะนั้นกำลังทำสงครามจีนเพื่อขยายอิทธิพลรวมถึงต้องการหาทรัพยากรมาเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมและกองทัพของตน ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในช่วงเวลานี้ถือว่าอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามอย่างมาก หากต้องทำศึกกับสหรัฐฯ (ซึ่งก็ทำจริง ๆ ) ญี่ปุ่นจะไม่มีวันชนะสหรัฐฯได้เลยทั้งกองกำลังและอุตสาหกรรมสงคราม
ดังนั้น เพื่อให้ญี่ปุ่นมีความได้เปรียบในการทำสงครามช่วงต้น พร้อมกับบีบบังคับให้สหรัฐฯ ต้องยอมสงบศึกกับญี่ปุ่น นายพลเรือ อิโซโรกุ ยามาโมโตะ พร้อมกับนายทหารเรือคนอื่น ๆ จึงได้คิดยุทธวิธีที่จะใช้ “เครื่องบิน” เป็นหัวหอกหลักในการโจมตีศัตรูให้พินาศย่อยยับในการรบเพียงครั้งเดียว เพื่อเยื้อเวลาให้กองทัพบกสามารถขยายอิทธิพลควบคุมดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรที่สำคัญได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ซึ่งด้วยเหตุนี้นายพลเรือยามาโมโตะจึงได้ก่อตั้งหน่วยรบกองทัพเรือที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นศูนย์กลางที่เรียกว่า “คิโด-บุไต ( 機動部隊) เพื่อดำเนินกลยุทธดังกล่าว ซึ่งก็มีขั้นตอนในการปล่อยฝูงบินโจมตีของเรือบรรทุกเครื่องบินแต่ละลำดังนี้
1. การเตรียมการในโรงเก็บเครื่องบิน (The Hangar Deck Phase)
ความวุ่นวายทั้งหมดเริ่มต้นที่โรงเก็บเครื่องบินชั้นล่างแบบปิด (Enclosed Hangar) ซึ่งเป็นพื้นที่อับลมและเต็มไปด้วยไอน้ำมัน:
- เติมน้ำมันและติดอาวุธ: ช่างเครื่องจะทำการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและติดตั้งอาวุธ (ตอร์ปิโด หรือ ลูกระเบิด) ให้กับเครื่องบินทิ้งระเบิด ในขณะที่เครื่องบินยังอยู่ในโรงเก็บชั้นล่าง นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด เพราะหากเกิดประกายไฟเพียงนิดเดียวก็หมายถึงหายนะ
- การลำเลียงขึ้นลิฟต์: เมื่อเครื่องบินพร้อม ทหารดาดฟ้าจะช่วยกันเข็นเครื่องบิน (ด้วยแรงคน) ไปยังลิฟต์ ลิฟต์ของเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นทำงานด้วยความเร็วสูงมาก สามารถยกเครื่องบินจากโรงเก็บชั้นล่างสุดขึ้นสู่ดาดฟ้าได้ภายในเวลาเพียง 15-20 วินาที
2. การจัดเรียงบนลานบิน (Deck Spotting)
เมื่อลิฟต์ส่งเครื่องบินขึ้นมาถึงลานบินบนดาดฟ้า ทหารดาดฟ้าจะรีบวิ่งเข้าไปเข็นเครื่องบินไป "เข้าจุดจอด" (Spotting) ซึ่งการจัดเรียงมีหลักวิศวกรรมที่เข้มงวดมาก:
- กฎระยะวิ่ง (Takeoff Roll): เนื่องจากไม่มีเครื่องดีด เครื่องบินทุกลำต้องวิ่งขึ้นด้วยกำลังเครื่องยนต์ของตัวเอง เครื่องบินที่เบาที่สุดจะอยู่หน้าสุด และเครื่องบินที่หนักที่สุดจะอยู่หลังสุด
