7 พ.ค. เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

กว่าจะมาเป็น Mouse! ย้อนรอยไอเทมเปลี่ยนโลกที่เริ่มจากความลับของกองทัพ

เคยจินตนาการไหมครับว่า โลกของการทำงานจะเป็นอย่างไร หากวันนี้เราต้องสั่งการคอมพิวเตอร์โดยไม่มีอุปกรณ์เล็กๆ ที่วางอยู่ข้างมืออย่างเมาส์
ในยุคที่เราคุ้นเคยกับการเลื่อนหน้าจอด้วยปลายนิ้ว หรือแม้แต่การสั่งงานด้วยเสียง สิ่งประดิษฐ์หน้าตาธรรมดาอย่างเมาส์ดูเหมือนจะเป็นของพื้นฐานที่ใครๆ ก็มี
แต่เบื้องหลังอุปกรณ์ชิ้นนี้ กลับซ่อนเรื่องราวของการแข่งขันทางธุรกิจ การมองข้ามโอกาสระดับโลก และการปฏิวัติวิธีที่มนุษย์สื่อสารกับเครื่องจักรไปตลอดกาล
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1940 ถึง 1950 คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นไม่ได้มีหน้าตาเหมือนที่เรารู้จัก มันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารจนกินพื้นที่ตึกทั้งชั้น
1
การจะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานแต่ละครั้ง มนุษย์ต้องเจาะรูบนกระดาษแข็งที่เรียกว่า Punched cards แล้วป้อนเข้าไปในเครื่องทีละแผ่น
ผู้ใช้งานต้องเรียนรู้ภาษาเครื่องจักรที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่สงวนไว้สำหรับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเฉพาะทางเท่านั้น
ความพยายามแรกในการหาเครื่องมือชี้ตำแหน่งบนหน้าจอ กลับไม่ได้เกิดจากบริษัทเทคโนโลยี แต่เริ่มต้นจากความต้องการทางการทหาร…
หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลงในปี 1946 กองทัพเรืออังกฤษได้เริ่มพัฒนาระบบเรดาร์เพื่อตรวจจับอากาศยาน
วิศวกรชื่อ Ralph Benjamin ได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า Roller ball เพื่อใช้เลื่อนจุดบนหน้าจอเรดาร์แทนการโยกคันโยกแบบเก่า
ต่อมาในปี 1952 กองทัพเรือแคนาดาก็นำแนวคิดคล้ายกันนี้ไปพัฒนาต่อในระบบที่ชื่อว่า DATAR
สิ่งที่น่าทึ่งคือพวกเขาใช้ลูกโบว์ลิ่งขนาดเล็กแบบ 5 พินมาทำเป็นลูกบอลสำหรับกลิ้งเพื่อควบคุมทิศทาง
อุปกรณ์เหล่านั้นคือบรรพบุรุษของ Trackball แต่ด้วยความที่เป็นความลับสุดยอดทางทหาร เทคโนโลยีนี้จึงไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เลย
โลกต้องรอจนถึงปี 1964 กว่าที่เมาส์ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันจะถือกำเนิดขึ้น…
ณ สถาบันวิจัย Stanford Research Institute นักวิจัยชื่อ Douglas Engelbart และวิศวกรชื่อ Bill English กำลังพัฒนาโครงการที่ได้รับทุนจาก DARPA
2
โครงการนี้มีชื่อว่า NLS ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการสร้างคอมพิวเตอร์ที่ช่วยเสริมสร้างสติปัญญาของมนุษย์
1
Douglas Engelbart เชื่อมั่นว่าคอมพิวเตอร์ไม่ควรเป็นแค่เครื่องคิดเลขขนาดใหญ่ แต่มันต้องเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สามารถโต้ตอบด้วยได้ทันที
เขาต้องการอุปกรณ์สักชิ้นที่สามารถชี้ตำแหน่งบนหน้าจอได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรมชาติที่สุด
หลังจากทดลองสร้างอุปกรณ์แปลกๆ มากมาย ในที่สุด Bill English ก็สร้างชิ้นงานต้นแบบขึ้นมาตามภาพร่างของ Douglas Engelbart
มันเป็นเพียงกล่องไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีล้อโลหะสองล้อติดอยู่ด้านใต้ ล้อหนึ่งสำหรับแกน X และอีกล้อสำหรับแกน Y…
เมื่อผู้ใช้เลื่อนกล่องไม้นี้ ล้อทั้งสองจะหมุนและแปลงเป็นการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์บนหน้าจอ
1
ด้วยรูปร่างของกล่องที่มีสายไฟเชื่อมต่อโผล่ออกมาจากด้านหลัง ทำให้มันดูคล้ายกับสัตว์ตัวเล็กๆ ทีมงานจึงเริ่มเรียกมันว่า “Mouse”
ใครจะไปคิดว่าชื่อที่เรียกกันเล่นๆ ในวันนั้น จะกลายเป็นชื่ออย่างเป็นทางการที่คนทั้งโลกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
ความยิ่งใหญ่ของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ถูกนำเสนอต่อสายตาชาวโลกครั้งแรกในปี 1968 ที่เมือง San Francisco
1
การสาธิตในวันนั้นของ Douglas Engelbart ยิ่งใหญ่จนถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็น The Mother of All Demos
1
เขาไม่ได้แค่โชว์การใช้เมาส์ แต่ยังสาธิตการคลิก Hyperlink และการประชุมผ่านวิดีโอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยนั้นไปหลายสิบปี…
1
แม้การสาธิตจะน่าทึ่งเพียงใด แต่มันก็ยังเป็นเพียงเทคโนโลยีระดับห้องทดลองที่คนทั่วไปไม่มีทางเข้าถึงได้
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 เมื่อศูนย์วิจัย Xerox PARC ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Xerox ได้ดึงตัว Bill English มาร่วมงาน
1
ที่นั่นพวกเขาได้สร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ก้าวล้ำที่สุดในยุคนั้นชื่อว่า Xerox Alto ในปี 1973
1
มันคือคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่มีระบบ GUI หรือหน้าจอที่มีหน้าต่างและไอคอนให้คลิก ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้คู่กับเมาส์โดยเฉพาะ
ทีมวิจัยได้เปลี่ยนกลไกจากล้อโลหะมาใช้ระบบ Ball mouse หรือเมาส์ลูกกลิ้ง ซึ่งช่วยให้ลากเมาส์ไปได้ทุกทิศทางอย่างอิสระ…
1
หลักการทำงานคือเมื่อลูกกลิ้งเคลื่อนที่ มันจะไปหมุนแกนเพลาและตัดลำแสงภายในเครื่อง เซ็นเซอร์จะอ่านค่าแสงนั้นแล้วแปลงเป็นทิศทาง
แต่เรื่องที่น่าเสียดายที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีก็เกิดขึ้น เมื่อผู้บริหารของ Xerox มองไม่เห็นมูลค่าของสิ่งนี้
พวกเขามองว่า Xerox Alto เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับองค์กร และมีต้นทุนสูงเกินกว่าจะทำขายให้คนทั่วไป
เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกใบนี้จึงถูกปล่อยทิ้งไว้ในศูนย์วิจัย โดยที่ผู้บริหารไม่ได้สนใจจะผลักดันมันสู่ตลาดเลย…
จนกระทั่งปี 1979 ชายหนุ่มชื่อ Steve Jobs พร้อมทีมวิศวกรจาก Apple ได้เข้าไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัย Xerox PARC
1
แลกกับการให้ Xerox ซื้อหุ้นของ Apple ในราคาพิเศษก่อนที่บริษัทจะเข้าตลาดหุ้น
1
วินาทีที่ Steve Jobs ได้เห็นระบบ GUI และการทำงานของเมาส์บนเครื่อง Xerox Alto เขาก็มองเห็นอนาคตทันที
เขารู้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่จะมาเปลี่ยนโลกของการคำนวณส่วนบุคคลไปตลอดกาล…
Steve Jobs กลับมาที่ Apple และสั่งรื้อแผนการสร้างคอมพิวเตอร์เดิมทิ้งทั้งหมด เพื่อหันมาพัฒนาระบบที่ต้องใช้เมาส์ควบคุม
แต่ปัญหาคือ เมาส์ของ Xerox ในตอนนั้นมีต้นทุนการผลิตสูงถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ แถมยังพังง่ายมากเมื่อมีฝุ่นเข้าไปเกาะ
เขาจึงจ้างบริษัทออกแบบชื่อ Hovey-Kelley Design ให้สร้างเมาส์ที่มีต้นทุนไม่เกิน 15 ดอลลาร์สหรัฐ
1
โจทย์คือมันต้องใช้งานได้บนโต๊ะไม้ธรรมดา หรือแม้แต่บนกางเกงยีนส์ และที่สำคัญคือต้องมีความทนทานสูง…
ทีมออกแบบทดลองวัสดุมากมาย ถึงขั้นไปซื้อลูกกลิ้งระงับกลิ่นกายจากร้านขายยามาทำเป็นชิ้นส่วนภายใน
ในที่สุดพวกเขาก็สร้างเมาส์ที่มีลูกกลิ้งถอดทำความสะอาดได้ และมีปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว เพื่อความเรียบง่ายที่สุด
1
ผลลัพธ์ที่ได้คือ Apple Macintosh ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในปี 1984 พร้อมกับเมาส์ดีไซน์สี่เหลี่ยมทรงกล่องพลาสติก
แม้ว่า Microsoft จะเริ่มขายเมาส์สำหรับใช้กับโปรแกรม Microsoft Word ไปก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม
แต่ด้วยการตลาดที่เหนือชั้นและวิสัยทัศน์ของ Apple ก็ทำให้เมาส์กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ไปตลอดกาล…
1
หลังจากยุคของ Macintosh รูปแบบการทำงานของเมาส์ก็แทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลยเป็นเวลาเกือบสิบปี
การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เน้นไปที่การออกแบบสรีระศาสตร์ ให้เมาส์มีความโค้งมนรับกับฝ่ามือมากขึ้น
แต่ผู้ใช้ก็ยังต้องทนกับปัญหาฝุ่นและคราบสกปรกที่เข้าไปเกาะลูกกลิ้ง ทำให้เมาส์ฝืดและเลื่อนสะดุดอยู่เสมอ
ต้องคอยแกะฝาครอบด้านล่าง แงะลูกกลิ้งออกมาเช็ด และใช้เล็บขูดคราบฝุ่นออกจากแกนหมุน…
1
จนกระทั่งปลายทศวรรษ 1990 การปฏิวัติครั้งที่สองของอุปกรณ์ชนิดนี้ก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Optical mouse หรือเมาส์ระบบแสง
1
อันที่จริงแนวคิดการใช้แสงจับการเคลื่อนไหวมีมาตั้งแต่ปี 1980 แล้ว แต่ในยุคนั้นต้องใช้งานคู่กับแผ่นรองเมาส์ที่มีลวดลายตารางเฉพาะเท่านั้น
เทคโนโลยีนี้เพิ่งจะมาสมบูรณ์เมื่อบริษัท Agilent Technologies พัฒนาเซ็นเซอร์แสงขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
หลักการคือการใช้ไฟ LED ส่องลงบนพื้นผิว แล้วใช้กล้องจิ๋วถ่ายภาพพื้นผิวนับพันเฟรมต่อวินาที เพื่อประมวลผลการเคลื่อนที่…
ในปี 1999 Microsoft ได้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับผลิตภัณฑ์ชื่อ Microsoft IntelliMouse ซึ่งแก้ปัญหาลูกกลิ้งฝืดได้อย่างถาวร
แม้ในช่วงแรกจะมีราคาสูงถึงเกือบ 70 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ด้วยความแม่นยำที่มากกว่า เมาส์ลูกกลิ้งแบบเก่าจึงค่อยๆ หายไปจากตลาด
1
ในเวลาไล่เลี่ยกัน นวัตกรรมที่ขาดไม่ได้อย่าง “Scroll wheel” หรือลูกกลิ้งสำหรับเลื่อนหน้าจอก็เริ่มได้รับความนิยม
1
นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้การท่องอินเทอร์เน็ตและการอ่านเอกสารยาวๆ กลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด…
เมื่อเซ็นเซอร์แสงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ กลุ่มคนที่ผลักดันขีดจำกัดของเมาส์ให้ก้าวไปอีกขั้นก็ปรากฏตัวขึ้น นั่นคือกลุ่มเกมเมอร์
1
ในปี 1999 บริษัท Razer ได้เปิดตัว Razer Boomslang ซึ่งถือเป็นเมาส์เกมมิ่งตัวแรกของโลก
แม้รุ่นนั้นจะยังใช้กลไกลูกกลิ้ง แต่ก็ออกแบบมาเพื่อความแม่นยำสูงสุด ทำให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ตระหนักถึงขุมทรัพย์ในตลาดเกมเมอร์
ต่อมาในปี 2004 บริษัท Logitech ก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการเปิดตัว Laser mouse ตัวแรกของโลก…
1
ลำแสงเลเซอร์มีความละเอียดสูงกว่า LED ธรรมดามาก ทำให้สแกนพื้นผิวได้ลึกซึ้งและแม่นยำกว่าในระดับที่เกมเมอร์ต้องการ
นับแต่นั้นมา เทคโนโลยีเมาส์ก็ถูกขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเกมมิ่ง มีการใส่ชิปประมวลผลเพื่อให้ตอบสนองไวขึ้นในระดับมิลลิวินาที
มีการเพิ่มปุ่มคำสั่งซับซ้อน ปรับความไวได้ทันที และที่ขาดไม่ได้คือระบบไฟ RGB ที่เข้ามาเติมเต็มด้านอารมณ์ความรู้สึก
การเชื่อมต่อก็พัฒนาจากสายพอร์ตแบบเก่า สู่ยุคของ USB และก้าวล้ำไปถึงระบบ Wireless ที่เสถียรไม่ต่างจากการเสียบสาย…
1
เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่กล่องไม้ติดล้อถูกสร้างขึ้นในห้องทดลอง จนถึงวันนี้ที่เมาส์มีเซ็นเซอร์เลเซอร์ระดับไมครอน
เราจะเห็นได้ว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เดินทางมาไกลมาก และยังคงความสำคัญอยู่เสมอ
แม้ปัจจุบันเราจะมีหน้าจอสัมผัสหรือการสั่งงานด้วยเสียง แต่ความแม่นยำของเมาส์ก็ยังคงเป็นสิ่งที่อุปกรณ์อื่นทดแทนได้ยาก
ในอนาคต เมาส์อาจจะถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง Neural interface หรือการสั่งการคอมพิวเตอร์ด้วยคลื่นสมอง…
ถ้าวันนั้นมาถึง วิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับโลกดิจิทัลก็คงจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น อุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ข้างมือเรา ก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างจินตนาการของมนุษย์และเครื่องจักรต่อไป
เรื่องราวของเมาส์พิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่อลังการเสมอไป
มันอาจเริ่มต้นจากการพยายามแก้ปัญหาเล็กๆ อย่างการทำอย่างไรให้เราชี้จุดบนหน้าจอได้ง่ายที่สุด…
และบางครั้ง เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็อาจถูกมองข้ามไป หากผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลพอ
หากไม่มีกล่องไม้กะทัดรัดที่ Stanford Research Institute ในวันนั้น
หรือหาก Steve Jobs ไม่ได้ไปเยือนศูนย์วิจัยของ Xerox PARC
โลกดิจิทัลที่เราใช้อย่างสะดวกสบายในวันนี้ ก็อาจจะมีหน้าตาที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง…
References : [sri, computer, pcgamer, wired, smithsonianmag]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-making-of-the-mouse/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา