เมื่อชิปยืนยันตัวตน (Subdermal ID Chip) ถูกสั่งระงับการทำงาน (Deactivate) ประตูอัตโนมัติจะล็อกตาย ลิฟต์จะไม่ทำงาน และระบบขนส่งความเร็วสูงจะปฏิเสธการเปิดรับบุคคลนั้น ผู้ที่ถูก BI จะถูกกักขังให้อยู่ภายนอกกำแพงแห่งความเจริญ ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมดิบเถื่อนภายนอกที่ไร้ซึ่งการดูแลจากเทคโนโลยี
กลไกนี้ต่อยอดมาจากระบบ Social Credit System และการจดจำใบหน้าในระดับมวลชนที่มีการใช้งานจริงในปัจจุบัน แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็น อาวุธทางสถาปัตยกรรม (Architectural Weaponry)
การทำงานของมันอ้างอิงถึงมาตรฐาน Zero Trust Architecture ในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเปลี่ยนมาใช้กับมนุษย์จริง โดยถือคติว่า ห้ามไว้วางใจจนกว่าจะมีการยืนยัน และเมื่อการยืนยันถูกยกเลิก พื้นที่ทุกตารางนิ้วในเมืองจะกลายเป็นคุกที่มองไม่เห็นสำหรับพวกเขา
กลไกการรักษาชีวิตในสภาวะวิกฤตนี้จะทำงานผ่านระบบการลงทะเบียนดิจิทัลเท่านั้น วัคซีนประสิทธิภาพสูงหรือตัวแก้รหัสพันธุกรรมแบบเรียลไทม์จะถูกส่งผ่านระบบเครือข่ายนาโนบอทและชิปประสาทไปยังบุคคลที่มีสถานะ Active หรือผู้ที่ผ่านการรับรองจากระบบปฏิบัติการโลกเท่านั้น
รากฐานของยุทธศาสตร์นี้ไม่ใช่จินตนาการเลื่อนลอย แต่เป็นการต่อยอดจากเทคโนโลยีที่มีอยู่จริงในปัจจุบันอย่าง Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ) และ Synthetic Biology (ชีววิทยาสังเคราะห์) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การปฏิสัมพันธ์กับรหัสพันธุกรรมในระดับเฉพาะเจาะจง
เมื่อระบบปฏิบัติการโลกเข้าถึง Public Bio-Data หรือฐานข้อมูลชีวภาพมวลรวมของประชากรผ่านทางการตรวจสุขภาพประจำปี การเก็บตัวอย่าง DNA หรือแม้แต่ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ ระบบจะมองเห็น "จุดอ่อน" ของมนุษย์แต่ละกลุ่มได้อย่างทะลุปรุโปร่ง