- ตำแหน่งการจอดบนลานบิน : * หน้าสุด: เครื่องบินขับไล่ A6M Zero (เบาที่สุด ใช้ระยะวิ่งสั้น)
ตรงกลาง: เครื่องบินทิ้งระเบิดดำดิ่ง D3A Val (น้ำหนักปานกลาง)
ท้ายสุด: เครื่องบินทิ้งระเบิดตอร์ปิโด B5N Kate (หนักที่สุด ต้องใช้ระยะทางวิ่งรันเวย์ยาวที่สุดเกือบครึ่งลำเรือ)
- มาถึงตรงนี้แล้วจะขออธิบายเพิ่มเติม การจัดฝูงบินของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น ไม่สามารถจัดให้ฝูงบินดำดิ่งทิ้งระเบิดรวมกับฝูงบินทิ้งตอร์ปิโดได้จากปัญหาของน้ำหนักตัวเครื่องบินรวมถึงปัญหาเชิงวิศวกรรมที่เครื่องบินโจมตีของญี่ปุ่นต้องใช้ระยะทางที่ยาว เพื่อแก้ปัญหานี้พวกเขาเลยจัดกองเรือบรรทุกเครื่องบินให้มีเรือบรรทุกเครื่องบินอย่างน้อย 2 ลำ โดยอีกลำจะปล่อยฝูงบินดำดิ่งทิ้งระเบิด และอีกลำปล่อยฝูงบินทิ้งตอร์ปิโด เพื่อให้การโจมตีมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกรูปแบบการโจมตี
- อุ่นเครื่องยนต์: เมื่อเรียงเสร็จ เครื่องบินทั้งหมดจะถูกล็อกล้อด้วยไม้หมอน (Chocks) นักบินจะสตาร์ทเครื่องยนต์และเร่งเครื่องเพื่อ "อุ่นเครื่อง" (Warm-up) ให้ได้อุณหภูมิที่เหมาะสม การกระทำนี้สร้างเสียงกึกก้องกัมปนาทและควันคลุ้งไปทั่วดาดฟ้า
3. การหันหัวทวนลม (Turning into the Wind)
เครื่องบินที่บรรทุกอาวุธหนักเต็มพิกัด ไม่สามารถยกตัวขึ้นได้ด้วยความเร็วบนรันเวย์สั้นๆ เพียงอย่างเดียว กองเรือจึงต้องสร้าง "ลมเหนือผิวดาดฟ้า" (Wind over the deck) เพื่อช่วยพยุงปีก:
- ผู้บัญชาการกองเรือจะสั่งให้เรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำ (ที่แล่นเป็นขบวน Kido Butai) หันหัวเรือตั้งลำวิ่งสวนทางกับทิศทางลม
- เรือจะเร่งเครื่องยนต์เต็มกำลัง (Flank speed) ทำความเร็วสูงสุดที่ประมาณ 28-34 นอต (ราว 50-60 กม./ชม.) เมื่อรวมกับความเร็วลมธรรมชาติ จะทำให้เกิดลมปะทะหน้าเครื่องบินที่รุนแรงพอที่จะยกพวกมันขึ้นสู่อากาศได้
4. วินาทีทะยานขึ้นสู่อากาศ (The Launch)
เมื่อลมได้ที่และผบ.กองเรือสั่งปล่อยขบวน ผู้บังคับการดาดฟ้าบิน (Flight Deck Officer) จะเข้าประจำจุดใกล้หัวเรือ:
- สัญญาณธง: เขาจะใช้ "ธงสีเขียว" โบกเป็นวงกลมเหนือศีรษะ เพื่อให้นักบินเครื่องแรกสุด (Zero) เร่งเครื่องยนต์เต็มกำลังสูงสุด (Max RPM)
-ปล่อยไม้หมอน: นักบินจะพยักหน้า หรือยกมือให้สัญญาณว่าเครื่องยนต์ทำงานเต็มที่แล้ว ทหารดาดฟ้า 2 คนจะรีบดึงเชือกกระตุก "ไม้หมอน" ออกจากล้อพร้อมกัน แล้วหมอบลงกับพื้นทันที
- ทะยานออกไป: ผู้บังคับการดาดฟ้าบินจะตวัดธงลง เครื่องบินจะพุ่งตัวออกไปตามความยาวของดาดฟ้า เมื่อพ้นขอบหัวเรือ เครื่องบินมักจะ "จมลงเล็กน้อย" (Dip) ก่อนที่แรงยกจากปีกจะทำงานและเชิดหัวบินขึ้นไปได้สำเร็จ
กระบวนการนี้จะดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก เครื่องบินลำต่อไปจะถูกปล่อยทุกๆ 15 ถึง 20 วินาที อย่างต่อเนื่องจนหมดลานบิน
5. การรวมฝูงบนท้องฟ้า (Forming Up)
นี่คือจุดที่แสดงถึงความมีระเบียบวินัยขั้นสูงของนักบินญี่ปุ่น:
- เมื่อบินขึ้นไปแล้ว เครื่องบินจะไม่บินตรงไปยังเป้าหมายทันที พวกเขาจะบินวนเป็นวงกลมวงใหญ่เหนือยองเรือบรรทุกเครื่องบิน (Orbiting)
- ขณะที่บินวน พวกเขาจะจัดรูปขบวนย่อยแบบ "ตัววี" (V-formation) ลำละ 3 เครื่อง (เรียกว่า Shotai) และจัดขบวนระดับกองร้อย 9 เครื่อง (Chutai)
เมื่อเครื่องบินทั้ง 100-200 ลำ จากเรือบรรทุกเครื่องบิน 4-6 ลำ บินขึ้นมาตั้งรูปขบวนขนาดยักษ์เหนือกองเรือเสร็จสมบูรณ์ ผู้นำฝูงบินจะให้สัญญาณวิทยุ หรือโยกปีก แล้วฝูงบินโจมตีทั้งหมดจึงจะหันหัวมุ่งหน้าสู่เป้าหมายพร้อมกัน
จากขั้นตอนการปล่อยฝูงบินโจมตีดังกล่าวทำให้กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงต้นสงครามแปซิฟิก (1941 - 1942) การเป็นกองทัพที่น่าเกรงขามและมีพลังทำลายล้างรุนแรงที่สุด ซึ่งทั้งเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาเบอร์ การรบที่เกาะเวก การโจมตีเมืองท่าดาร์วินทางตอนเหนือของออสเตรเลีย รวมถึงปฏิบัติการทำลายกองเรืออังกฤษที่มหาสมุทรอินเดีย ต่างก็เป็นผลลัพธ์ของขั้นตอนและยุทธวิธีการใช้เรือบรรทุกเครื่องบินในการทำสงครามของกองทัพเรือญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น
แต่ทว่า เบื้องหน้าความน่าเกรงขามนี้กลับซ่อนจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดที่รอวันปะทุในเหตุการณ์สำคัญซึ่งเสมือนเป็นจุดเปลี่ยนการทำสงครามของญี่ปุ่นไปตลอดกาล
https://www.history.navy.mil/research/library/online-reading-room/title-list-alphabetically/i/interrogations-japanese-officials-voli.html#no13
Shattered Sword: The Untold Story of the Battle of Midway (โดย Jonathan Parshall และ Anthony Tully)
The Barrier and the Javelin: Japanese and Allied Pacific Strategies, February to June 1942
Kaigun: Strategy, Tactics, and Technology in the Imperial Japanese Navy, 1887-1941 (โดย David C. Evans และ Mark R. Peattie)
#ประวัติศาสตร์ #สารคดี #สงครามโลก #สงครามโลกครั้งที่2 #สหรัฐอเมริกา #ญี่ปุ่น #สงครามแปซิฟิก #สงคราม
ประวัติศาสตร์
สงคราม
เรื่องเล่า
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย